“อย่าคิดประหยัดภาษีจนเสียสติ เพราะชีวิตมีอะไรให้คิดมากกว่านั้น” ถ้าหากพรี่หนอมสามารถประกาศคำขวัญในการลดหย่อนภาษีได้เหมือนคำขวัญวันเด็ก ประโยคนี้คงต้องมาแน่ๆเลยล่ะครับผม เพราะทุกทีที่มีนโยบายลดหย่อนภาษีใหม่ออกมา สิ่งหนึ่งที่ต้องดูก่อนตัดสินใจว่าจะใช้สิทธิหรือไม่นั้น มันคือเงินในกระเป๋าของเรานี่แหละครับผม

โดยในปี 2562 ทางฝั่งภาครัฐเขาก็ใจดี ออกมาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามาให้เราเลือกใช้หลายตัวเลยครับ โดยพรี่หนอมขอสรุปแนวทางแบบนี้ออกมาให้เช็คกันอีกทีหนึ่งครับ (เน้นอีกนิดว่า... นโยบายทั้งหมดนี้ต้องรอประกาศเป็นกฎหมายเพื่อความชัวร์นะครับ) ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มดังนี้ครับ

1. กลุ่มลดหย่อนเพื่อการท่องเที่ยวทั่วไทย

แยกออกเป็น 2 กลุ่ม คือ ค่าลดหย่อนท่องเที่ยวเมืองหลัก 15,000 บาท และค่าลดหย่อนท่องเที่ยวเมืองรองจำนวน 20,000 บาท และทั้งสองตัวนี้มีเงื่อนไขร่วมกัน คือ ค่าลดหย่อนรวมกันแล้วต้องไม่เกิน 20,000 บาทครับ

โดยค่าลดหย่อนกลุ่มนี้ให้ใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2562 -  30 มิถุนายน 2562 เฉพาะค่าทัวร์ ค่าที่พักโรงแรม (ที่ได้รับอนุมัติตามกฎหมายพรบ.การโรงแรม) และโฮมสเตย์ที่ขึ้นทะเบียนกับกรมการท่องเที่ยว สำหรับหลักฐานที่ใช้ประกอบการลดหย่อนภาษี คือ ใบเสร็จรับเงินหรือใบกำกับภาษีที่มีชื่อของเราอยู่นี่แหละครับ 

อ้อ.. มีหลายคนถามมาว่า ค่าเดินทางทั้งหลายที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ไหม อันนี้บอกอีกทีให้ชัดๆเลยครับว่า ไม่ได้แน่นอนจ้า 

และสำหรับคนที่สงสัยว่า 55 จังหวัดเมืองรองคืออะไรบ้าง พรี่หนอมรวบรวมมาให้อีกที นั่นคือ นครศรีธรรมราช อุดรธานี เชียงราย ลพบุรี พิษณุโลก สุพรรณบุรี อุบลราชธานี นครนายก หนองคาย สระแก้ว เลย ตาก ตราด เพชรบูรณ์ จันทบุรี มุกดาหาร นครสวรรค์ ราชบุรี สมุทรสงคราม บุรีรัมย์ ชัยภูมิ พัทลุง ตรัง ศรีสะเกษ ปราจีนบุรี สตูล ชุมพร สุโขทัย สุรินทร์ สกลนคร ลำพูน นครพนม อุตรดิตถ์ ระนอง ลำปาง ร้อยเอ็ด แม่ฮ่องสอน พิจิตร แพร่ ชัยน่าน น่าน อ่างทอง มหาสารคาม กำแพงเพชร อุทัยธานี นราธิวาส ยะลา พะเยา บึงกาฬ กาฬสินธุ์ ยโสธร สิงห์บุรี หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ และปัตตานี

ส่วนเมืองหลักก็คือเมืองที่เหลือที่ไม่ใช่เมืองรองนั่นเองครับผม...

สำหรับคนที่สงสัยว่าจะตรวจสอบว่า ที่พักโรงแรม โฮมเสตย์แบบไหนได้สิทธิลดหย่อนภาษีบ้าง พรี่หนอมก็มีทำสรุปไว้ให้ดูเป็นคลิปวีดีโอตามนี้ครับ

https://youtube.com/watch?v=NqlgpD34e-4%3Fwmode%3Dopaque

2. กลุ่มค่าลดหย่อนเพื่อการใช้จ่าย

ตรงนี้ขอแยกออกเป็น 3 กลุ่มที่คล้ายกันครับ นั่นคือ ค่าลดหย่อนซื้อสินค้า OTOP ค่าลดหย่อนซื้อสินค้าเพื่อการศึกษาและกีฬา ค่าลดหย่อนซื้อหนังสือหรืออีบุ๊ค โดยทั้งสองกลุ่มนี้ได้สิทธิลดหย่อนภาษีเท่ากัน คือ กลุ่มละ 15,000 บาท แต่มีเงื่อนไขแตกต่างกันดังนี้ครับ

1) ค่าลดหย่อนซื้อสินค้า OTOP

หลักการสำคัญคือ สินค้า OTOP ต้องลงทะเบียนกับกรมพัฒนาชุมชนอย่างถูกต้อง โดยหลักฐานที่ใช้คือใบเสร็จรับเงินหรือใบกำกับภาษีที่มีชื่อผู้ซื้อ ส่วนทางผู้ขายจะจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่จดนั้นไม่มีปัญหาครับ และสามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน – 30 มิถุนายน 2562

2) ค่าลดหย่อนซื้อสินค้าเพื่อการศึกษาและกีฬา

หลักฐานสำคัญของกลุ่มนี้คือ ใบกำกับภาษีที่มีชื่อผู้ซื้อ เพราะต้องซื้อจากผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเท่านั้น ซึ่งสามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่ 30 เมษายน – 30 มิถุนายน 2562 แต่สำหรับเงื่อนไขของประเภทสินค้านั้น ผมขอแยกอธิบายรายละเอียดเพิ่มเติมออกเป็น 2 กลุ่มเพื่อความเข้าใจครับ

  • สินค้าเพื่อการศึกษา เงื่อนไขของกลุ่มนี้จะมีข้อจำกัดในการตีความที่ต้องระวังครับ โดยจากข้อมูลที่ผมทราบมา สินค้าเพื่อการศึกษาจะไม่รวมสินค้าที่เป็นอิเล็กทรอนิคส์ต่างๆ (ตรงนี้ต้องรอเช็คตามกฎหมายลูกอีกครั้งครับว่ามีตัวไหนยกเว้นหรือไม่ยกเว้นบ้าง) แต่หลักการส่วนนี้ ผมว่าเน้นที่ใช้ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนเป็นหลักครับ 
  • สินค้าเพื่อการกีฬา เงื่อนไขของสินค้าเพื่อการกีฬาน่าจะอยู่ที่การสร้างความแข็งแรงให้กับร่างกายโดยตรง ดังนั้นต้องเป็นอุปกรณ์ในการเล่นกีฬาเป็นหลัก ซึ่งตรงนี้อาจจะพอเดาได้ว่า พวกอุปกรณ์ Smartwatch ต่างๆน่าจะไม่เข้าเงื่อนไข แต่พวกรองเท้า ถุงมือ หรืออุปกรณ์อื่นๆที่ใช้น่าจะได้ตามปกติครับ (เน้นอีกทีนะครับว่า อย่าลืมเช็คกับกฎหมายอีกที ยังไงพรี่หนอมจะสรุปให้ฟังอีกทีในเพจ TAXBugnoms ครับผม)

3) ค่าลดหย่อนซื้อหนังสือและอีบุ๊ค

สำหรับกลุ่มนี้เหมือนจะมีการปลดล็อกในส่วนของนิตยสาร หนังสือพิมพ์หรืออะไรต่างๆได้ทั้งหมดครับ โดยหลักฐานที่ใช้คือใบเสร็จรับเงิน หรือ ใบกำกับภาษี (กรณีร้านหนังสือบางร้านมีการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม VAT เพื่อประกอบกิจการอื่นด้วย) โดยเอกสารที่ว่านี้ต้องมีข้อมูลผู้ซื้อผู้ขายและรายละเอียดครบถ้วน

ส่วนข้อควรระวังคือ ค่าลดหย่อนภาษีตัวนี้รวมกับรายการค่าลดหย่อนช็อปช่วยชาติ (ส่วนที่เป็นค่าซื้อหนังสือ) เมื่อตอนต้นปีแล้วจะต้องไม่เกิน 15,000 บาทครับ โดยสิทธิลดหย่อนของกลุ่มนี้นานกว่ากลุ่มอื่นหน่อยตรงที่สามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่ 1 มกราคม - 31 ธันวาคม 2562 ครับ 

3. กลุ่มสุดท้าย เป็นค่าลดหย่อนภาษีสำหรับการซื้ออสังหาริมทรัพย์

นั่นคือ ค่าลดหย่อนซื้อบ้านหรือคอนโดหลังแรก (มาอีกแล้ว) โดยได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีสูงสุด 200,000 บาท สำหรับบ้าน (พร้อมที่ดิน) หรือคอนโดหลังแรกของเราครับ (แต่จะเป็นบ้านหรือคอนโดมือสองสามสี่ห้าหกก็ได้ ฮ่าๆ) โดยกำหนดเงื่อนไขไว้ว่า ต้องมีมูลค่าไม่เกิน 5 ล้านบาท และเราต้องซื้อและโอนกรรมสิทธิ์ในช่วง 30 เมษายน - 31 ธันวาคม 2562 ครับ

สำหรับสิทธิประโยชน์บ้านหลังแรก (อีกแล้ว) ตัวนี้ เราจะสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเป็นค่าลดหย่อนในปี 2562 ปีเดียว 200,000 บาทเต็มจำนวนเลยครับ เรียกได้ว่าครั้งเดียวจบครับผม ซึ่งไม่เหมือนกับค่าลดหย่อนบ้านหลังแรกตัวก่อนหน้านี้ ที่ต้องทยอยแบ่งใช้ถึง 5 ปีครับ

สำหรับเนื้อหาทั้งหมดในการลดหย่อนภาษี ถ้าหากใครสะดวกดูเป็นคลิป แนะนำดูได้ที่ช่อง Youtube TAXBugnoms ได้เลยครับผม

https://youtube.com/watch?v=0MrmipOx79A%3Fwmode%3Dopaque

แนวทางการวางแผนลดหย่อนภาษีตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2562

สำหรับคนที่ต้องการวางแผนลดหย่อนภาษีตามแนวทางมาตรการใหม่นี้ พรี่หนอมอยากให้แนวทางการตรวจสอบตัวเองง่ายๆสั้นๆว่า “เราจำเป็นไหม” และ “เรามีเงินไหม” ครับผม 

คำว่าเราจำเป็นไหม นั่นแปลว่า สิ่งของพวกนี้ที่เราต้องการได้มาหรืออสังหาที่เราต้องซื้อ มันคือความจำเป็นในชีวิตเราไหม เพราะถ้าหากไม่จำเป็น มันคือการสิ้นเปลืองโดยเปล่าประโยชน์ครับ

ยกตัวอย่างเช่น เราซื้อรองเท้าวิ่งคู่ใหม่เอี่ยมมาเลย เพราะต้องการลดหย่อนภาษีค่ากีฬา แต่ประเด็นคือเราซื้อมาเก็บในตู้แล้วไม่เคยหยิบมาใส่ ทิ้งไว้ไม่นานรองเท้าก็กลายเป็นของวางทิ้งไว้ แต่ไม่ได้สร้างประโยชน์อะไรให้กับเรา

หรือถ้าหนักกว่านั้น เรารีบซื้อบ้านหลังแรก โดยที่ไม่จำเป็น หรือยังไม่พร้อมใดๆ การซื้อบ้านนั้นอาจจะทำให้เราเป็นภาระในอนาคต อาจจะมีเรื่องของการขายต่อถ้าไม่ได้อยู่ รวมถึงอาจจะเสียประโยชน์ในกรณีที่มีสิทธิประโยชน์ภาษีแบบนี้แล้วเราจำเป็นต้องใช้จริงๆ ไปจนถึงหนี้สินในกรณีที่เราใช้จ่ายเกินตัวอีกด้วยครับ

ถ้าบางคนบอกว่าไม่แคร์หรอกเพราะชั้นมีเงิน อันนี้ก็แล้วแต่เลยครับ พรี่หนอมคิดว่าถ้าดูแลตัวเองได้ จัดการชีวิตได้ดี การเสียเงินแล้วมีความสุขก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรนะครับ

แต่ถ้าเรารู้ตัวว่าเรายังไม่มีเงิน หรือ ไม่พร้อม สิ่งที่ต้องมองคือประเด็นต่อมา ไอ้คำว่า “เรามีเงินไหม” นี่มันแทงใจชีวิตเรามากกว่าเรื่องภาษีอีกนะครับ เพราะถ้าหากเราไม่มีเงิน เราจะวางแผนภาษีไม่ได้เลย เพราะค่าลดหย่อนในกลุ่มนี้ต้องใช้เงินแลกมาทั้งหมด ดังนั้นถ้าไม่มีเงิน รักษาเงินในกระเป๋าไว้ดีกว่า เผื่อว่าต้องใช้  และในอีกมิติหนึ่งของคำนี้ การมีเงินที่ว่า ต้องมาเช็คก่อนว่า มันคุ้มค่าในการลดหย่อนภาษีหรือเปล่า เพราะถ้าเงินที่จ่ายไปไม่ได้สิทธิลดหย่อนภาษีมากเท่าที่คิด บางทีไปซื้อตอนที่ลดราคาก็ไม่ได้เสียหายอะไร เก็บเงินไว้ใช้ในโอกาสหน้าก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิดเช่นกันครับ

เหตุผลที่เขียนบทความแบบนี้ขึ้นมา ไม่ได้ต้องการบอกว่านโยบายไม่ดี หรือ มาสกัดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจนะครับ แต่อยากให้กลับมาย้อนมองที่เศรษฐกิจของตัวเราเองด้วยว่า เราเอาตัวรอดแล้วหรือเปล่า? เพราะถ้าหากเรามีปัญหาเรื่องการเงินขึ้นมาจากการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีโดยที่ไม่จำเป็น มันอาจจะไม่ใช่ทางเลือกที่ดีสักเท่าไร

นี่คือสิ่งที่อยากฝากไว้ให้คิดครับ เพราะสำหรับพรี่หนอมแล้ว
การเงินที่ดี สำคัญกว่าภาษีที่ประหยัดได้ครับผม