อยากให้ลองจินตนาการชีวิตของเราในวัย 90 ปีว่าเป็นอย่างไร ให้เวลา 1 นาที เริ่ม!!


ถ้าที่บ้านใครเคยมีผู้สูงอายุก็จะนึกง่ายหน่อยว่าเป็นอย่างไร แต่สำหรับคนที่ไม่เคยมีหรือไม่เคยดูแลผู้สูงอายุ ก็อาจจะนึกภาพไม่ออกว่าจะเป็นอย่างไร บทความนี้จะมารีวิวให้ดูว่าผู้ใหญ่ (หรือตัวเรา) ในวัย 90 ปีจะเป็นอย่างไร หากเราเป็นลูกหลานที่ต้องดูแลท่านควรทำอะไรบ้าง สุดท้ายเราเห็นภาพในอนาคตชัดเจนขึ้นว่าจะจัดการตัวเองในวัยเกษียณได้อย่างไรนะจ๊ะ ^^


รีวิวชีวิตวัยเก๋าของคุณยายวัย 91 ปี


เกริ่นนำสักเล็กน้อย...

ช่วงหยุดวันแม่ที่ผ่านมาลูกหลานพาคุณยายไปเที่ยว ภาพข้างบนนี้เป็นช๊อตหนึ่งที่พี่แอบถ่ายไว้แล้วเราชอบมากๆ คุณยายท่านนี้อายุ 91 ปี ส่วนคนที่ตัวล่ำๆ กำลังเข็นรถอยู่นั้นเป็นอภินิหารเงินออมเองจ้า ยายเป็นผู้สูงอายุคนสุดท้ายในครอบครัว เพราะคุณตา ปู่และย่า เลือกไปที่ชอบๆของตัวเองไปก่อนหน้านี้แล้ว 


3 เรื่องวัยเก๋าของคุณยายวัย 91 ปี


เรื่องที่ 1 ความเสื่อมของร่างกาย


ความทรงจำ…

ย้อนกลับไปช่วงวัยใกล้ 80 ปี ยายเริ่มมีอาการขี้หลงขี้ลืม บางครั้งกินข้าวแล้วก็ยังบ่นว่าหิว ตอนนั้นยายแข็งแรงเดินเหินไปไหนเองได้ ชอบเดินออกไปคุยกับคนที่อยู่แถวบ้าน บางครั้งเดินออกจากซอยยืนโบกรถเมล์ไปสถานีตำรวจ ไปธนาคารด้วยตัวเอง พอไปถึงก็พูดแต่เรื่องเดิมๆกับเจ้าหน้าที่


ถ้าปล่อยไว้แบบนี้กลัวยายจะหายไปแล้วไม่กลับมา จนทำให้ญาติต้องไปบอกเจ้าหน้าที่ธนาคารว่าถ้าคุณยายท่านนี้มาอีกให้โทรกลับไปบอกที่เบอร์ XXX แล้วจะรีบมารับคุณยายกลับบ้าน ส่วนเราก็ทำป้ายชื่อติดเข็มขัดที่ยายใช้ประจำ ข้อความว่าถ้าใครเจอคุณยายคนนี้ให้โทรกลับมาหาญาติ เผื่อยายหลงกลางทางแล้วคนอื่นเจอจะได้โทรมาบอกได้


ช่วงหลังๆอาการขี้หลงขี้ลืมเริ่มหนักขึ้นเพราะยายมักจะถามเรื่องเดิมๆบ่อยมาก เช่น ตอนไปเที่ยวต่างจังหวัด แต่ไม่ได้เอากระเป๋าสตางค์ของยายมาด้วย ตอนกลางคืนก่อนนอน ยายก็จะถามว่า “กระเป๋าสตางค์อยู่ไหน มันหายไปไหน” เราก็ตอบว่า “เก็บไว้ที่บ้าน ไม่ได้เอามาด้วย” พอเงียบไปสักพักก็ถามใหม่ด้วยคำถามเดิม แล้วก็ตอบแบบนี้วนไปสิบกว่าครั้งจนกว่ายายจะหลับ 


การเดิน…

วันหนึ่งยายไม่สบายจนต้องเข้ารับการผ่าตัด จากคนที่เดินได้อย่างคล่องแคล้ว กลายเป็นคนที่นอนเป็นผักอยู่บนเตียง คุณหมอก็บอกวิธีกายภาพเพื่อให้คุณยายกลับมาเดินเองได้อีกครั้ง แต่คนอายุเกือบ 90 แล้วโอกาสเดินเองได้ก็แทบจะไม่มี ถ้าจะอาบน้ำหรือจะไปที่ไหนก็ต้องมีคนอุ้มขึ้นลงตลอดเวลา 


นอกจากลูกหลานจะแวะเวียนมานวดให้แล้ว คุณยายก็ใจสู้มากๆไม่ยอมแพ้ พยายามขยับแข้ง ขยับขาไปมาเพื่อจะได้หายเร็วขึ้น ตอนนี้อาการดีขึ้นสามารถใช้รถเข็นช่วยเดิน แต่ก็ต้องมีคนช่วยพยุงไม่ให้ล้ม


การขับถ่าย การได้ยิน…

ระบบการขับถ่ายที่ควบคุมเองไม่ได้ ทั้งฉี่และอึที่ไหลออกมาเอง ทำให้ยายต้องใส่แพมเพิสตลอดเวลา แล้วต้องคอยเปลี่ยนวันละ 1 – 2 ครั้ง ช่วงพีคสุดเป็นตอนที่คุณยายฉี่หรืออึไม่ออก คุณป้า(ลูกสาวคนโตที่ดูแลยาย) จะต้องช่วยสวนทวารเพื่อให้ขับถ่ายออกได้ ขั้นตอนทั้งหมดนี้ทำได้เองที่บ้าน ซึ่งพยาบาลจะเป็นคนสอนญาติผู้ป่วยว่าจะต้องทำอะไรบ้าง 


แม้ว่าคุณป้าไม่เคยเรียนพยาบาลมาก่อน แต่มีประสบการณ์ดูแลทั้งผู้ป่วยและผู้สูงอายุที่เป็นคนในครอบครัว จึงจัดการเรื่องทั้งหมดนี้ได้เป็นอย่างดี แม้ว่าบางครั้งอึยายจะเต็มจนทะลุแพมเพิส คุณป้าก็ทำความสะอาดได้หมดจรด ส่วนระบบการได้ยินนั้นก็เสื่อมไปตามอายุที่มากขึ้น ทำให้เวลาคุยกับยายก็ต้องพูดกันเสียงดังๆ เพราะยายหูตึง



เรื่องที่ 2 การดูแลยาย


คุณยายมีลูกทั้งหมด 8 คน มีทั้งคนที่แต่งงานมีลูก แม่หม้าย คนโสดและเสียชีวิต เราแบ่งการดูแลยายออกเป็น 2 เรื่อง คือ 


ข้อที่ 1 ปัจจัยสำคัญ คือ เงิน 

  • ค่าใช้จ่ายของยายทั้งหมดจะมีคุณน้า 2 คนเป็นผู้รับผิดชอบ เพราะน้ามีรายได้ประจำและเป็นโสดจึงไม่มีภาระเรื่องลูก 


  • ตัวอย่างรายจ่ายของยาย เช่น ค่าเดินทางไปหาหมอ ค่าแพมเพิส อาหาร ยา การนวดเพื่อฟื้นฟูร่างกาย ท่องเที่ยว (ยายจะได้ไม่เหงา) อุปกรณ์ดูแลผู้สูงอายุ ฯลฯ ซึ่งเป็นรายจ่ายที่หนักหนาพอสมควร


ข้อที่ 2 การดูแล 

  • คุณป้าลูกสาวคนโตวัย 60 นิดๆ เป็นคนดูแลยายเกือบทุกเรื่อง เช่น พาไปตรวจสุขภาพตามนัดของหมอ (บ้านยายอยู่ต่างจังหวัดต้องไปหาหมอที่ กทม.) กายภาพบำบัด นวดคลายเส้นส่วนขาที่ยังเดินเองไม่ได้ การอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า ดูแลเรื่องการขับถ่าย เรื่องการกินยา เตรียมกับข้าว ฯลฯ 


  • ช่วงที่ยายป่วยแล้วต้องเข้ารับการผ่าตัด ตอนนั้นยายยังเดินไม่ได้และนอนติดเตียง คุณป้าก็เหนื่อยมากเพราะต้องคอยอุ้มยายขึ้นๆลงๆ ส่วนป้าก็ต้องระวังตัวเองด้วย เดี๋ยวจะปวดหลังเวลาอุ้มยาย 


  • ทุกครั้งที่เราไปบ้านยายก็จะได้ยินคุณน้าและคุณป้า เคี่ยวเข็ญยายให้กินข้าว เพราะตักข้าวมาแล้วนั่งมอง จับช้อนเขี่ยข้าวไปมาไม่ยอมกินสักทีแล้วนั่งบ่นว่า “เบื่อ” แตกต่างกับตอนที่พายายออกไปเที่ยว สีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ส่งอะไรให้ก็กินหมด ก๋วยเตี๋ยวชามโตก็กินเองซะเกลี้ยงชาม พอเป็นแบบนี้ก็ต้องพายายออกไปข้างนอกบ่อยๆจะได้กินข้าวได้ แต่ก็ต้องไปพร้อมกับรถเข็นตามในภาพนี้แหละ 



เรื่องที่ 3 สิ่งอำนวยความสะดวกให้ผู้สูงอายุ


คุณยายอยู่บ้านนานๆก็บ่นว่าเบื่อ หน้าตาเศร้า กินข้าวไม่ลง ปลงกับชีวิต เพราะติดอยู่กับรถเข็นไปไหนไม่ได้ ถ้าปล่อยไปเรื่อยๆอาจจะตรอมใจตายได้ เพื่อให้ยายมีความสุขก่อนจะถึงวาระสุดท้าย พอมีเวลาว่างลูกหลานก็พายายไปเที่ยว เราพายายไปทุกๆที่ที่รถเข็นเข้าถึง


ส่วนคนเข็นรถให้ยายก็จะเป็นหน้าที่ของหลานๆ เพราะยังมีเรี่ยวแรงเข็นยายได้ เราเองก็ชอบเข็นรถให้ยาย มันได้ออกกำลังกาย จากเรื่องนี้ทำให้เราเห็นถึงความสำคัญของสิ่งอำนวยความสะดวกของผู้สูงอายุมากขึ้น เช่น 


  • ทางลาดเพื่อรถเข็น สถานที่บางแห่งก็มีทางลาดทำให้เราเข็นรถขึ้นไปได้ แต่ส่วนใหญ่จะไม่มี ทำให้เราจะต้องยกรถเข็นยายขึ้นๆ ลงๆ มีครั้งหนึ่งที่พายายไปเที่ยววัด บันไดสูงมาก ส่วนคนที่มาด้วยมีแต่ผู้สูงอายุเลยยกรถเข็นขึ้นไปให้ยายไม่ได้ ยายจึงต้องไหว้พระอยู่ข้างล่าง


  • พื้นราบ ปกติเวลาเราเดินไปเรื่อยๆ เจอท่อระบายน้ำที่เป็นซี่เหล็กเล็กๆ หรือพื้นที่ไม่เสมอกัน เราก็เดินข้ามไปเองได้ แต่รถเข็นทำแบบนั้นไม่ได้ ต้องค่อยๆยกล้อหรือเข็นผ่านแบบระมัดระวังสุดๆ เพราะล่าสุดที่เข็นรถให้ยายแล้วเจอทั้งท่อระบายน้ำกับพื้นที่ไม่เสมอกัน เราประมาทคิดว่าผ่านไปได้เพราะมันเล็กๆ แต่สุดท้ายสะดุดทำให้ยายเกือบตกรถเข็น โชคดีที่ยายมือเหนียวมาก เพราะสองมือเกาะรถเข็นแน่น 


  • สายฉีดในห้องน้ำ แม้ว่ายายจะใส่แพมเพิส แต่ระหว่างวันก็ต้องเปลี่ยน ยายจะได้สบายตัว ป้าบอกว่าชอบเข้าปั๊ม ปตท. เพราะในห้องน้ำมีสายฉีดทำความสะอาดได้ 

    • ล่าสุด!! พายายไปเที่ยวแล้วยายอึเต็มแพมเพิส เลอะเสื้อและกางเกง กลิ่นรุนแรงมาก คุณป้าก็ต้องพายายไปล้างอึและเปลี่ยนแพมเพิส แต่บังเอิญว่าในห้องน้ำไม่มีสายฉีด พ่าม!!! อารมณ์ป้าพุ่งปรี๊ด เพราะหงุดหงิดที่ไม่รู้จะทำยังไง โชคดีที่ในห้องน้ำมีกระมังเล็กๆกับขวดน้ำที่อยู่ท้ายรถ เอามากรอกน้ำทำความสะอาดก้นให้ยาย



เป้าหมายของการเกษียณไม่ได้อยู่ที่จำนวนเงินที่ต้องเตรียมไว้อย่างเดียว แต่ต้องวางแผนการใช้ชีวิตด้วย แม้ว่าชีวิตของแต่ละคนจะแตกต่างกัน แต่สุดท้ายสภาพร่างกายก็จะเสื่อมลงเหมือนกัน ขึ้นอยู่กับว่าเสื่อมมากหรือน้อย อภินิหารเงินออมเล่าเรื่องคุณยายให้ฟังเพื่อต้องการให้ดูว่า มันจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองบ้างในวัยเกษียณ เพื่อเราจะได้ออกแบบชีวิตเกษียณของตัวเองได้ตั้งแต่วันนี้ โดยสรุปออกมาเป็น 2 เรื่องด้านล่างนี้จ้า


เรื่องที่ 1 คนดูแลผู้สูงอายุ


  • ครอบครัวดูแลเอง : ผู้สูงอายุที่มีอาการขี้หลงขี้ลืม คนดูแลต้องอดทนมากๆ เพราะทั้งวันก็จะพูดแต่เรื่องเดิมๆตลอดเวลา รวมทั้งท่านขับถ่ายไม่ได้ เดินเองไม่สะดวกต้องช่วยพยุง ทั้งหมดนี้ทำให้ลูกหลานที่ดูแลต้องฝึกวิธีการดูแลช่วยเหลือผู้สูงอายุ บางครั้งคนดูแลอาจจะมีอาการเครียดหรือหงุดหงิดได้ มันก็ต้องทำใจและเข้าใจเพราะไม่สามารถแก้ไขได้ ทางออกก็คือลูกหลานที่ดูแล ก็ต้องหาวิธีคลายเครียดให้ตัวเอง เช่น ออกไปเที่ยวบ้าง นั่งสมาธิ หรือวิธีอะไรก็ได้ตามที่ตัวเองถนัด


  • จ้างคนอื่นมาดูแล : จำนวนเงินที่จ้างขึ้นอยู่กับอาการของผู้สูงอายุ หากใครเป็นลูกหลานก็ต้องเตรียมเงินเผื่อส่วนนี้ด้วย แต่ก็ต้องคอยติดตามพฤติกรรมผู้ดูแลด้วยว่าปฎิบัติตัวอย่างไรกับผู้สูงอายุ บางคนทำตัวดีก็ไม่เป็นอะไร แต่บางคนทำร้ายผู้สูงอายุก็ต้องตักเตือน

    • เคยคุยกับคนที่ขายอุปกรณ์ช่วยเหลือผู้ป่วย (คลิปข้างล่าง) เป็นอุปกรณ์สื่อสารทางสายตา เขาเล่าว่าลูกซื้อไปให้พ่อที่ป่วยเป็นอัมพาตทั้งตัว พูดไม่ได้ ขยับได้ที่เดียว คือ ดวงตา พอพ่อได้เครื่องนี้ไปก็เข้าโปรแกรมการพิมพ์เพื่อบอกว่าคนดูแลทุบตีเขาอย่างไรบ้าง สุดท้ายผู้ดูแลถูกไล่ออก    


SenzE : อุปกรณ์สื่อสารผ่านดวงตา สำหรับผู้ป่วยอัมพาต และสื่อสารลำบาก 


อภินิหารเงินออมไม่ได้รับค่าโฆษณาจากบริษัทนี้นะคะ แค่เคยเดินไปงานนวัตกรรมแล้วเจอเครื่องนี้ ลองเล่นดูแล้วรู้สึกว่าเล่นง่ายมาก ใช้สายตาแทนแทนเมาท์หรือมือที่จิ้มบนหน้าจอ คิดว่าน่าจะมีประโยชน์กับครอบครัวที่มีผู้ป่วยที่สื่อสารลำบาก เครื่องมือนี้น่าจะตอบโจทย์ได้ดี หากสนใจอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.meditechsolution.com/



เรื่องที่ 2 ถ้าเราเป็นผู้สูงอายุ...


ในวันที่เราต้องกลายเป็นผู้สูงอายุ ร่างกายเสื่อมลงตามอายุที่มากขึ้น วางแผนแล้วรึยังว่าจะให้ใครมาดูแลเรา ถ้ามองโลกตามความเป็นจริงจะมีใครมาสวนทวารให้ในวันที่เราขับถ่ายเองไม่ได้ คอยหาอาหารมาวางไว้ให้ในวันที่เราลุกเดินไปไหนไม่ได้ หลายคนคิดว่าลูกหลานจะมาดูแล ถ้าเป็นไปตามที่คิดไว้ก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้ามองร้ายที่สุดไม่มีใครดูแลเราล่ะจะเป็นอย่างไร มันก็ต้องมีแผนสำรองเป็นทางเลือกให้ตัวเอง อย่างเช่นบ้านพักคนชรา



บางคนมองว่าอย่ากังวลกับอนาคตให้เครียดจนเกินไป ควรอยู่กับ “วันนี้” มีความสุขอยู่กับปัจจุบันมากกว่า แต่เราอย่าลืมว่า “วันนี้ของเรา ก็เป็นวันนี้ของผู้สูงอายุ แล้ววันหนึ่งเราก็จะกลายเป็นผู้สูงอายุเช่นกัน” บทความนี้น่าจะทำให้เห็นภาพตัวเองในอนาคตมากขึ้นว่าจะเป็นอย่างไร เพื่อให้เราเตรียมพร้อมที่ต้องดูแลพ่อแม่ ญาติพี่น้องที่เป็นโสด รวมทั้งออกแบบชีวิตของตัวเองได้ในวัยเกษียณนะจ๊ะ