ข้อแตกต่างของวิธีคิดการออมหุ้นแบบ DCA   ตั้งแต่ผมอยู่ในวงการตลาดหุ้นมาเนี่ย ผมเห็นหลายๆคนมีวิธีการที่หลากหลายกันมากเลยนะครับ มีตั้งแต่การใช้สัญญาณเชิงเทคนิคในการดูแนวโน้มการซื้อขายแล้วก็ทำกำไรกัน มีแบบการดูพื้นฐานและการประเมินมูลค่า ศาสตร์ของชาววีไอ รวมไปถึงศาสตร์ใหม่ๆที่ผมเข้าไม่ค่อยถึงก็คือแนวๆแบบ ใช้โหราศาสตร์ พระคำภีร์โบราณ เครื่องรางของขลัง การดูโชคชะตาราศีแล้วซื้อหุ้น หลายๆศาสตร์ผมไม่ค่อยเข้าใจหรอกนะครับ แต่โดยส่วนตัวแล้วก็มีแนวทางของตัวเองคือการ ออมหุ้นแบบ DCA Dollar Cost Average ซึ่งหลายๆคนก็ชอบมาถามว่า มันต่างกับการลงทุนแบบทั่วไปยังไงฟ่ะ

การลงทุนทั่วไปนี่คือแบบไหน? ถ้าส่วนใหญ่ที่เจอคือ แมงเม่าผจญภัย อะเปล่า!! ไม่ใช่แระ อันนั้นมันลงทุนแบบ ขึ้นๆ ลงๆ เอบีๆ ซีเล็ค สตาร์ท ละม้าง

การลงทุนในหุ้นมันเป็นยังไง

ถ้าคุณเปิดธุรกิจซักอย่างนึงนะ มันจะต้องมีการระดมทุนใช่ป่ะ เอาเงินมารวมๆกับเพื่อน เช่น 1 ล้านบาท แจกกันไปเลย หุ้นละ 1 บาท รวม 1 ล้านหุ้น ใครจะลงกี่หุ้นก็ลงมาเลย แล้วเงินก้อนนี้เขาก็จะเอาไปลงทุน ซื้ออาคาร เช่าออฟฟิศ ซื้ออุปกรณ์ เอาไปจ้างพนักงาน เอาไปผลิตสินค้า ซึ่งมันคือทรัพย์สิน แล้วทั้งหมดทั้งมวลเขาก็จะเอาไปใช้เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์กับการสร้าง "ผลกำไร" พอบริษัทมีกำไรสุทธิเกิดขึ้น มันก็จะกลายเป็นผลตอบแทนมาให้กับผู้ถือหุ้น นักลงทุนลงเงินไปเท่าไหร่ กำไรต่อหุ้นเท่าไหร่มันก็จะไปสะสมอยู่ในนั้นล่ะ มันก็จะกลายเป้นมูลค่าหุ้นทางบัญชี เช่น จากเดิมลงทุนไปปีแรกหุ้นละ 1 บาท พอปีต่อมาก็ 1.2 บาท 1.5 บาท 2 บาท 3 บาท ก็ว่าไป แต่ถ้าหุ้นตัวไหนที่มันไร้อนาคตสุดๆ มันก็อาจจะติดลบ (ขาดทุนยังไงครัช!) มันก็อาจจะเหลือ 0.90 บาท 0.80 บาท จนเหลือ 0.01 บาทไปเลยก็ได้นะครับ แต่มันก็ดูแค่นั้นไม่ได้หรอก บางทีมันก็ต้องดูเหตุและปัจจัยด้วยว่าทำไมผลกระทบต่อราคาหุ้นทางบัญชีมันเกิดขึ้น ถ้ามันเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย เช่น ธุรกิจมันแข่งไม่ได้แล้ว ชาวบ้านเขาผลิตอาวุธนิวเคลียร์แล้วนี่ยังใช้ผลิตกระบองหอกดาบขายอยู่ใครจะซื้อ หรือของมันดีทำกำไรได้เพียงแต่มันเกิดเหตุการณ์ทางการเมืองขึ้นมาอยู่ก็เลยทำให้ผลประกอบการไม่ดี หรือ บางทีกำไรมันน้อยลงเพราะต้องจ่ายดอกเบี้ยกำลังกู้เงินซื้อโรงงาน เดี๋ยวดอกเบี้ยหมดจะสวยจะรวยให้ดู เรื่องพวกนี้มันจะมีเรื่องทางบัญชีและความเป็นไปของกิจการให้เราตรวจสอบได้ ที่นี้พอหุ้นมันไปอยู่ในตลาด สิ่งที่มันเปลี่ยนไปคือ มูลค่าหุ้นทางบัญชีมันก็จะอยู่อย่างงั้นเหมือนเดิมล่ะ แต่มูลค่าหุ้นในตลาดมันอาจจะเปลี่ยนไปตามความคาดหวัง ถ้าบริษัทที่เราลงทุนมันดี๊ดี มูลค่าทางบัญชีสูงขึ้นเรื่อยๆแบบ 1.0 ไป 1.2 ไป 1.5 ไป 2.0 บาท ราคาที่ซื้อขายมันอาจจะพุ่งไปพร้อมๆกับความคาดหวังก็ได้ และก็ซื้อขายกันแบบที่ 9 บาทบ้าง 10 บาทบ้าง 11 บาทบ้าง แล้วก็ลงมาที่ 10 บาทบ้าง ขึ้นอยู่กับอารมณ์ของตลาดในแต่ละวันนั้นแล....  

ลงทุนตามพื้นฐานปกติทำยังไง?

พอเราเห็นภาพแล้วว่า ราคาซื้อขายของหุ้นมันไม่นิ่ง มันเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้ แต่แน่นอนว่าหุ้นมันจะถูกซื้อขายในราคาแพงกว่ามูลค่าทางบัญชีอยู่แล้วเพราะมีความคาดหวัง สิ่งที่เขาทำก็คือ "รอให้หุ้นมันถูกลง" แน่นอนล่ะ ของราคาที่มีมูลค่าแท้จริงที่ 1 บาท ขายในตลาดที่ 10 บาท หากเราต่อราคาแม่ค้าซัก 8-9 บาทได้ย่อมถือว่าราคาถูกใช่ไหมนักลงทุนหลายๆคนเลยพยายามหาจังหว่ะและโอกาสดีๆ กำเงินสดไว้เยอะๆ แล้วช่วยที่ราคามันลงมาพรวดๆก็ซื้อมันเลย เช่น ในช่วงที่เกิดการเทกระจาด ไม่รู้อยู่ๆมันเกิดไรขึ้น คนแห่กันขายทิ้งทั้งๆที่ธุรกิจมันไม่ได้มีอะไรเลยซักนิด บางทีอาจจะเกิดวิกฤตอะไรเล็กๆน้อยๆที่ทำธุรกิจสะดุดบ้าง แต่ถ้ามองพื้นฐานระยะยาวแล้วน่าลงทุน ราคามาอย่างน่าสนใจซื้อเลยครับ  นักลงทุนที่ใช้พื้นฐานนั้นก็จะดูมูลค่าต่างๆทางบัญชี เช่น อัตราส่วนทางการเงินอย่างค่า P/E (ซื้อมาราคานี้ กำไรประมาณนี้หวังจะคืนทุนกี่ปี)  P/BV (ซื้อมาราคานี้เทียบกับราคาจริงๆเท่านี้ ต่อไปราคาหุ้นเพิ่มก็คืนทุน) ช่วงไหนแพงช่วงไหนถูกนอกเหนือจากผลประกอบการต่างๆไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มขึ้นของกำไร แนวโน้วการเติบโตธุรกิจ แล้วค่อยดูว่าจะซื้อหุ้นในราคาไหนดี แต่สิ่งที่ผมเห็นแล้วแอบเซ็งแทนก็คือ "บางทีเราไม่รู้ว่าโอกาสแบบนั้นจะมาเมื่อไหร่ล่ะซิ๊" แต่ถ้าเกิดมาปุ๊ปบางทีผมก็กลัวว่า จะกล้าซื้อหรอฟ่ะ กลัวไม่ใช่หุ้นลงแล้วหุ้นลงอีก กลายเป็นการเล่นไปกับอารมณ์การซื้อขาย ถ้าใจไม่นิ่งพอก็จะกลับมานั่งคิดต่ออีก จะ cut loss ดีไหม เข้าผิดจังหว่ะอะเปล่าเรา หรือจริงๆควรขายทำกำไรได้แล้ว ตรงนี้ก็ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละคนในการมองประเภทหุ้นที่มีความเป็นไปที่แตกต่างกันด้วยนะครับ บางคนชอบหุ้นเติบโตก็ลงทุนเพื่อความมั่งคั่งระยะยาว บางคนจับจังหว่ะด้วยการดูมูลค่าและซื้อขายกันในระยะสั้น ซื้อมาในมูลค่าที่ถูกขายไปในมูลค่าที่แพง อันนี้ก็แล้วแต่คนเลยนะครับ วิธีการดูพื้นฐานของกิจการเนี่ยมันทำให้เราลงทุนได้หลากหลายรูปแบบด้วยล่ะ  

ออมหุ้นแบบ DCA ทำยังไง?

จริงๆนักออมหุ้นชาว DCA มองไม่ได้ต่างกับนักลงทุนทั่วไปที่อยากได้ธุรกิจดีๆครับ ธุรกิจดีใครก็อยากได้ไม่ใช่หรอ ไม่มีใครอยากลงทุนแล้วขาดทุนหรอก เป้าหมายของนักลงทุน DCA เอง ใช้วิธีคิดอีกแบบว่า ถ้าหุ้นมันดีนะ มันจะต้องขึ้นชัวร์ ฟันธง แต่ถ้ามันไม่ขึ้นแล้วกำไรดีหุ้นดันลงนะแปลว่าหุ้นถูกสะสมตอนถูกได้ เทียบง่ายๆกับเวลาเราไปซื้อของ 1 บาทที่ตลาดนะ เราเห็นแม่ค้าขาย 10 บาท เราจะมองก่อนว่าอนาคตมันจะแพงกว่า 10 บาทป่ะ ถ้ามันแพงกว่านะ 10 ก็ซื้อไปเหอะ แพงแล้วมีแพงกว่าอีกได้ ถ้าหุ้นมันให้ผลตอบแทนที่มากขึ้นในอนาคตถึงเวลานั้นเราก็กำไรอยู่ดี แล้วถ้าหุ้นมันดีขึ้น ของมันราคากลายมูลค่าเพิ่มเป็น 2 บาท แต่ขายกันในตลาด 8 บาทล่ะ? โห นั่นยิ่งดีเลยเหอะ นั่นแปลว่าของถูกลงไปกว่า ของมูลค่า 1 บาท ซื้อกันที่ 10 บาทอีก  คือเอาเป็นว่านักลงทุนแนวนี้เขาจะมองว่าอนาà

Related Story