ถ้าขี้เกียจอ่านกดดูคลิปด้านบนได้เลยครับ...

สำหรับวันนี้เป็นเรื่องยอดฮิตอย่าง ธนาคารส่งข้อมูลบัญชีเราให้กับสรรพากร จนหลายคนเข้าใจผิดลามไปถึงเรื่องการขายของออนไลน์ กระจายบัญชีกันไปหมดครับผม แต่ความจริงแล้วต้องดูให้ชัดก่อนว่าหลักการของร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นแบบไหนยังไง

เริ่มจากความเข้าใจแบบนี้ครับผม...

1. ธนาคารจะต้องส่งข้อมูลให้กับกรมสรรพากร "จริง" 
2. แต่การส่งข้อมูลให้กับทางกรมสรรพากรนั้น ต้องเข้าเงื่อนไขต่อไปนี้

? มียอดรับโอน ตั้งแต่ 3,000 ครั้งต่อปีขึ้นไป
? มียอดรับโอน ตั้งแต่ 400 ครั้งต่อปีและยอดรวม 2 ล้านบาทขึ้นไป

จำนวนยอดรับโอน หมายถึง ยอดเงินเข้าบัญชีทั้งหมด นับเป็นรายปี และนับเป็นรายธนาคารหรือรายสถาบันการเงิน (ทุกบัญชีในธนาคารนั้นๆรวมกัน) ครับ 

เน้นว่า!! ไม่ได้แค่คนขายของออนไลน์ แต่ถ้าใครมีธุรกรรมตามนี้ก็ จะถูกส่งข้อมูลทั้งหมด ถ้าหากเข้าตามเงื่อนไขที่กฎหมายฉบับนี้กำหนด

เพิ่มเติมสักนิด คำว่า "ธนาคาร" ก็ไม่ได้หมายความแค่ ธนาคารอย่างเดียว แต่หมายถึง สถาบันการเงิน และผู้ให้บริการเงินอิเล็กทรอนิคส์ทั้งหมดครับ 


ลองมาดูตัวอย่างกันต่อดีกว่า...




ยกตัวอย่างเช่น นาย A มียอดเงินเข้าทุกบัญชีในธนาคาร ABC จำนวน 200 ครั้ง ยอดเงินรวมทั้งหมด 10 ล้านบาท แบบนี้ถือว่าไม่เข้าเงื่อนไขที่จะถูกส่ง เพราะเกินแค่จำนวนเงิน แต่ไม่เกินจำนวนครั้ง 

แต่ถ้านาย B มียอดเงินเข้าทุกบัญชีในธนาคาร ABC จำนวน 400 ครั้ง ยอดเงินรวมทั้งหมด 10 ล้านบาท แบบนี้จะถูกส่ง เพราะว่าเข้าทั้ง 2 เงื่อนไข ธนาคารส่งข้อมูลให้กรมสรรพากรได้เลยจ้า

หรือถ้านาย C มียอดเงินเข้าทุกบัญชีในธนาคาร CDE จำนวน 5,000 ครั้ง อันนี้ไม่ต้องดูจำนวนเงินเลย เพราะว่ามันเข้าเงื่อนไข 3,000 ครั้งไปแล้ว แบบนี้ครับผม

ดังนั้นเช็คให้ดีก่อนว่า เราเป็นแบบไหน? และเรามีบัญชีไว้ทั้งหมดกี่ธนาคาร แต่ละธนาคารเข้าเงื่อนไขไหม? เพราะบางทีเราก็อาจจะไม่ได้เข้าเงื่อนไขที่จะถูกส่งก็ได้ครับ

หลักการที่สำคัญอีกข้อคือ ธนาคารส่งข้อมูลเราเฉยๆนะ ไม่ได้แปลว่าต้องเสียภาษี เพราะข้อมูลที่ส่งมีแค่ ชื่อ นามสกุล เลขบัตรประจำตัวประชาชน จำนวนครั้ง และจำนวนเงิน ให้กับสรรพากรเท่านั้น ซึ่งสรรพากรก็จะเอาไปวิเคราะห์ข้อมูลร่วมกันกับข้อมูลอื่นๆอีกทีหนึ่ง 

ขอสรุปอีกที... 

1. มีรายได้ ต้องเสียภาษี เป็นหน้าที่ของคนทุกคน
2. กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้เกี่ยวกับการเสียภาษีเพิ่ม เป็นการนำข้อมูลไปตรวจสอบต่อ
3. ถ้าไม่ได้ถูกส่่งข้อมูล ก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่ถูกตรวจสอบภาษี มันคนละเรื่องกันนะ

ยังงงอยู่ไหม ถ้างงอยู่ ดูรูปนี้อีกที เอ้า...

ยังอีก! ยังไม่พอ... ตอนนี้มีอัพเดทเพิ่มเติม สำหรับกรณีธนาคารส่งข้อมูลให้กับสรรพากรล่าสุดตอนสิ้นปี 2562 ในประเด็นสำคัญต่อไปนี้ครับ

1. ข้อมูลที่ถูกส่งให้สรรพากรจะประกอบด้วย 5 รายการต่อไปนี้

  • เลขประจำตัวประชาชน / เลขนิติบุคคล
  • ชื่อ-นามสกุล / ชือห้างหุ้นส่วนสามัญ / ชื่อคณะบุคคล / ชื่อนิติบุคคล
  • จำนวนครั้งของการฝาก หรือ รับโอนเงิน ทุกบัญชีรวมกัน
  • จำนวนเงินของการฝาก หรือ รับโอนเงิน ทุกบัญชีรวมกัน
  • เลขที่บัญชีทุกบัญชีที่มีการฝากหรือรับโอนเงิน

2. การส่งข้อมูลจะส่งในรูปแบบอิเล็กทรอนิคส์ตามที่กรมสรรพากรกำหนดและตกลงกับผู้ส่ง นั่นคือ ธนาคาร สถาบันการเงิน หรือ ผู้ให้บริการอิเล็กทรอนิคส์

3. การนับจำนวนครั้งและจำนวนเงิน จะเป็นดังนี้ คือ นับจำนวนครั้งและจำนวนเงินทุกครั้งที่มีการเข้าบัญชี (ถ้าเป็น E-wallet ก็นับทุกครั้งที่มียอดเงินเข้าเช่นกัน)

4. สำหรับการบังคับใช้กฎหมายในการเริ่มเก็บข้อมูล จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2562 เป็นต้นไป โดยธนาคารจะส่งข้อมูลของปี 2562 ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2563 ส่วนของปี 2563 จะเริ่มต้นตั้งแต่ 1 มกราคม - 31 ธันวาคม 2563 และจะส่งข้อมูลของปี 2563 ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2564


สรุปว่า... กฎหมายนี้มีผลจริงๆเต็มปี คือ ตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นไป เพราะว่าปีนี้เหลืออีก 8 วันเท่านั้นถ้าไม่มือลั่นโอนเงินจนจำนวนครั้งเกินจริงๆ คงไม่ถูกส่ง 

นี่คือ สิ่งที่เราควรดีใจ (สั้นๆ) 
และเป็นสิ่งที่บอกว่าควรเตรียมตัวต่อไปให้พร้อม

หลายคนเข้าใจผิดว่าเราต้องใส่ใจเรื่องกฎหมายตัวนี้เพื่อให้ปลอดภัย แต่สิ่งสำคัญจริงคือ เราต้องใส่ใจหาความรุ้เรื่องวิธีการคำนวณภาษี การจัดการการเงินต่างๆ เพื่อจัดการให้ถูกต้องต่างหากครับผม

คำถาม คือ เราเตรียมพร้อมหรือยังกับเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น และก่อนหน้านี้ เราได้มีการจัดการบัญชีได้อย่างถูกต้องและเตรียมพร้อมจะเสียภาษีแล้วหรือยัง โดยคำแนะนำสั้นๆ ของผมมีดังนี้ คือ

1. แยกบัญชีส่วนตัวกับธุรกิจ
2. ทำบัญชีรายรับรายจ่าย
3. ทำความเข้าใจเรื่องภาษีให้ถูกต้อง


สุดท้ายขอฝากไว้ใ้ห้คิดกัน ... 

เลี่ยงภาษีวันนี้ อาจมีความสุขวันนี้ แต่ถ้าเลี่ยงภาษีแล้วติดคุก เราก็มีความสุขในคุกได้เหมือนกัน เพราะความสุขอยู่กับเราได้ทุกที่ครับผม