ใกล้จะจบปี 2560 แล้ว หลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นในปีนี้เยอะมากและมันก็มีหลายบทเรียนที่ตัวผมเองได้เรียนรู้ ทั้งจากประสบการณ์ของตัวเองและเรื่องที่ได้ยินมาจากคนรอบข้าง และเรื่องพลาดๆ ทางการเงินการลงทุนทั้งหลายมันก็เกิดได้กับทุกคน

ความพลาดพลังและความเลวร้ายที่มักจะเกิดขึ้นกับตัวเราเนี่ย ส่วนใหญ่มันเริ่มมากจากการที่เรา “อยากรวยเร็วๆ อยาได้ผลตอบแทนและผลกำไรเยอะๆ” ภาษาชาวบ้านเขาเรียกว่า “ความโลภ” นั่นล่ะ การรวยเร็วไม่ใช่ความคิดที่ผิดอะไรหรอก ทุกคนก็อยากรวยทั้งนั้น แต่สิ่งที่มาพร้อมกับความรวดเร็วนั้นก็คือ “ความเสี่ยง” และสิ่งที่แย่ไปกว่าความเสี่ยงนั้นก็คือ การที่เราโครตจะมั่นใจเลยว่า “มันไม่เสี่ยงหรอก”


ความโลภ + ยอมเสี่ยง + มั่นใจว่าทำได้ = หายนะ


เมื่อ 3 ตัวแปรนี้มันเข้าหาเราพร้อมๆกัน มันจะเกิดหายนะได้แบบที่เราคาดไม่ถึงได้จริงๆ และก็คงต้องยอมรับเลยนะว่าบางครั้งมันทำให้ชีวิตทางการเงินการลงทุนเราที่สร้างมากว่า 10 ปี ถอยกลับไปอยู่ที่เดิมได้ภายในทีเดียว 


ผมยกตัวอย่างให้ก็ได้…


วันดีคืนดีเรารู้ว่า เงินฝากในธนาคารเรานั้นให้ผลตอบแทนที่ต่ำมาก เราพยายามเรียนรู้ในการลงทุนในด้านอื่นๆเพื่อให้เราได้รับผลตอบแทนที่มากขึ้น เราก็ย่อมหาการลงทุนที่ผลตอบแทนเหมาะสมกับความรู้และความเสี่ยงที่เรารับได้ จริงอยู่นะว่าเราน่ะรู้ล่ะว่าอะไรเป็นอะไร แต่หลายๆครั้งชีวิตเราก็อยากจะลุ้นและเสี่ยงดวงกันดูบ้าง ถูกไหม? ลงทุนอะไรที่เป็นลักษณะกึ่งการพนัน ยัดเงินเข้าพอร์ตหุ้นที่มีข่าวว่าจะทำราคา

พอเป็นเช่นนั้นเราเองก็มักจะทำนอกขอบเขตความรู้และความเสี่ยงของเรา แรกๆเราอาจจะเอาเงินมาลงทุนไม่มาก แต่เพราะไม่มากนี่ล่ะที่มักจะไม่พลาดเพราะเรายังคิดถึงความเสี่ยงอยู่เสมอ ซึ่งถ้าพลาดไปมันก็จะอยู่ในวงจำกัดขอบเขตที่เราป้องกันเอาไว้

แต่หากเราเริ่มมั่นใจแล้วว่า สิ่งที่เรากำลังทำกำลังได้ผลดี เดินหน้าต่อได้ เราจะเริ่มละเลยความเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว คิดว่ามันไม่เสี่ยงหรอก มั่นใจได้ที่ผ่านมาก็ยังสร้างผลตอบแทนได้เลย เหตุการณ์พวกนี้ล่ะที่จะทำให้เรากลายเป็นคนที่รับความเสี่ยงเยี่ยงคนบ้าได้


และมันก็เป็นจริงตามของกฎ Murphy’s Law ที่ว่า...

“อะไรที่คิดว่ามันจะผิดพลาดได้ มันจะผิดพลาด” 


เหมือนเวลาที่เราทาเนยบนขนมปังแล้วทำหก ทำไมฝั่งที่ทาเนยมันถึงลงพื้นว่ะ? ตกมาเช็ดอีก การลงทุนก็เหมือนกันล่ะ ท้ายสุดความผิดพลาดมันก็เกิดขึ้นกับตัวเรา แล้วต้องมานั่งบ่นว่า 

“ทำไมต้องเป็นหุ้นที่เราถือด้วยนะ!??” แล้วก็ RIP กันไปแบบซวยๆ


หายนะนั้นถ้ามันเกิดขึ้นแค่กับตัวเราก็ไม่เท่าไหร่หรอก คุณอาจจะขนเงินมาลงทุน 1 ล้านบาทแล้วหายไป 1 ล้านเท่านั้น หากเงินเดือน 50,000 บาท ใช้เวลา 20 เดือน (เกือบ 2 ปี) ก็ทำงานหาเงินมาคืนตัวเองได้ นี่ยังแค่ถอยหลังไปแค่ 2 ปีนะ

แต่ถ้าความมั่นใจนั้นได้มันสูงมากจนทำให้เราไปกู้หนี้ยืมสินเพื่อเอามาลงทุนด้วย บางทีพอมันล้มนะมันจะล้มแบบโดมิโนเลยล่ะ การลงทุนล้ม การเงินล้ม แถมเป็นหนี้อีก จากเดิมต้องหาเงินมาคืนตัวเอง กลายเป็นต้องหาเงินไปขึ้นคนอื่น บางทีมันถอยหลังไปเป็น 10 ปีเลยก็ได้ เรียกได้ว่าใช้หนี้กันจนขี้แตก และมันก็กลายเป็นบทเรียนอันมีค่าได้ 


มาถึง ณ จุดนี้จะมีคนอยู่ 2 ประเภท

  1. หยุด แล้วเริ่มใหม่ กลับมาสู่แนวทางอันสันติวิธีกับโชคชะตาฟ้าลิขิต รวยช้าๆก็ได้วะ 

  2. ปลุกความบ้าใน Level ที่สูงขึ้น โดยเพิ่มความเสี่ยงเข้าไปอีก เพราะมันจะเอาเงินมาคืนเราได้เร็วกว่าเดิม (แต่พลาดก็ตายเพิ่ม)


มันก็อยู่ที่ว่าเราจะเลือกแบบไหนแล้ว ถ้าเรารู้แล้วว่าการทำอะไรแล้วมันเสี่ยง ถ้าเราหยุดแล้วเริ่มต้นใหม่ไม่ให้ผิดพลาด เราก็อาจจะกลับมามีการเงินที่ดีได้ ช้าหน่อยน่ะแต่โอเคปลอดภัยดี และส่วนใหญ่ผมจะเลือกใช้วิธีนี้ ก็ Cut loss ไปไง หาหุ้นตัวใหม่ อไม่ไปถัวให้พังเพิ่มเพราะคิดว่าเฉลี่ยต้นทุนลงมาแล้วเด้งทีเดียวแล้วจะรวย

ทั้งหมดก็เป็นสิ่งที่ผมได้เรียนรู้ในปีนี้นะครับ หวังว่าจะเป็นประโยชน์ให้กับทุกคนได้เป็นแนวคิดว่ามันก็มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้ในโลกนี้เหมือนกัน ฮาๆ 


ขอให้ร่ำรวยและมีความสุขในการลงทุนครับ