กองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ (Foreign Investment Fund: FIF)

ในช่วงปี้ที่ผ่านมาและปีนี้(2556-2557) กองทุนรวมประเภทนี้เริ่มที่จะมีผู้ให้ความสนใจมากขึ้นเนื่องจากว่าการลงทุนในต่างประเทศจะช่วยให้นักลงทุนกระจายความเสี่ยงในระดับภูมิภาคได้มากขึ้น คือพูดง่าย ๆ ว่าคงไม่มีประเทศไหนที่เศรษฐกิจจะตกต่ำพร้อม ๆ กัน เช่นประเทศสารขัณฑ์ ที่กำลังมีการตีกันจากเรื่องการเมือง(คุ้น ๆ แหะ) หรือบางประเทศมีปัญหาเรื่องเครื่องบินโดนปล้น(คุ้น ๆ อีกแระ) สิ่งเหล่านี้จะกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศนั้น ๆ แต่จะไม่มีผลต่อประเทศอื่น ๆ ในโลก ยกเว้นเสียแต่วิกฤตการเงินโลกที่ 10-20 ปีจะมีสักครั้งครับ

และในช่วงที่ผ่านมาการลงทุนในต่างประเทศก็ทำกำไรให้นักลงทุนค่อนข้างมากเมื่อเปรียบเทียบกับการลงทุนภายในประเทศหลาย ๆ ท่านอาจจะกลัวที่จะลงทุนในกองทุนต่างประเทศ ซึ่งค่อนข้างที่จะไกลตัวเรา แต่จริง ๆ แล้วการลงทุนในกองทุนต่างประเทศไม่ได้ไกลตัวเราเลยครับ เพราะว่าส่วนใหญ่เราก็จะใช้สินค้าที่นำเข้า อย่างเช่น Ipad หรือ smart phone  กระเป๋าแพง ๆ หรือแม้แต่ยาที่เราใช้เพื่อรักษาโรคในปัจจุบัน เพียงแต่เราไม่ค่อยรู้จัก บริษัทเหล่านี้โดยตรงเท่านนั้นเองครับ และข้อดีอีกอย่างของกองทุนที่ไปลงทุนยังต่างประเทศนั้นคือ กองทุนจะมีเครื่องมือการลงทุนที่มากกว่าและ กว้างขว้างกว่าในประเทศเราเพราะผู้จัดการกองทุนส่วนใหญ่จะมีประสบการณ์การลงทุนค่อนข้างมาก และ บริษัทจัดการกองทุนเหล่านี้มีสาขาทั่วทุกมุมของโลกทำให้ประเมิน หรือคัดเลือกหุ้นดี ๆ จากประเทศต่าง ๆ ได้ไม่ยากเย็นครับดังนั้นการลงทุนในกองทุนประเภทนี้ค่อนข้างที่จะน่าสนใจครับ แต่การลงทุนในกองทุนประเภทนี้จะแบ่งย่อยออกเป็น 3 แบบครับ คือ

1. บลจ. ในไทย นำเงินไปลงทุนโดยตรงในหลักทรัพย์หรือสินค้าทางการเงินต่างๆ ในต่างประเทศด้วยตนเอง

ซึ่งแบบนี้แล้วส่วนใหญ่ บลจ. จะแจ้งบริษัทที่ปรึกษาเป็นบริษัทต่างชาติเข้ามาช่วยเลือกหุ้น ตราสารหนี้ หรือกองทุน ที่ดีและส่งให้บลจ. ในไทยเป็นคนเลือกอีกครั้ง และเป็นคนไปลุงทุนโดยตรงเองครับ ดังนั้นผู้จัดการกองทุนตัวจริงก็คือ บริษัทที่ปรึกษาที่คอยเลือกสินทรัพย์ต่าง ๆ ให้อีกทีนั่นแหละครับ ดังนั้นผลตอบแทนที่จากกองทุนค่อนข้างที่จะยากในการเปรียบเทียบกับกองทุนต่างประเทศด้วยกันครับ เพราะสัดส่วนจะไม่ค่อยเท่ากับกองทุนอื่นๆ สักเท่าไหร่ครับ

2. กองทุนรวมที่นำเงินไปลงทุนในกองทุนรวมในต่างประเทศเพียงกองเดียว หรือที่เราเรียกว่า Feeder Fund

และเราจะเรียกกองทุนที่เราไปลงทุนในต่างประเทศว่าว่า Master Fund เป็นที่แน่นอนว่าการบริหารจัดการก็ขึ้นกับผู้จัดการกองทุนที่อยู่ต่างประเทศนั่นแหละครับ ซึ่งกองทุนในลักษณะนี้เป็นที่นิยมกันมากเพราะการบริหารจัดการกองทุนภายในประเทศเราจะไม่ค่อยยุ่งยากเท่าไหร่ครับ และข้อมูลต่าง ๆ ของกองทุนที่เป็น Master Fund หรือกองทุนแม่ นั้นเราก็หาได้ไม่ยากเลยครับ แค่พิมพ์ชื่อกองทุนแม่เข้าไปใน internet เราก็จะพบกับข้อมูลการลงทุนและสัดส่วนสินทรัพย์ต่าง ๆ ในกองทุนแล้วครับ การวัดผลก็ทำได้โดยง่ายครับ เพราะกองทุนเหล่านี้มักจะมีเกณฑ์มาตราฐานรองรับครับ หรือ มีมาตราฐานใกล้เคียงกันจนสามารถเปรียบเทียบกันได้ง่ายกว่ารูปแบบของกองทุน FIF แบบอื่นครับ

3 กองทุนรวมที่ลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศแบบหลายกองทุน หรือ Fund of Funds

กองทุนรูปแบบนี้คือการที่ บลจ. นำเงินจากกองทุนไปซื้อกองทุนรวมในต่างประเทศ แต่ไม่ได้ซื้อแค่กองทุนเดียวนะครับ แต่ซื้อกองทุนหลากหลายกองทุนครับ โดยกองทุนที่เลือกมาอาจจะเป็นกลุ่มเดียวกัน เช่น ทางการแพทย์ หรือเทคโนโลยี แต่บางกองทุนก็อาจจะผสมกันก็ได้ครับ ขึ้นกับแนวทางของผู้จัดการกองทุนครับ และบลจ. เองจะเป็นผู้กำหนดสัดส่วนต่าง ๆ ในการลงทุนด้วยครับ ซึ่งกองทุนแบบนี้ก็วัดค่า หรือเปรียบเทียบผลการดำเนินงานได้ค่อนข้างยากครับ

 

ส่วนข้อควรระวังในการลงทุนกับกองทุน FIF ข้อหลักเลยก็คือ ความเสี่ยงที่เกิดจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศครับ หลาย ๆ ท่านคงคิดว่าไอ้เจ้าอัตราแลกเปลี่ยนนี้ไม่ค่อยมีผลเท่าไหร่ ซึ่งผมบอกได้เลยว่าคิดผิดครับ เพราะว่าการอัตราแลกเปลี่ยนนี่แหละครับ จะทำให้เราขาดทุนจากการลงทุนได้ แม้ว่ากองทุนที่อยู่ต่างประเทศจะทำกำไรได้ก็ตามครับ โดยเฉพาะประเทศที่มีแนวโน้มว่าค่าเงินของประเทศนั้นจะอ่อนค่าลงครับ สมมติว่า เราลงทุนในประเทศสารขัณฑ์ด้วย 20 บาทา (สกุลเงินปรเทศสารขัณฑ์) = 1 บาท  ต่อมาเงินสกุลนี้อ่อนค่าลงเป็น 25 บาทา = 1 บาท จะเห็นว่าเราต้องใช้เงินสกุล สารขัณฑ์ เยอะขึ้นในการนำกลับมาเป็นเงินบาทครับ ซึ่งการอ่อนค่านี่แหละครับ ตัวร้ายในการทำให้เราได้กำไรน้อยลงจนถึงขาดทุนได้ครับ แต่ทาง บลจ. ต่าง ๆ ก็ได้มีมาตราการเตรียมตัวไว้อยู่แล้วครับ โดยการใช้เครื่องมือทางการเงินบางอย่างทำให้ ป้องกันความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยน(หรือเราเรียกว่า Hedge ค่าเงิน) ไว้ได้ครับ บางกองทุนอาจจะไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยนไว้ก็จริง แต่ผู้จัดการกองทุนจะคอยจับตาดูให้ ถ้าเกิดการอ่อนค่าของค่าเงินจนกองทุนคิดว่าต้องทำการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนไว้แล้วละก็ ผู้จัดการกองทุนก็จะเข้ามาช่วยเหลือทันทีครับ ดังนั้นนักลงทุนทั้งหลายอย่าลืมอ่านเงื่อนไขก่อนการลงทุนนะครับ เพราะบางกองทุนก็ไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงด้านนี้ไว้ครับ

ตอนหน้าเรามาดูกองทุนต่างประเทศ ว่ามีกองทุนไหนที่น่าสนใจกันครับ