วันนี้ผมจะเล่าเรื่องน้องคนหนึ่งที่ผมรู้จักให้ฟังครับ น้องคนนี้ชื่อน้องแมน เมื่อก่อนตอนแมนเรียนจบใหม่ๆ พอได้เงินเดือนมาเขาใช้สะบั้นหั่นแหลกเหมือนคนทั่วไปที่คิดว่า เงินทองไม่ตายก็หาใหม่ได้ ทำงานไปแรกๆก็มีเงินเก็บอยู่บ้าง แต่ยิ่งทำงานนานขึ้น เงินเดือนพอมีตัวเลขให้เห็น ก็ยิ่งกล้าใช้จ่ายและพบว่าตัวเองเริ่มผ่อนผ่านบัตรเครดิตมากขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้ายชีวิตเขาเป็นหนี้มหาศาล ถ้าผมจำไม่ผิด จำนวนหนี้ของน้องเขาประมาณ 3 เท่าของเงินเดือนได้มั้งครับ จ่ายขั้นต่ำมาตลอดและเสียเงินไปกับดอกเบี้ยมากมาย ส่วนเงินที่ยืมเพื่อน ยืมพ่อแม่ก็ไม่ต้องพูดถึงเลยครับ หนี้ปลอดดอกเบี้ยแบบนี้ใช้หนี้ทีหลังสุดแน่นอน พอเขามีหนี้เยอะ เพื่อนก็เอาเรื่องเขามาคุยกัน จนผมต้องเรียกมานั่งคุยว่าเกิดอะไรขึ้น

เปลี่ยนหนี้สินเป็นเงินลงทุน

ผมเคยถามหลายๆคน ว่าทำไมถึงเป็นหนี้กัน เชื่อไหมครับผมไม่เคยได้คำตอบที่น่าเห็นใจเลย ประมาณว่า “ที่บ้านป่วยจนต้องกู้เงินมารักษา” เท่าที่ถามมาส่วนใหญ่ก็มีเหตุผลว่า “อยากมีนั่น อยากได้นี่ อยากมีเหมือนคนอื่น” ถ้ามันเป็นเรื่องที่จำเป็นก็โอเคครับ แต่กรณีของน้องแมน ผมพยายามให้เขาเขียนแยกค่าใช้จ่ายของเขาออกมา ผมเห็นแต่ละอย่าง มันก็ทำให้ผมอึ้ง! มีแต่ค่าใช้จ่ายที่หมดไปกับค่าเหล้า ปาร์ตี้ เสื้อผ้า ของที่ไม่จำเป็นทั้งนั้น กินอาหารนอกบ้านบ้างล่ะ รวมแล้วเดือนหนึ่งประมาณ 5,000 บาทขึ้นไป แต่บางทีเจออะไรที่อยากได้ ก็ซื้อ ซื้อ ซื้อ ยอมใช้บัตรเครดิต จนเป็นหนี้เป็นสินเต็มไปหมด กรณีน้องแมนผมสรุปได้ว่าที่เก็บออมไม่ได้ เพราะข้ออ้างของความอยากได้นี่แหละครับ ที่เป็นอุปสรรค

ผมลองให้เขาแยกค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เกิน 5,000 บาทออกมา แรกๆเขาก็ดื้อดึงอยู่ พูดแต่ว่าทำไม่ได้ๆ แต่ก็ต้องบังคับใจนะ เริ่มจากเล็กๆน้อยๆ ค่อยๆลด การก่อหนี้ก้อนใหม่นี่เลิกคิดไปได้เลย เริ่มต้นจาก 1,000 - 2,000 บาทก่อน  ทยอยใช้หนี้ไป จนสามารถลดได้เกิน 5,000 บาท ผมก็เห็นเขาทำได้นะ แล้วก็เงินพอใช้ด้วย สุดท้ายแล้วเขาก็ใช้หนี้ได้หมด

หนี้หมดไปแล้วใช่ไหมครับ ผมก็บอกเขาว่าตอนนี้ เขาสามารถสร้างเงินออมจากค่าใช้จ่ายรายเดือนที่ลดไปได้แล้ว อย่างน้อยเขาก็รู้ว่าเงิน 5,000 บาทที่เขาเก็บได้มันก็จะอยู่ในกระเป๋าเขา แค่เลือกเอาว่าจะก่อหนี้ใหม่ หรือเก็บไว้เป็นเงินออม แต่เชื่อผมไหมครับว่าอยู่ๆน้องเขาก็เปลี่ยนความคิดขึ้นมาว่า เมื่อก่อนเขาเป็นหนี้เยอะมากๆ และมีดอกเบี้ยที่เขาต้องจ่ายตลอดเวลา ถ้าเขานำเงินที่เขาเก็บได้ไปให้คนอื่นกู้เขาก็คงจะได้ดอกเบี้ยเหมือนธนาคารบ้าง หรือน่าจะเอาเงินไปลงทุนให้มันงอกเงยได้ (อยู่ๆเขาก็มีหัวนักลงทุนมาจากไหนก็ไม่รู้)

วางแผนการเงินการลงทุน เพื่อความมั่งคั่งในอนาคต

น้องแมนเอาเงิน 5,000 บาทไปลงทุนครับ 5000 ที่ว่านี่คือหักมาจากเงินเดือนตามหลักการออมนั่นแหละ เพียงแต่นำเงินไปเริ่มจากการสะสมหน่วยลงทุนในกองทุนรวมหุ้นแทน (น้องบอกว่ามันง่ายดีไม่ต้องติดตามเหมือนหุ้น) ผมถามเขาว่า ทำไมเขาถึงกล้าลงทุนเยอะๆเลยในทีเดียวถึง 5,000 บาทแบบไม่กลัวขาดทุนเลย น้องเขาตอบว่า เมื่อก่อนเอาเงินออกจากกระเป๋าทุกเดือนอยู่แล้วไปกับการใช้จ่ายแถมยังต้องเสียเพิ่มในเรื่องของดอกเบี้ยด้วย แต่การลงทุนมันกลายเป็นสิ่งที่อาจทำให้เขาได้กำไรกลับมาก็ได้ ถ้าเขาศึกษาและเข้าใจในเรื่องของความเสี่ยงหรือเนื้อหาของกองทุน และเรื่องอื่นๆที่เป็นประโยชน์ต่อการลงทุน

“เงิน 5,000 บาท ออกจากกระเป๋าเหมือนกัน แค่เปลี่ยนจากการไปสร้างหนี้ กลายเป็นการลงทุนแทน”

แน่นอนว่าในบางช่วงเขาอาจต้องเจอภาวะขาดทุนบ้าง แต่มันก็ไม่ได้ขาดทุนตลอดไปหรอก พวกดอกเบี้ยที่เกิดจากการสร้างหนี้ของเขาน่ะอันตรายกว่าเยอะ  ผมว่าวิธีคิดน้องเขาล้ำหน้าไปมากเลยนะครับ และตอนนี้เขาก็เปลี่ยนไปเป็นอีกคน มีชีวิตสุขภาพการเงินที่ดีขึ้น และยังเป็นคนที่คอยสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนอีกหลายๆคนซะอีกด้วย หลักการในการขยายการลงทุนของเขาก็มีอยู่แค่ 2 เรื่องครับ

  1. หาเงินมาลงทุนเพิ่ม : ออมมากขึ้นด้วยการลดรายจ่ายบ้าง และหารายได้เพิ่มโดยการไปสอนพิเศษวันเสาร์-อาทิตย์ เงินเดือนขึ้น บางทีได้โบนัส ก็เอามาจัดสรรการลงทุน แต่ก็ไม่ได้แปลว่าไม่ใช้เงินเลยนะครับ เขายึดหลักตามความเหมาะสมของการดำรงชีวิตอย่างมีความสุขด้วย
  2. เพิ่มความเสี่ยงในการลงทุน : ตอนแรกเขาก็ลงทุนในกองทุนรวมหุ้นนะครับ แต่พอมีเงินมากขึ้นก็เริ่มไปลงทุนในกองทุนต่างประเทศบ้าง ลงทุนในหุ้นบ้าง จัดพอร์ทเงินนิดๆหน่อยๆไปกับการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น แต่อยู่ในขอบเขตที่เขารับได้

พอไปเห็นสิ่งที่เขาทำแล้วรู้สึกว่าน้องแมนเป็นกรณีศึกษาที่ดีและเป็นเรื่องที่ธรรมดาๆง่ายๆสำหรับทุกๆคนที่จะลองเปลี่ยนตัวเองเพื่อสร้างความมั่งคั่งของชีวิต ผมว่าไม่ไกลเกินตัวนะครับ เราเริ่มต้นกันได้ตั้งแต่วันนี้เลย อย่าพยายามหาข้ออ้างให้กับตัวเอง แต่ถ้าสำหรับใครที่รู้สึกว่าอยากจะหาข้อมูลเพิ่มเติมในเรื่องของการเงินการลงทุน ผมขอเชิญชวนไปร่วมงาน SET in The City นะครับ

SET in The City ปีที่การลงทุนจะเปลี่ยนชีวิตคุณไปตลอดกาล

ปีนี้เป็นปีครบรอบปีที่ 10 ของงาน SET in The City นะครับ ทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเขาก็มีความตั้งใจมากที่จะทำให้คนไทยมีความรู้ในเรื่องของการเงินและการลงทุนเพื่อให้ทุกคนสามารถสร้างความมั่งคั่งให้กับชีวิต มีสุขภาพทางการเงินดีได้ เพราะฉะนั้นแล้วปีนี้มีการจัดเต็มในเรื่องความรู้ โดยมี Highlight ของงานดังนี้ครับ

1. สัมมนาการลงทุนแห่งทศวรรษ

ทางตลาดฯได้มีการเชิญเหล่ากูรูการลงทุนในทุกๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่อง หุ้น กองทุนรวม อนุพันธ์ รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆที่เป็นทางเลือกในการลงทุนอย่างอสังหาริมทรัพย์ ทองคำ มาร่วมให้ความรู้กับนักลงทุนทุกคนนะครับ