วันนี้ผมจะเล่าเรื่องส่วนตั๊วส่วนตัวที่เป็นเรื่องของการจัดพอร์ตการลงทุนนะครับ เดิมทีผมชอบเล่าให้ฟังในเรื่องของการจัดพอร์ตในการลงทุนในหุ้น กองทุนรวม ก็มีเพื่อนๆหลายคนมาถามว่าแล้วมันมีเรื่องอื่นให้จัดพอร์ตบ้างไหม เอ่ะ อะ อะไรก็ หุ้นๆๆๆ DCAๆๆๆ เกษียณๆๆๆๆ จริงๆการจัดพอร์ตการลงทุนน่ะ ผมมองว่ามันมีหลากหลายรูปแบบและหลากหลายประเภทนะครับ อีกรูปแบบหนึ่งที่ผมจะพูดในวันนี้คือการจัดพอร์ทการลงทุนให้กับตัวเอง หรือถ้าใช้ภาษาปะกิดแบบดัดจริ๊ด ดัดจริต วิชาการเหลือเกินก็จะใช้หลักการจัดพอร์ทแบบนี้ว่า Financial and Non-Financial Investment Portfolio หรือแบบ Total Personal Investment Solution 

โอ้ย.... จะใช้ภาษาแบบไหนก็ใช้ไปเต๊อะๆๆๆ แต่พอใช้ภาษาอังกฤษมันดูหรูดีนะครับ กลับมาที่ภาษาไทยดีกว่า ผมขอแบ่งเป็น 2 ประเภทดังนี้นะครับ

 

  • ลงทุนในทรัพย์สิน : อันนี้จะเป็นการสร้างทรัพย์สินที่เรามีให้งอกเงย ตามตำราฉบับนักวางแผนการเงินเลยคือลงทุนให้มีเงินใช้ในยามเกษียณหรือ Passive income นั่นแลลลลลล หลักการที่ผมใช้ก็คือการแบ่งเงินออมรายเดือนมาใช้มาทยอยลงทุนนะครับ ตามภาษาเมืองบริเตนเช่นเดิมว่า DCA การลงทุนในทรัพย์สินก็เรื่อง หุ้น กองทุนรวม อสังหา ตราสารหนี้ หุ้นปั่น(เย้ยยย ล้อเล่น) เป็นต้น

     

  • ลงทุนกับตัวเอง : ประเภทนี้เป็นการลงทุนให้เรามีอนาคตที่ดีขึ้น เพิ่มทักษะต่างๆ ให้เราสามารถมีมูลค่าเพิ่มในชีวิตได้ เช่น การเรียนภาษา เรียนดนตรี (มีความสุขด้วย) และบางอย่างถ้าเราเรียนไปมันอาจจะทำให้เราได้ทางลัดในการสร้างแนวคิดในการหาเงินนะครับ เช่น ไปเรียนเรื่องการลงทุน เรียนทำอาหาร เรียนงานวิชาชีพเพื่อให้ได้รับใบอนุญาตในการทำกิจการอื่นๆที่เกี่ยวข้อง สุดท้ายแล้วเราจะสร้าง Active Income และต่อยอดเป็น Passive Income ได้เช่นกัน ใครมองไม่ออกก็นึกถึงบรรดาคนไปเรียนทำอาหาร พอทำเก่งๆก็เปิดร้านขาย (Active Income) พอคนสนใจก็เขียนหนังสือขาย (Passive Income) ได้อีก

 

จัดพอร์ทการลงทุนกับตัวเองทำอย่างไร

 

ผมสังเกตหลายๆครั้งที่คุยกับนักลงทุนเด็กๆรุ่นใหม่ที่กำลังเรียนอยู่ หลายๆคนมุ่งเน้นในการสร้างทรัพย์สินอย่างเดียว อารมณ์ประมาณว่าจะต้องมีรายได้เยอะๆ เงินเดือน 50,000 บาท ภายในอายุ 25 และ ต้องเกษียณภายในอายุ 30 แถมมีเงินใช้หลังเกษียณเดือนละ 50,000 บาท แหม... ก็อย่างว่าใครๆก็ฝันได้ใช่ไหมครับ แต่ในความเป็นจริงมันไม่ได้ง่ายอย่างที่ฝันนะสิ ผมเลยมองว่าการที่เราอยากรายได้มากขึ้นเยอะๆ การลงทุนในทรัพย์สินที่จะสร้าง Passive Income เป็นสิ่งที่เราจะต้องทำอยู่แล้ว แต่ในเรื่องของการสร้างทุนเพื่อไปซื้อทรัพย์สินหรือหลักทรัพย์ก็สามารถเริ่มจากการสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาก่อน เพราะการที่เรามีประสบการณ์และทักษะต่างๆมากขึ้นมันก็จะทำให้เรามีโอกาสมากขึ้นใช่ไหมครับ แค่พูดภาษาอังกฤษได้เงินเดือนก็ดีกว่าคนพูดไม่ได้แล้ว ถ้าพูดภาษาจีนได้ด้วยยิ่งดีใหญ่

  • กรณีทำงานประจำ : เราสามารถนำทักษะต่างๆสร้างความแตกต่างกับคนอื่น สามารถได้งานที่เงินเดือนมากขึ้นได้
  • กรณีไม่ประจำ : เราสามารถคิดต่อยอดและพัฒนาความสามารถให้สร้างรายได้ในด้านอื่นๆให้มากขึ้น

 

จัดพอร์ตการลงทุนกับตัวเองจะทำอย่างไร?

กลับมาที่สูตรเดิม รายรับ = รายจ่าย + เงินออม จริงๆแล้วการเรียนอย่างต่อเนื่องเราอาจจะมองว่ามันเป็นรายจ่ายที่จำเป็นก็ได้นะครับ หรือบางคนมองว่านำเงินออมมาใช้เพื่อการลงทุนดีกว่า มันก็มองได้ทั้ง 2 แบบ แต่อย่าไปซีเรียสเลย ขอให้เราสามารถวางแผนการเงินและไม่ทำให้กระแสเงินสดเราติดลบแบบเป็นหนี้ก็พอแล้ว วิธีการของผมนะ ยกตัวอย่างง่ายๆสมมติผมอยากเรียนภาษา ผมจะพิจารณาดังนี้

  • เรียนไปเพื่ออะไร? ความสุข (ไม่ต้องคิดมาก เรียนเลย) หรือ เอาไปใช้ประโยชน์ในอนาคต (วิเคราะห์ก่อนว่าเรียนแล้วคุ้มเปล่าจะสร้างรายได้ไหม)
  • กรณีที่เรามีรายได้และเงินออมจำกัดก็ต้องเลือกนะครับว่าจะนำสิ่งที่เรียนไปใช้เพื่อสร้างรายได้ก่อนหรือเปล่า ถ้าใช่ให้เลือกเรียนสิ่งนั้นเป็นสิ่งแรก
  • พิจารณาค่าใช้จ่ายด้านการเรียนไปวางแผนว่าเราจะใช้จ่ายอย่างไร อาจจะวางแผนเป็นรายเดือนว่าเราจะกันเงินอย่างไรมาลงทุนนะครับ

ตัวอย่าง "อยากเรียนคอร์สภาษาอังกฤษจังเลย คอร์สหนึ่ง 3,000 บาท เรียน 6 Level ตกคอร์สละ 3 เดือน" 

แสดงว่าอันนี้แผนระยะยาวใช่ไหมครับ? ทั้งหมดรวมแล้ว 18 เดือน เป็นเงินทั้งหมด 18,000 บาท แสดงว่าตกเดือนละ 1,000 บาทเท่านั้น ผมก็จะกันเงินออกมาเป็นเงินลงทุนส่วนนี้ 1,000 บาทต่อเดือน (3 เดือนจ่ายทีนึง) ก็เป็นอันจบใช่ไหมครับ ไม่ยากเลย แต่ถ้าผมมีเงินออมเยอะๆนะ แล้วผมเห็นว่าถ้าเราจ่ายทีละ 2-3 คอร์สเขาก็จะมีส่วนลดให้ 10% แหม อันนี้น่าสนใจจริง บางครั้งเราก็ลองเอามาเปรียบเทียบกับเงินฝากดูสิ ถ้าเราฝากเงินไว้เฉยๆ ได้ดอกเบี้ยปีละ 0.5% เอง แต่ถ้าเราจ่ายไปเลยโดยการรูดบัตรเครดิตผ่อนชำระ บางทีดอกเบี้ย 0% แถมยังได้ส่วนลด 10% แหน่ะ!

เรื่องนี้ผมคงไม่เทียบกับการเอาเงินไปเก็งกำไรหุ้นเพื่อให้ได้ 20% แล้วเอามาชำระเงินเพื่อเอาส่วนลด 10% จากการเรียนนะครับ ผมว่าคิดน่ะมันง่ายแต่การเก็งกำไรหากเราเสียเงินขึ้นมา โดน 2 เด้งเลยนะ ส่วนลดก็ไม่ได้ (ไม่มีตังจ่าย) เก็งกำไรก็พลาด (เสียเงินอีก) ก็ใช้เงินอย่าง Conservative แล้วกันเนอะ ดูอะไรที่ผลประโยชน์ที่น่าสนใจที่สุดมันก็ทำให้เราได้สิ่งที่ต้องการแถมประหยัดได้ด้วย

 

บทความนี้หวังว่าทุกท่านจะได้รับความรู้ในเรื่องการจัดพอร์ตการลงทุนกับตัวเองแบบชื่ออลังการ Total Personal Investment Solution ที่ผมตั้งขึ้นมานะครับ ฮาๆ ต้องตั้งชื่อเวอร์ๆอะไรจะได้ดูเจ๋ง 5555

 

ต้าร์ กวิน สุวรรณตระกูล

ผู้แต่งหนังสือ ออมหุ้น ออมความสุข Aomstock.com และ รวยได้จริงด้วยสิ่งที่เรียกว่าเงินเดือน หนังสือการเงินดีๆที่มหาเศรษฐีทั่วโลกอ่าน