มุมมองการซื้อบ้าน ซื้ออสังหาริมทรัพย์เป็นของตัวเองเริ่มเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมแล้ว ความใฝ่ฝันที่ทุกครอบครัวจะต้องมีบ้านให้ได้อย่างน้อย 1 หลัง มีรถ 1 คัน มีครอบครัว มีลูก เพื่อสะท้อนสถานะความมั่นคงในสังคมนั้นไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ในที่นี้เราจะเจาะประเด็นที่ประเทศสหรัฐอเมริกาก่อนนะครับ แล้วประเทศอื่นๆ เราจะนำมาเล่าในครั้งถัดไป..

บทความเชิงวิเคราะห์หลายชิ้นภายใต้สัญชาติอเมริกันกำลังสะท้อนภาพให้เห็นว่า คนอเมริกันมีมุมมองต่อการเช่าบ้านดีกว่าทุ่มเงินลงไปซื้อบ้านที่มีดอกเบี้ยแพงรุนแรงมหาศาล ราคาบ้านเพิ่มขึ้นสูงหลายเท่าตัวอย่างต่อเนื่อง ทำให้คนให้ความสนใจที่จะเช่าบ้านเพื่ออยู่อาศัยมากกว่าจะหาซื้อมาเป็นของตัวเอง

บทวิเคราะห์ใน CNBC เผยให้เห็นว่า คนอาศัยในเมืองราว 41% เป็นครอบครัวที่มีรายได้ปานกลาง สามารถหาซื้อบ้านได้ในราคาปานกลางเท่านั้น ทำให้อัตราการซื้อบ้านลดลงอย่างชัดเจนในปลายปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ชาวอเมริกันยังมีฝันร้ายที่มาจากวิกฤตทางการเงินเมื่อปี 2008 ตามหลอกหลอนอีกด้วย นับจากนั้นเรื่อยมาจนถึงปี 2017 พบว่า มีบ้านพักอาศัยราว 7.8 ล้านหลังถูกยึด ตำแหน่งงานหายไปกว่า 7.3 ล้านตำแหน่งโดยเฉพาะในช่วงวิกฤตระหว่างปี 2008- 2010 และมีอัตราว่างงานเพิ่มสูงถึง 10%

Richard Bernstein ซึ่งเป็น CEO และเป็นที่ปรึกษาด้านการลงทุนระบุว่า “นี่เป็นวัฏจักรปกติอยู่แล้ว ถ้าอัตราดอกเบี้ยต่ำ รายได้สูง ก็จะมีกำลังซื้อบ้านได้ แต่ถ้าอัตราดอกเบี้ยสูง ราคาบ้านก็จะสูงไปด้วย มันก็เป็นเรื่องยากที่จะหาซื้อบ้านมาเป็นของตัวเองได้เช่นกัน”

กราฟด้านบนนี้ชี้ให้เห็นถึงอัตราการเปลี่ยนแปลงของการเช่าที่พักอาศัยนั้นเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่อัตราการซื้อบ้านนั้นค่อยๆ ลดระดับลงหลังจากช่วงปี 2006 ที่เริ่มเป็นช่วงก่อตัวของวิกฤตทางการเงิน

ผลวิจัยจาก Pew Research Center เผยว่า อัตราส่วนของชาวอเมริกันที่เน้นเช่าบ้านนั้นมีสัดส่วนเพิ่มมากขึ้นจากปี 2006 ที่มีเพียง 31.2% เพิ่มขึ้นในปี 2016 อยู่ที่ 36.6% จากการสำรวจตามกลุ่มประชากร พบว่า เป็นกลุ่มคนหนุ่มสาวและไม่ใช่คนผิวขาว ในทุกระดับการศึกษา มีการเช่าที่พักอาศัยมากกว่ากลุ่มอื่นๆ

ขณะเดียวกัน อัตราการเช่าที่พักอาศัยก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน ทั้งนี้ อัตราการเช่าที่พักอาศัยเพิ่มนั้น ไม่ได้หมายความว่า ผู้คนเหล่านี้ไม่ได้มีความต้องการอยากมีบ้านของตัวเอง จากผลการสำรวจโดย Pew Research Center พบว่าผู้คนราว 72% ที่เป็นผู้เช่าบ้านนั้น มีความต้อวการซื้อบ้านเช่นกัน และเหตุผลหลักที่ทำให้ต้องเช่าบ้านนั้น มาจากประเด็นการเงินเป็นสำคัญ

คลิปวิดีโอชิ้นนี้ Alyssa Pagano ซึ่งเป็นโปรดิวเซอร์ได้พูดถึงประเด็นที่ว่าทำไมชาวมิลเลนเนียลหรือคน Gen Y (ในที่นี้เราให้คำนิยามในช่วงปีเกิดที่ 1980 - 2000 ตามที่ TIME เคยให้คำนิยามไว้) ทั้งหลายหรือคนรุ่นใหม่แบบเธอถึงไม่มีความสามารถมากพอที่จะซื้อบ้านเป็นของตัวเองได้

เธอยกเหตุผลมาเล่าว่า ช่วงที่เธอเกิดราวปี 1988 นั้น บ้านมีราคาอยู่ที่ 180,xxx เหรียญสหรัฐ แต่พอเวลาผ่านไปราว 30 ปี ราคาบ้านก็ถีบตัวสูงขึ้นถึง 45% แถมผู้คนยังว่างงานมากขึ้น แค่นั้นไม่พอ วัยรุ่นทั้งหลายยังต้องแบกรับภาระหนี้การศึกษาอีกเป็นจำนวนมาก

ทำให้ราคากลางๆ สำหรับบ้านตอนนี้กลายเป็น 770,xxx เหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำให้เธอมีความสามารถในการซื้อบ้านได้ เมื่อคำนึงถึงรายได้ ค่าครองชีพ หนี้การศึกษา ทั้งหมดนี้คือเหตุผลที่ชัดเจนว่า เรื่องการซื้อบ้านนั้นเป็นไปไม่ได้สำหรับวัยรุ่นอย่างเธอ

ด้าน HuffPost ก็มีบทวิเคราะห์ในเรื่องการซื้อบ้านเช่นเดียวกัน โดยพูดถึงประเด็นที่ว่า American Dream นั้นไม่ได้รวมเรื่องการมีบ้านของตัวเองอีกต่อไปของคนยุคมิลเลนเนียล โดยยกสถานการณ์ครอบครัวหนึ่งมาเล่าว่า พวกเขาเคยมีความใฝ่ฝันที่จะซื้อบ้านเป็นของตัวเองเช่นกัน แต่หลังจากเกิดวิกฤตการเงินในปี 2008 ทำให้สามีของเธอตกงาน และความฝันเรื่องการจะซื้อบ้านเป็นของตัวเองก็เปลี่ยนไป

โดยความฝันแบบ American Dream ที่อยากจะมีบ้านเป็นของตัวเองนั้นเป็นแนวคิดหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ที่ทำให้ผู้คนอยากมีบ้านเป็นของตัวเอง เพื่อสะท้อนความสำเร็จส่วนบุคคลและแสดงสถานะความมั่นคงของคนเหล่านั้นด้วย

สาเหตุที่ทำให้คนเช่าบ้านมากกว่าซื้อบ้านมีเหตุผลที่หลากหลายเช่นกัน ประเด็นสำคัญคือหนี้การศึกษาที่ผูกติดกับชาวอเมริกันจำนวนมาก นอกจากนี้ เมื่อเทียบกันในเรื่องภาษี อัตราดอกเบี้ย และค่าบำรุงรักษาแล้ว ผู้เช่าที่พักอาศัยไม่ต้องแบกรับภาระส่วนนี้ ขณะที่บางส่วนก็มองว่า การไม่ซื้อบ้านเป็นของตัวเองทำให้พวกเขาคล่องตัวในการเคลื่อนย้ายตัวเองไปที่ใดก็ได้ ตามความพอใจของตน

ที่มา :

CNBC
BBC
Pew Research Center
Business Insider
Huff Post
The New York Times

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY
Line@ : @aommoney
Website : www.aomMONEY.com
Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH