เคยไหมครับ ที่ซื้อกองทุน LTF ไปแล้ว เรามักจะเกิดอาการคัน ๆ อยากจะขายกองทุน หรือสับเปลี่ยนกองทุน ทั้งนี้ไม่ใช่อะไรนะครับ เป็นเพราะว่า กองทุน LTF ที่ถืออยู่นั้น “ขาดทุนยับเยิน

เนื่องจากว่า คนส่วนใหญ่จะไม่ค่อยรู้ว่ากองทุน LTF นั้นมีความผันผวนสูงครับ เพราะกองทุนนี้เป็น กองทุน “หุ้น” ซึ่งมีแนวโน้มที่จะวิ่งขึ้น-ลงตามสภาวะตลาดหุ้นครับ

และคนส่วนใหญ่ก็มักจะนึกถึงแต่กองทุน LTF ก่อน RMF เสมอ และทุก ๆ ปีก็จะซื้อแต่กองทุน LTF หรือ พูดง่าย ๆ ว่า รู้สึกตัวอีกทีก็มีพอร์ตกองทุนหุ้น LTF ที่ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ๆ ๆ ก็แน่นอนว่าพอร์ตการลงทุนของเราก็ต้องมีความเสี่ยงสูงครับ เพราะมีแต่หุ้นล้วน

เมื่อตลาดหุ้นลงมาก ๆ เข้า พอเราเห็นตัวเลขในพอร์ตติดลบ ก็จะรู้สึกไม่ปลอดภัย ไม่ชอบกองทุนที่ถือเอาเสียเลย พอเห็นกองทุนอื่น ๆ ที่ทำผลตอบแทนได้ดีกว่า หรือ ลบน้อยกว่า หรือ เพื่อนชวนไปลงทุนกับอีกกองทุน ก็จะทำการย้ายกองทุนไปทันที หรือ ซื้อเพิ่มแต่เป็นอีกกองทุน (แต่หารู้ไม่ว่า กองทุนที่ย้ายไปใหม่นั้นก็ถือหุ้นตัวเดียวกันกับกองทุนเดิม (- -”) )

ซึ่งผมบอกเลยครับว่า จะมีอาการปวดหัวหนักกว่าเดิม เพราะเมื่อเรามีกองทุนมากมาย ยิ่งสับไปสับมาก็จะทำให้เรา บริหารกองทุน ได้ลำบากมากขึ้น อาจจะงงว่ากองทุนนี้ซื้อมาถึงระยะเวลาที่จะขายได้หรือยัง

จากเหตุการณ์นี้อาจจะทำให้เราทำผิดกฎ โดยการขายผิดกองทุน ซึ่งมีผลทำให้ต้องเสียภาษีเพิ่ม คราวนี้ก็ยิ่งแล้วใหญ่เลย

ผมบอกเลยครับว่า กองทุน LTF ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ เราจะไม่ย้ายกองทุนกันบ่อย ๆ นะครับ นอกจากเรื่องภาษีแล้ว เราจะยังต้องเสียค่าธรรมเนียมในการย้ายกองทุนอีกด้วย ได้ไม่คุ้มเสียละงานนี้

และที่สำคัญ เราจะมาเสียดายภายหลังว่า กองทุนที่ถือนั้น พอผ่านมาสักระยะ กลับทำผลตอบแทนได้ดีขึ้น ทั้งนี้ไม่ใช่อะไร บางทีเราเลือกกองทุนที่ดีอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าการลงทุนในหุ้นนั้น ต้องใช้ระยะเวลาในการลงทุนค่อนข้างนานกว่าจะเห็นผลครับ อย่างน้อย ๆ ก็ต้องมี 3-5 ปี

เนื่องจากบางกองทุน ผู้จัดการกองทุนนั้น ได้เลือกหุ้นที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงในอนาคต แต่บังเอิญว่าปัจจุบันหุ้นที่ถืออยู่ยังไม่ได้รับรู้กำไรที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนั่นเอง และส่วนใหญ่ผู้จัดการกองทุนก็มักจะมองหุ้นที่มีโอกาสเติบโตได้ในระยะยาว ประมาณ 5 ปีขึ้นไป (บางกองทุนถือหุ้นกันเป็น 10 ปี) ดังนั้นไม่แปลกเลย ที่กองทุนที่เราถือนั้น บางครั้งยังไม่ทำผลตอบแทนให้เห็น

แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นกับภาวะของตลาดหุ้นด้วยนะครับ ผู้จัดการกองทุนเก่งแค่ไหน แต่ถ้าตลาดหุ้นไม่เป็นใจ ก็มีโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนที่ไม่สมใจนักลงทุนครับ ซึ่งก็คงต้องให้เวลาในการลงทุนนานขึ้นครับ

แล้วเราจะทำอย่างไรดี ?

มีวิธีป้องกันไม่ให้เกิดอาการคัน อยากขายก่อนบ้างไหม ?

ปัญหานี้แก้ไขได้ง่ายนิดเดียว (แต่ยากเยอะเลย 55+ ) คือ การจัดพอร์ตกองทุน ให้ความเสี่ยงของภาพรวมของพอร์ตที่เราลงทุนไป ไม่เสี่ยงจนเรารับไม่ไหว หรือ รับไม่ได้

จึงเป็นที่มาของเรื่องที่เราจะคุยกันในวันนี้ครับ (นี่เกริ่น เหรอเนี้ย)

ผม หมอนัทประจำคลินิกกองทุนแห่งนี้จะขออาสา พาทุกท่านไปเลือกประเภทกองทุน และจัดพอร์ตเพื่อให้เราสามารถลงทุนได้นานกับกองทุน LTF จนเราถือจนครบอายุ โดยไม่เกิดอาการคันที่จะขายครับ

วิธีที่ 1 ซื้อกองทุน LTF หุ้น 100 % เหมือนเดิม แล้วปล่อยเลยตามเลยครับ ให้ระยะเวลาการลงทุนกับกองทุนนาน ๆ ครับ เพราะว่ายิ่งเราลงทุนนานเท่าไหร่ แนวโน้มการขาดทุนก็จะน้อยลงเรื่อย ๆ ครับ วิธีนี้เรียกว่า ให้เวลาเป็นตัวเยียวยาหัวใจ (เน่าได้อีก)

หลายคนสงสัยว่าทำไมการถือหุ้นในระยะยาวจึงได้ผลตอบแทนที่ดี นั้นเป็นเพราะว่าเศรษฐกิจ กับตลาดหุ้นนั้นไม่ได้ไปทางเดียวกันเสมอไปครับ ต่อให้เศรษฐกิจไม่ดี แต่ถ้ากองทุนมีการเลือกหุ้นที่ดี หรือ บริษัทที่ดีมีอนาคต ราคาหุ้นก็มักจะมีการปรับตัว และเติบโตขึ้นได้เรื่อย ๆ ในระยะยาวครับ

วิธีที่ 2 ซื้อ LTF 70/30 (หรือแบบที่มีตราสารหนี้มาผสมด้วย) ก็ได้ครับ ซึ่งวิธีนี้เหมาะกับคนที่รับความเสี่ยงได้ค่อนข้างสูง แต่ไม่ถึงกับสูงสุดๆ และไม่ต้องการซื้อกองทุนอื่น ๆ ให้วุ่นวาย เราก็แค่เลือกกองทุน LTF ที่มีส่วนผสมของตราสารหนี้ด้วยนั่นเองครับ

เช่น กองทุน LTF70/30 (มีตราสารหนี้อยู่ 30%) แต่จะให้สัดส่วนต่ำลงไปกว่านี้ก็ไม่ได้ครับ เนื่องจาก กฏของ กลต ได้กำหนดให้ถือหุ้นในกองทุน LTF ได้ต่ำสุดอยู่ที่ 65% ครับ แต่อย่าลืมว่า เวลาที่หุ้นขึ้น ผลตอบแทนของกองทุน LTF 70/30 ก็จะไม่ได้ขึ้นเท่ากับกองทุน LTF ที่มีหุ้น 100% นะ

หรือนอกจากจะหากองทุนที่มีตราสารหนี้ผสมด้วยอยู่ในกองทุนแล้ว ก็อาจจะหากองทุนที่มีเงินปันผลด้วยก็ได้ครับ เนื่องจากในช่วงที่ตลาดหุ้นผันผวน หรือไม่ไปไหนเสียที กองทุนที่มีเงินปันผลนั้นก็น่าจะช่วยทำให้ใจชื้น ขึ้นมาได้หน่อยครับ เรียกได้ว่าเป็นตัวช่วยได้บ้าง แต่ถ้าคนไหนต้องการสะสมให้เงินงอกเงย กองทุนไม่ปันผลก็น่าจะตอบโจทย์มากกว่ากองทุนที่มีตราสารหนี้มาผสมด้วย

มาถึงวิธีที่ 3 คือซื้อกองทุนประเภทอื่นร่วมด้วย อันนี้ก็ไม่ยากเลย เราเพียงแค่หากองทุนประเภทอื่น ๆ ที่มีความเสี่ยงไม่สูงมากนัก หรือเป็นกองทุนประเภทที่วิ่งสวนทางกับตลาดหุ้น เช่น กองทุนตราสารหนี้ กองทุนทองคำ กองทุนอสังหา ฯ กองทุนต่างประเทศ เพิ่มเข้ามาอยู่ในพอร์ตการลงทุนครับ

ซึ่งเราก็สามารถที่จะปรับสัดส่วนได้ตามใจชอบเลย คนไหนรับความผันผวนได้น้อย ก็ซื้อกองทุน LTF น้อยหน่อย และที่เหลือก็ไปลงทุนกับกองทุนอื่นๆ ให้ความเสี่ยงไม่สูงเกินไปครับ

ตัวอย่างเช่น กองทุน LTF 30% + กองทุนตราสารหนี้ 40%+ กองทุนอสังหาฯ 10% + กองทุนทองคำ 10% + กองทุนหุ้นต่างประเทศ 10%

แต่ข้อเสียของวิธีนี้คือ เราจะลดหย่อนภาษีได้ไม่เป็นไปตามเป้าครับ เพราะว่าเงินบางส่วนจะถูกใช้ไปกับการซื้อกองทุนธรรมดาที่ไม่ได้ผลประโยชน์ในการลดหย่อนภาษี

คราวนี้เรามาถึงวิธีสุดท้ายครับ โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าวิธีที่ 4 นี้น่าจะดีที่สุดครับ<

Dr.Nut

Dr.Nut

GURU aomMONEY ผู้เชี่ยวชาญทางด้านกองทุน การลงทุน และการเงิน

Related Story