จัดการชีวิต-วางแผนการเงินผ่านมุมมองของโอม Cocktail


ใครดู The Mask Singer season 2 ของช่อง Workpoint บ้างจ๊ะ เป็นรายการที่นำนักร้องมาแข่งขันร้องเพลงแล้วเราต้องมานั่งเดาว่า “ใครอยู่ภายใต้หน้ากาก” อภินิหารเงินออมเพิ่งติดตามรายการนี้ได้ไม่นานก็ถึงขั้นติดงอมแงมกันเลยทีเดียว ^^


หลังจากที่หน้ากากหอยนางรมถูกเปิดเผยออกมาแล้วว่าเป็น “โอม Cocktail” มันก็ยิ่งทำให้เราอยากรู้จักเขาให้มากขึ้น เราอ่านเจอเรื่องราวชีวิตครอบครัวและเส้นทางการร้องเพลงของเขาจากสื่อทีวีและออนไลน์มากมาย แต่มีอยู่คลิปหนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกทึ่งกับแนวคิดของเขามากๆ นั่นก็คือ “วิธีวางแผนการเงิน” เพื่อทำให้ทุกคนในวงมีสุขภาพทางการเงินที่แข็งแรง #สุดยอด ความคิดพี่หล่อมาก!!


จากคลิปการให้สัมภาษณ์ในรายการเจาะใจ ตอน จุดกลับใจ...โอม COCKTAIL วันที่ 8 ก.ค. 60 (ลิงค์ของรายการอยู่ท้ายบทความ) ตั้งแต่นาทีที่ 18 - 21 คุณโอมเป็นนักวางแผนมากๆถึงขั้นวิเคราะห์ถึงอนาคตของวง COCKTAIL ว่าจะเป็นอย่างไร วิธีการสร้างภูมิคุ้มกัน การสร้างทรัพย์สิน รวมถึงการเก็บเงินเกษียณ หลังจากฟังคลิปจบแล้วเราคิดว่าต้องนำมาเผยแพร่เพื่อเป็นประโยชน์ให้กับคนอื่นได้นำไปปรับใช้กับชีวิตของตัวเอง เราสรุปออกมาได้ 3 เรื่องนะจ๊ะ


เรื่องที่ 1 รายได้

  • ความคิดเห็นของโอมมองว่าอาชีพนักดนตรีมีรายได้ไม่แน่นอน ได้รับเงินไม่เท่ากันทุกเดือน พอถึงจุดหนึ่งแล้วมันก็จะได้ลดลง โด่งดังแล้วสร้างรายได้เต็มที่ประมาณ 15 ปี ส่วนข้าราชการมีรายได้แน่นอนแล้วเงินเดือนขึ้นเรื่อยๆทุกปี
  • นักดนตรีมีช่วงที่พีค(ได้รับความนิยมมากๆ) รายได้จะเข้ามามาก หลังจากนั้นจะค่อยลดลงแล้วเก็บกินไปเรื่อยๆ เขาได้ยกตัวอย่างว่า ถ้าเริ่มทำงานตั้งแต่อายุ 20 ปี เกษียณอายุ 60 ปี
    • นักดนตรีทำงานได้เงินเดือนละ 200,000 บาท ถ้าทำงาน 10 ปี มีเงิน 24,000,000 บาท
    • ข้าราชการมีเงินเดือนเฉลี่ย 20,000 บาท ถ้าทำงาน 40 ปี มีรายได้ 9,600,000 บาท
    • ถ้าต้องใช้เงินตลอดชีวิตนักดนตรีมีรายได้ไม่คงที่และมีเวลาหาเงินที่สั้นกว่าข้าราชการ จากรายได้ของนักดนตรี 24,000,000 บาท นั้นจะต้องหารด้วย 40 ทำให้รู้ว่าจริงๆแล้วแต่ละเดือนได้รับเงินเท่าไหร่ (24,000,000 / 40 = 600,000 บาทต่อปี เท่ากับ 50,000 บาทต่อเดือน)
  • นักดนตรีไม่มีเงินบำนาญ จึงต้องวางแผนเรื่องเงินแบบต่างๆ เพื่อให้สมาชิกทุกคนในวงมีความเป็นอยู่ที่ดีไปตลอดชีวิต


ความคิดเห็นส่วนตัวและการนำไปปรับใช้

เชื่อว่าหลายคนอาจจะเคยเห็นนักดนตรีที่ดังเป็นดาวค้างฟ้าสร้างผลงานมีรายได้ดูแลตัวเองไปตลอดชีวิต ในขณะที่อีกหลายๆคนต้องทนทุกข์ทรมานเพราะขาดรายได้หรือเงินหมดก่อนถึงบั้นปลายชีวิต นี่เองที่เรียกว่าชีวิตมีขึ้น(สร้างรายได้) แล้วก็มีลง(ขาดรายได้) จากเรื่องนี้มองย้อนกลับมาที่เรื่องของตัวเอง


อ้าว!! แล้วอาชีพของเราล่ะจะเป็นอย่างไรต่อไป จะมีรายได้เข้ามาตลอดไปมั๊ย อนาคตจะมีหุ่นยนต์เข้ามาทำงานแทนที่เรารึเปล่า ถ้ารอเป็นเป้านิ่งอย่างเดียวมันไม่ดีแน่ๆ ตอนนี้ควรกลับมานั่งคิดกันแล้วว่าจะทำอย่างไร

  • เราควรมีรายได้หลายทางเพื่อกระจายความเสี่ยงที่รายได้หลักหายไป หางานพิเศษเพิ่มรายได้ทางอื่นด้วย
  • รายได้มีขี้นก็มีลง แม้ว่าตอนนี้เราอาจจะมีอาชีพที่มั่นคง มีรายได้แน่นอน แต่ต่อไปอาจจะไม่เป็นอย่างที่คิดไว้
  • ควรมองดูคนอื่นๆที่อยู่ในสายอาชีพเดียวกับเราว่าเป็นอย่างไร ติดตามข่าวสารต่างๆตลอดเวลา เช่น ดูแนวโน้มอาชีพที่กำลังจะหายไปและอาชีพที่กำลังจะเกิดใหม่ในอนาต เพื่อจะได้ปรับตัวและพัฒนาตัวเองไปเส้นทางที่จะสร้างรายได้ในอนาคตต่อไปจ้า


ตัวอย่าง

งานที่กำลังจะหายไปเพราะมีเทคโนโลยีเข้ามาแทนที่ (ช่องสีแดง) กับอาชีพใหม่ที่กำลังจะได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ (ช่องสีเขียว) หากเราอยู่ในช่องอาชีพที่จะหายไปก็จะได้หาวิธีรับมือและเพิ่มทักษะอื่นๆเพื่อสร้างความแตกต่างหรือก้าวไปสู่อาชีพใหม่ต่อไป ส่วนคนที่ทำอาชีพใหม่อยู่แล้วควรหาแนวทางใหม่ๆตลอดเวลา ไม่ควรย่ามใจเพราะคนรุ่นใหม่ก็จะวิ่งไล่หลังเรามาเรื่อยๆนะจ๊ะ


จัดการชีวิต-วางแผนการเงินผ่านมุมมองของโอม Cocktail

ที่มา : ข้อมูลในภาพอยู่ที่ลิงค์ท้ายบทความนะจ๊ะ



เรื่องที่ 2 การสร้างทรัพย์สิน

  • คุณโอมแนะนำให้สมาชิกทุกคนในวงจะต้อง “ซื้อบ้าน” เพื่อจะได้มีปัจจัย 4 ให้ครบ (ปัจจัย 4 คือ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค)
  • เหตุผลที่แนะนำให้ซื้อบ้านเพราะถ้าชีวิตอยู่ในช่วงลำบาก อย่างน้อยก็จะขายบ้านออกมามีเงินใช้จ่ายได้
  • ตอนนี้ทุกคนในวงมีบ้านครบทุกคนแล้ว


ความคิดเห็นส่วนตัวและการนำไปปรับใช้


“เมื่อเราหาเงินได้แล้ว ควรเก็บรักษาเงินไว้ให้ได้ด้วย”


อาชีพนักดนตรีมีรายได้สูง แต่ถ้าใช้ไม่ระวังก็หมดได้เหมือนกัน ไม่ต่างจากอาชีพอื่นๆ บางคนคิดว่าตัวเองหาเงินได้เยอะมาก เงินหมดเดี๋ยวก็หาใหม่ได้อีก อีกคนก็คิดว่าชีวิตคนเรามันสั้น ไม่จำเป็นจะต้องเก็บเงินก็ได้ -_-!!


มันเป็นแนวคิดที่อันตรายมากๆ เพราะวันนี้มีรายได้ พรุ่งนี้อาจจะไม่มีรายได้ แล้วถ้าบังเอิญอายุสั้นจริงๆ เสียชีวิตไปก่อนที่จะจ่ายหนี้หมด นี่แหละอภิมหาดราม่าจะเกิดขึ้นกับคนในครอบครัวที่จะต้องรับมรดกหนี้สินแทนเรา ควรเก็บสะสมเงินไว้จะได้ไม่เป็นภาระคนอื่นน่าจะดีกว่านะจ๊ะ


วิธีการเก็บเงินในรูปแบบที่อยู่อาศัยนั้นก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่ได้ประโยชน์หลายอย่าง เช่น

  • ถ้าจำเป็นต้องใช้เงินก็สามารถขายบ้านเอาเงินมาใช้ได้ แต่มีข้อควรระวัง คือ บ้านใช้เวลาขายค่อนข้างนาน เราจะต้องมีเงินสำรองไว้ส่วนหนึ่งเพื่อรอวันที่จะขายบ้านได้
  • คนทำธุรกิจใช้ที่อยู่อาศัยมาค้ำประกันเป็นเงินมาหมุนเวียนในกิจการได้ หรือปรับปรุงเป็นห้องพักเพื่อปล่อยเช่า (ดูกฎหมายควบคุมอาคารด้วยนะจ๊ะ)
  • สามารถนำบ้านมาแบ่งเบาภาระหนี้ได้ เช่น มีหนี้สินบัตรหลายใบ ทั้งบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสด อาจจะใช้วิธีรวมหนี้ไว้ที่เดียวกันโดยใช้บ้านแลกเงิน เพื่อนำเงินมาปิดหนี้บัตรทั้งหมด จากดอกเบี้ย 20-28% &
อภิหารเงินออม

อภิหารเงินออม

GURU aomMONEY ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการออมเงิน การจัดการการเงิน