จากครั้งที่แล้วที่ผมได้พูดถึง รายละเอียดคราว ๆ ของตราสารหนี้ไป กลับมาครั้งนี้แน่นอนว่าจะได้เข้าเรื่องกันซักทีนะครับ พอเราทราบแล้วว่าตราสารหนี้คืออะไร และหากเราเพิ่มคำว่า”กองทุน” นำหน้าคำว่า “ตราสารหนี้” แล้วละก็ จะหมายถึงการที่นักลงทุนหลายคน นำเงินมาลงทุนด้วยกัน และส่งเงินเข้าไปที่กองทุน ต่อจากนั้นผู้จัดการกองทุนจะเป็นคนนำเงินไปซื้อตราสารหนี้ในรูปแบบต่าง ๆ กัน ในสัดส่วนที่กำหนดโดยขึ้นกับนโยบายของแต่ละกองทุนนั่นเองงงงง

 แต่หลาย ๆ คนคงคิดว่าทำไมต้องลงทุนใน “กองทุนตราสารหนี้” เป็น “ตราสารหนี้ธรรมดา” ไม่ได้เหรอไง ? จริง ๆ ก็ทำได้แหละครับ แต่เพราะว่าข้อดีของกองทุนตราสารหนี้นั้นคือ ใช้เงินลงทุนต่อครั้งน้อยกว่า ตราสารหนี้มากกกก (น้อยกว่าเท่าไหร่ ? ล่ะ) เนื่องจากการลงทุนใน “ตราสารหนี้” นั้นขั้นต่ำอยู่ที่ประมาณ 100,000บาท(แว๊กกกก….) แต่กองทุนตราสารหนี้นั้นใช้เพียงแค่ หลักพันเท่านั้นเองครับ(เฮ้ออ....)

ลงทุนกับ กองทุนตราสารหนี้ ไม่ยากอย่างที่คิด ตอนที่ 2

 

ที่สำคัญการลงทุนในกองทุนตราสารหนี้จะมีข้อได้เปรียบอีกอย่างก็คือ

เราจะมีผู้จัดการกองทุนที่คอยบริหารเรื่องความเสี่ยง โดยการกระจายลงทุนในตราสารหนี้รูปแบบต่าง ๆ รวมถึงกำหนดอายุเฉลี่ยของตราสารหนี้ในกองทุนอีกด้วย และจัดการกับความเสี่ยงในรูปแบบต่าง ๆ ของตราสารหนี้ที่อาจจะมีความสลับซับซ้อน-ซ่อนเงื่อน-เพื่อนทรยศไว้ แน่นอนว่าถ้าหากมือใหม่ลงทุนเอง…….ผมว่ารอดยาก……

 

แต่แน่นอนว่าเราคงต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเล็กน้อยเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้ผู้จัดการกองทุนครับ

(เป็นค่ายาแก้ปวดหัว ค่าหมอ ค่ารักษาไมเกรน…..ให้ผู้จัดการกองทุน) 


โดยส่วนใหญ่แล้วท่านนักลงทุนทั่วไปจะไม่ค่อยรู้ว่าตราสารหนี้จริง ๆ แล้วก็สามารถที่จะขายต่อให้กับผู้อื่นได้ และมีกำไรจากการขายตราสารหนี้ได้เหมือนกันกับหุ้นเลยครับ โดยกำไร-ขาดทุนของตราสารหนี้จะเกิดจาก การปรับลดหรือ เพิ่ม ความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้ที่เราถือครับ ถ้าตราสารหนี้ได้ปรับเพิ่มความน่าเชื่อถือขึ้นแน่นอนว่ามูลค่าของตราสารหนี้นั้นก็จะมากขึ้นครับ

และที่น่าสนใจในอีกประการคือ ผู้ลงทุนจะได้ รับกำไรจากอัตราดอกเบี้ยที่เป็นขาลง (ที่ประกาศโดยธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อควบคุมเงินเฟ้อ และกระตุ้นเศรษฐกิจ) ซึ่งตราสารหนี้ที่เราถือครองอยู่นั้นจะมีราคาเพิ่มขึ้น เนื่องจากอัตราผลตอบแทนจากตราสารหนี้ที่เราถือนั้น จะให้อัตราผลตอบแทนที่ดีกว่าตราสารหนี้ที่ออกมาใหม่(ซึ่งให้ดอกเบี้ยลดลง) แน่นอนว่าคนที่จะมาซื้อต้องจ่ายเงินเพิ่มเพื่อที่ได้ตราสารหนี้ที่ให้ดอกเบี้ยที่มากกว่า เราก็จะได้กำไรจากส่วนนี้มาเพิ่มนั่นเองครับ ในทางกลับกันหากเป็นภาวะดอกเบี้ยขาขึ้นแล้วละก็ เราก็สามารถที่จะขาดทุนได้เช่นกันครับ เพราะตราสารหนี้ที่ออกมาใหม่จะให้อัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มมากขึ้น ตราสารหนี้ที่เราถืออยู่ให้ดอกเบี้ยน้อย แน่นอนว่าคงไม่มีใครอยากได้ถ้าเราอยากขายก็ต้องขายในราคาต่ำครับ

 

ส่วนกองทุนตราสารหนี้จะมีความผันผวนมากกว่าตราสารหนี้ธรรมดาครับ เพราะเนื่องจากว่า

ตราสารหนี้ธรรมดาจะไม่มีความเสี่ยงเรื่องดอกเบี้ย ที่จะได้รับ หากถือจนครบอายุ และผู้ออกตราสารไม่เบี้ยวหนี้ หนีไปซะก่อนนะครับ
แต่กองทุนรวมตราสารหนี้นั้น เราอาจจะขาดทุนได้ !! เพราะว่ากองทุนประเภทนี้จะต้องทำการคำนวน มูลค่าของตราสารหนี้ในกองทุน ทุกวัน หรือ ทุกสัปดาห์ครับ โดยที่เราจะเรียกว่าการ Mark to Market ครับ

 

โดยให้ท่านผู้อ่านลองนึกภาพดูนะครับว่า ถ้าหากกองทุนถือตราสารหนี้ไว้แล้วอัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดลดลงเวลากองทุนที่ถือตราสารหนี้ที่ดอกเบี้ยสูงมูลค่าก็จะเพิ่มขึ้นไปด้วยครับ

แต่ถ้าดอกเบี้ยอยู่ในขาขึ้น หรือดอกเบี้ยที่ประกาศออกมาให้ปรับตัวสูงขึ้น แน่นอนว่ามูลค่าของตราสารหนี้ในกองทุนก็จะต้องปรับตัวลดลงด้วยครับ หรือบางครั้ง ตราสารหนี้ที่ได้จ่ายดอกเบี้ยออกมาบ้างแล้ว มูลค่าของตราสารหนี้ก็จะเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา ก็จะใช้มูลค่าที่ซื้อขายในตลาดรองเป็นตัวกำหนดมูลค่าอีกทีครับ

ดังนั้นการวัดมูลค่าตราสารหนี้ในกองทุนจะมีปรับราคา หรือ มูลค่าของตราสารหนี้ในกองทุนทุกวัน หรือ ทุกสัปดาห์จะเป็นผลทำให้มูลค่าของกองทุนมีการขึ้นลงได้ตลอดเวลาครับ

 

แต่ความเสี่ยงก็ไม่ได้มากอย่างที่คิดนะครับ เพราะกองทุนตราสารหนี้ส่วนใหญ่จะขาดทุนไม่มากเท่าไหร่นักครับ และไม่ผันผวนเท่ากับกองทุนหุ้นแน่นอนครับ ซึ่งกองทุนประเภทนี้เหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่ยอมรับความเสี่ยงได้น้อยครับ

 

และอย่างที่ผมได้บอกไว้ตอนต้น  ว่าการลงทุนในกองทุนที่มีกองตราสารหนี้เหล่านี้อยู่จะมีข้อได้เปรียบคือ มีผู้จัดการกองทุนที่คอยบริหารเรื่องความเสี่ยง ทำให้ท่านผู้ที่จะลงทุนไม่ต้องกังวลกับการลงทุนในตราสารหนี้มากเกินไปนั้นเอง

 

แต่ที่จะต้องระวังก็คือ เราควรที่จะต้องทราบว่า กองทุนตราสารหนี้ที่เรากำลังจะถือครองนี้เป็นแบบกองทุนเปิดที่ให้ซื้อ-ขายได้ทุกวัน หรือให้ซื้อ-ขายได้เฉพาะบางช่วงเวลาเท่านั้นเช่น เฉพาะต้นเดือนหรือกลางเดือนเท่านั้น เพราะชนิดของกองทุนนั้นจะส่งผลต่อความเสี่ยงด้านสภาพคล่องหรือ ของกระแสเงินสดในมือด้วยนั่นเองครับ

 

เนื่องจากถ้าเป็นกองทุนปิดที่กำหนดระยะเวลาในการซื้อ-ขายแล้วละก็ ถ้าหากว่ามีความต้องการใช่เงินเร่งด่วนอาจจะมีเงินไม่พอก็ได้นะครับ

นอกจากนี้กองทุนตราสารหนี้อาจจะไปลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศก็ได้นะครับ ซึ่งจุดที่ต้องสังเกตเพิ่มก็คือมีการ ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนหรือไม่ด้วยครับ ซึ่งเดี๋ยวผมจะอธิบายในเรื่องกองทุนรวมที่ไปลงทุนในกองทุนต่างประเทศอีกครั้งครับ

ส่วนในครั้งหน้าผมจะบอกเล่าเรื่อง เคล็ดขัดยอก เอ้ย เคล็ด(ไม่)ลับในการเลือกกองทุนตราสารหนี้นะครับ

กว่าจะพบกันครั้งหน้า ขอให้โชคดีในการลงทุนครับ