การเลือกกองทุนจากผลการดำเนินงานแบบเปอร์เซ็นต์ไทล์

 

ตารางผลการดำเนินงานของกองทุนที่การเปรียบเทียบจาก AIMC

สวัสดีครับกลับมาพบกับ Phillip Fund Supermart ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2558 อีกครั้งนะครับ จากคราวที่แล้ว ผมได้แนะนำการเลือกกองทุนแบบง่าย ๆ ที่นักลงทุนทั่วไปสามารถหาข้อมูล และเลือกลงทุนได้ด้วยตนเองไปแล้ว ในคราวนี้ผมจะมาเล่าให้ฟังถึงวิธีการเลือกกองทุนและการวัดผลอีกแบบ ที่หลาย ๆ ท่านอาจจะยังไม่ทราบ แต่เป็นวิธีที่ง่าย และมีประโยชน์ต่อนักลงทุนอีกด้วยครับ

ในปัจจุบัน สมาคมบริษัทจัดการลงทุน หรือ AIMC นั้นได้มีการรวบรวมข้อมูล และจัดเรียงข้อมูลเปรียบเทียบผลตอบแทน และความเสี่ยงของกองทุนแบบเปอร์เซ็นต์ไทล์ ให้กับนักลงทุนสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้การเปรียบเทียบกองทุนได้อย่างง่ายดาย และมีประสิทธิ์ภาพมากขึ้น โดยจะทำให้นักลงทุนได้เห็นมุมมองเพิ่มเติมอีกด้วย โดย

“การเปรียบเทียบผลการดำเนินงานแบบเปอร์เซ็นต์ไทล์” นี้จะมีการจัดกลุ่มประเภทของกองทุนรวม เช่น Equity General (กองทุนหุ้นแบบทั่วไป), Equity Large Cap (กองทุนหุ้นที่มีขนาดใหญ่) โดยข้อมูลของกองทุนที่เราจะเลือกซื้อ หรือ ที่เราถือครองอยู่ สามารถนำมาเปรียบเทียบผลการดำเนินงานในแต่ละกองทุนที่เป็นประเภทเดียวกันในระดับเปอร์เซ็นต์ไทล์ (Percentiles) ต่าง ๆ โดยแบ่งออกเป็น

5th Percentile แสดงผลการดำเนินงานของกองทุนอันดับที่ 5 เปอร์เซ็นต์ไทล์ (Top 5% performance)

25th Percentile แสดงผลการดำเนินงานของกองทุนอันดับที่ 25 เปอร์เซ็นต์ไทล์ (Top 25% performance)

50th Percentile แสดงผลการดำเนินงานของกองทุนอันดับที่ 50 เปอร์เซ็นต์ไทล์ (Median Performance)

75th Percentile แสดงผลการดำเนินงานของกองทุนอันดับที่ 75 เปอร์เซ็นต์ไทล์ (Bottom 25% performance)
95th Percentile แสดงผลการดำเนินงานของกองทุนอันดับที่ 95 เปอร์เซ็นต์ไทล์ (Bottom 5% performance)

โดยถ้าจะให้อธิบายแบบง่าย ๆ ก็คือ ผมสมมติว่ามีกองทุนหุ้นอยู่ 100 กองทุน และกองทุนที่เราจะเลือกซื้อ หรือ ถือครองอยู่นั้น ในปีนี้ทำผลตอบแทนได้ที่ 21% นั่นก็แสดงว่า กองทุนที่เราเลือกนั้นอยู่ในอันดับที่ดีกว่า 25 แต่ต่ำกว่าอันดับที่ 5 จากกองทุนทั้งหมด 100 กองทุน เนื่องจากว่ากองทุนที่ดี 5 อันดับแรกนั้น ไม่มีใครได้ผลตอบแทนที่ต่ำกว่า 27.60% เลย ส่วนกองทุนที่ดี 25 อันดับแรก นั้นเองก็ไม่มีกองทุนไหนที่ได้รับผลตอบแทนที่ต่ำกว่า19.73% เลยเช่นกัน

ส่วนค่าความเสี่ยง(ความผันผวน) หรือ Standard Deviation เองก็เช่นกัน แต่เราจะเรียงอันดับจากความเสี่ยงน้อยไปหามาก (แน่นอนว่าเราชอบกองทุนที่มีความเสี่ยงน้อย ๆ) เช่น ถ้ากองทุนที่เราเลือกนั้นมีค่า SD อยู่ที่ 9.82% ก็แสดงว่ากองทุนที่เราเลือกนั้นอยู่ในอันดับที่ดีกว่า 25 แต่ต่ำกว่าอันดับที่ 5 ของกองทุนที่มีทั้งหมด 100 กองทุน

แต่เราคงไม่เอาผลตอบแทนแค่ 1 ปีมาวัดว่ากองทุนที่เราจะเลือกซื้อ หรือ ได้ถืออยู่นั้นดีหรือไม่ดี ดังนั้นเมื่อเราเอาผลตอบแทนย้อนหลัง 3-5ปี ของกองทุนที่เราจะต้องการเปรียบเทียบจาก Fund Fact Sheet และ/หรือ หนังสือชี้ชวนฉบัยย่อมาร่วมพิจารณาด้วยก็จะทำให้เราทราบได้ว่า กองทุนที่เราลงทุนนั้น อยู่ในช่วงเปอร์เซ็นต์ไทล์ที่เท่าไหร่ และมีความสม่ำเสมอของอันดับหรือไม่ รวมถึงทราบความเสี่ยงด้วยว่ามีความเสี่ยงสูงหรือ ต่ำ นั่นเองครับ

นักลงทุนหลายท่าน อาจจะสงสัยว่าทำไมวิธีนี้จึงมีประโยชน์ต่อนักลงทุนในการเปรียบเทียบกองทุน จากการตรวจสอบกองทุนด้วยวิธีแบบนี้ นั่นก็เพราะว่านักลงทุนโดยทั่วไป จะเลือกกองทุนจากการดูผลตอบแทนเท่านั้น หรือ ไม่ได้มีข้อมูลที่จะเปรียบเทียบกับกองทุนอื่น ๆ ว่า กองทุนที่ลงทุนอยู่ หรือ กำลังจะลงทุนไปนั้นอยู่ในอันดับที่เท่าไหร่ในกลุ่มของกองทุนที่เป็นประเภทเดียวกัน ที่สำคัญอีกจุดนึงก็คือ เรามักจะเปรียบเทียบกองทุน คนละประเภทแต่หลงคิดว่าเป็นประเภทเดียวกัน ทำให้นักลงทุนเกิดความผิดพลาดในการเปรียบเทียบกองทุนอีกด้วย ซึ่ง AIMC ได้มีตารางเปรียบเทียบ พร้อมกับรายชื่อกองทุนมาให้เพื่อลดความสับสนลงไปอีกด้วยครับ

สรุปว่าการใช้วิธี เปรียบเทียบผลการดำเนินงานแบบเปอร์เซ็นต์ไทล์ นั้นช่วยขยายมุมมองของเราให้กว้างมากขึ้น และน่าจะช่วยให้นักลงทุนนั้นได้กองทุนที่ถูกใจได้ดีมากขึ้น ส่วนบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนก็จะได้ปรับตัว เพื่อที่จะทำให้อันดับของกองทุนที่บริหารดีขึ้น พยายามบริหารให้ความเสี่ยงลดลง เรียกได้ว่าเป็นประโยชน์ต่อทุกคนในการลงทุนกับกองทุนนั่นเองครับ