taxbugnoms ltf cs5-02

 

เข้าสู่ช่วงปลายปีทีไร @TAXBugnoms มักได้ยินคำถามเดิมๆอีกแล้วครับว่า “จะซื้อ LTF หรือ RMF เพื่อลดภาษียังไงดี” ถ้าจะให้พูดสั้นๆง่ายๆก็ขอให้ข้อแนะนำสั้นๆว่า “อย่าซื้อเกินที่กฎหมายกำหนด”  “อย่าอดใจไม่ไหวจนผิดเงื่อนไข” และ “อย่าไปหวังผลตอบแทนจนเกินงาม”

 

คำว่า “อย่าซื้อเกินที่กฎหมายกำหนด” หมายความว่า ให้ซื้อตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้ เช่น LTF ซื้อได้ 15% ไม่เกิน 500,000 บาท ส่วน RMF ก็ ซื้อได้ 15% ไม่เกิน 500,000 บาทแต่ต้องรวมคำนวณกับ กบข. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพและประกันแบบบำนาญด้วยนะครับ

 

ส่วนคำว่า “อย่าอดใจไม่ไหวจนผิดเงื่อนไข” นั้น ก็หมายความว่า อย่าทำผิดเงื่อนไขในการลดหย่อนภาษีที่กฎหมายเตือนไว้ เช่น LTF ต้องถือไว้เกินกว่า 5 ปีปฎิทิน ส่วน RMF ต้องซื้อติดต่อกันทุกปี โดยซื้อรวมกันทั้งปีไม่ต่ำกว่า 3% หรือ 5,000 บาท และต้องถือไว้เกินกว่า 5 ปี และผู้ถือต้องมีอายุเกิน 55 ปี ถึงจะสามารถขายได้ เพราะถ้าผิดเงื่อนไขขึ้นมารับประกันได้เลยครับว่า ลำบากแน่นอน (ไว้ถ้ามีโอกาสจะเขียนบทความให้อ่านกันครับ)

 

และสุดท้าย คือ คำว่า “อย่าไปหวังผลตอบแทนจนเกินงาม” นั่นคือ หลักความจริงที่ว่า เราไม่สามารถลงทุนเพื่อที่จะรับผลตอบแทนสูงสุดได้ทุกปี เนื่องจากปัจจัยหลายอย่าง ทั้งช่วงเวลาในการซื้อ จำนวนเงินที่ซื้อ รวมถึงปัจจัยต่างๆประกอบ เพราะเราทุกคนไม่มีใครรู้อนาคต จนต้องอดพูดไม่ได้ว่า “ถ้ารู้งี้.... ”  ใช่ไหมล่ะคร้าบ

 

ดังนั้นผมอยากแนะนำให้เลือกกองทุนที่ไว้ใจได้ ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอเป็นเวลานาน น่าจะดีกว่า เลือกดูผลตอบแทนย้อนหลังยาวๆ มากกว่าผลตอบแทนสูงสุดแค่ปีเดียว

 

ทีนี้หลังจากที่แนะนำกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ต่อมาก็ถึงเวลาที่จะมาแบ่งปันประสบการณ์ในการลงทุน LTF และ RMF เพื่อตัดภาษี มีเงินออมกับ TAXBugnoms ให้เพื่อนๆพี่ๆน้องๆ ฟังแล้วล่ะครับ ว่านายบักหนอมมีวิธีวางแผนการลงทุนแบบไหนและอย่างไร

 

taxbugnoms ltf cs5-01

 

 

ว่าด้วย...ประสบการณ์การลงทุน

ก่อนอื่น.. ขอเท้าความก่อนว่า ตอนช่วงเริ่มต้นทำงานแรกๆนั้นผมไม่เคยเห็นความสำคัญของการลงทุนใน LTF หรือ RMF เลยแม้แต่น้อย ใครบอกว่าดี ก็คิดแย้งอยู่ในใจว่ามันจะสักเท่าไรเชียว แต่พอเวลาผ่านไปสักพักเนี่ย ถึงมารู้ว่าผลตอบแทนที่ได้รับนั้นสูงมาก แถมยังประหยัดภาษีได้อีกด้วย ทีนี้ก็สนุกเลยครับ ใครว่ากองทุนไหนดีก็ซื้อตามเค้าไป

 

เมื่อมีประสบการณ์ในการลงทุน LTF และ RMF สักพัก เลยตั้งใจวางแผนการลงทุนของตัวเองขึ้นมาบ้าง ตั้งชื่อไว้ซะสวยหรูว่า กลยุทธ์วางแผนตัดภาษี มีเงินออม ยอมตั้งแต่หน้าประตู (เกี่ยวไรฟระ!!) ดังนี้คร้าบ

 

  1. ในแต่ละปี ต้องประมาณก่อนว่า “ปีนี้ตัวเองจะมีรายได้สักเท่าไร” อย่างตัวผมเองนี้มีรายได้หลายทาง ไม่ว่าจะเป็นงานประจำ งานเสริม งานบรรยาย งานขายของ ฯลฯ
  2. หลังจากนั้นผมจะเริ่มต้นลงทุนใน LTF ก่อนเป็นลำดับแรก เนื่องจากมองว่าตัวเองยังรับความเสี่ยงได้มาก และต้องการลงทุนในระยะ 3-5 ปี โดยจะแบ่งซื้อแบบเฉลี่ยเท่ากันทุกเดือน (Dollar Cost Average) ในสัดส่วน 15% ของรายได้ที่เป็นงานประจำ หลังจากนั้นเมื่อมีรายได้เพิ่มจากงานไม่ประจำทั้งหลาย ผมจะทยอยซื้อในสัดส่วน 10-15% หลังจากที่ได้รับเงินในทุกๆครั้ง เรียกได้ว่า ลงทุนก่อนใช้ เพราะไม่งั้นเดี๋ยวจะหมดเสียก่อน (ฮา)
  3. หลังจากนั้น ค่อยมาซื้อเพิ่มเติมที่ RMF โดยเน้นไปที่กองทุน RMF ที่ลงทุนในตราสารทุนและตราสารหนี้เป็นหลัก ในช่วงแรกเงินลงทุนส่วนของ RMF นี้จะค่อนข้างน้อย (ประมาณ 5% ของรายได้ทั้งปี) แต่หลังจากนั้นผมจะทยอยปรับสัดส่วนการลงทุนให้มากขึ้น ซึ่งเป็นไปตามสัดส่วนของรายได้ที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน ปัจจุบันซื้อประมาณ 10% ของรายได้ทั้งปีครับ
  4. โดยหลักการซื้อ LTF และ RMF ที่ผมใช้คือ “อย่าซื้อเกินที่กฎหมายกำหนด” เช่น สมมติว่าปีนึงผมซื้อ LTF กับ RMF ได้สูงสุด 160,000 บาท ผมจะซื้อเพียงแค่ 150,000 บาทเท่านั้น เพราะป้องกันไม่ให้เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด
  5. เลือกกองทุนที่นโยบาย และผลตอบแทนย้อนหลังที่ดีในระยะยะยาว เมื่อลงทุนแล้ว ผมจะไม่ค่อยเข้าไปดูการเคลื่อนไหวของกองทุนนั้นๆ บ่อยๆครับ เรียกง่ายๆว่าขี้เกียจนั่นเอง พอซื้อแล้วก็ถือว่าซื้อเลย มอบหมายให้กองทุนเค้ามีหน้าที่ดูแลแทนเรา ปีนึงดูอย่างมากสัก 3 - 4 ครั้ง ก็เพียงพอแล้ว เพื่อปรับพอร์ทไม่ให้มีปัญหากับเงื่อนไขทางภาษีหรือเช็คดูว่าจะลงทุนในกองทุนใดเพิ่มเติมบ้าง

 

และทั้งหมดนี้คือวิธีการลงทุนแบบง่ายๆในสไตล์ TAXBugnoms ครับ ทีนี้ขอเล่าให้ฟังเพิ่มเติมในประเด็นภาษีที่คนลงทุนกองทุนรวม LTF, RMF และ กองทุนรวมอื่นๆ ที่ทุกคนควรรู้ ว่ามีเรื่องอะไรบ้างครับ

ภาษีกับการลงทุนในกองทุนรวม

 

สำหรับบุคคลธรรมดาอย่างเราๆนั้น จะมีเรื่อง “ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา” ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในกองทุนรวมอยู่ 2 ส่วน คือ ”กำไรจากการขายหน่วยลงทุน” และ “เงินปันผล”

  1. กำไรจากการขายหน่วยลงทุนนั้น หรือ ส่วนเกินจากการลงทุน จะได้รับยกเว้น “ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา” อยู่แล้วครับ แต่ถ้าเป็นกองทุนรวม “LTF” และ “RMF” จะได้รับยกเว้นภาษีในส่วนนี้ก็ต่อเมื่อได้ปฎิบัติตามเงื่อนไขทางภาษีได้อย่างถูกต้อง แต่ถ้าผิดขึ้นมาแล้วล่ะก็ จะถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย 3% จากกำไรจากการขายหน่วยลงทุนทันที โดยที่ไม่มีข้อแม้ใดๆเลยครับ (ถึงย้ำนักย้ำหนาว่าอย่าผิดเงื่อนไขยังไงล่ะคร้าบ)
  2. เงินปันผล สำหรับกองทุนที่มีการจ่ายเงินปันผล ถ้าเราเลือกให้ทางกองทุนหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ในอัตราร้อยละ 10 ตอนที่จ่ายเงินปันผลแล้ว เราจะได้สิทธิ์ไม่ต้องนำเงินปันผลที่ได้ไปคำนวณรวมกับรายได้อื่นๆ เพื่อเสียภาษีตอนปลายปีอีกด้วยครับ (แต่ถ้าใครไม่ยอมให้หักภาษี ณ ที่จ่ายตอนจ่ายเงินปันผลแล้วล่ะก็ ต้องเอาไปรวมคำนวณรวมรายได้ด้วยนะคร้าบ

 

ทีนี้ปัญหาก็มีอยู่ว่า .. เอ๊ะ แล้วแบบนี้เราจะยอมให้หักดีหรือไม่หักดีละเนี่ยย ขอแนะนำวิธีการพิจารณาดังนี้ครับ

  • ถ้าไม่มีรายได้อื่น มีเพียงรายได้จากการลงทุนในกองทุนรวมเพียงอย่างเดียว และไม่เกิน 150,000 บาทต่อปี อันนี้แนะนำว่าไม่ต้องให้หักครับ
  • ถ้ามี&#