1. พิจารณา "รูปแบบธุรกิจ" ก่อนเลือกใช้เป็นค่าใช้จ่าย

- กรณี "บุคคลธรรมดา" ต้องเช็คก่อนว่าธุรกิจของคุณเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบไหน ถ้าหากเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา แปลว่าธุรกิจของคุณไม่สามารถใช้ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ได้ครับ เพราะมันถูกคิดในอัตราเหมาไปหมดแล้ว ดังนั้นคุณต้องเลือกใช้วิธีการหักค่าใช้จ่ายตามจริงเท่านั้นถ้าหากต้องการจะใช้ค่าใช้จ่ายส่วนนี้เป็นค่าใช้จ่ายธุรกิจ

สำหรับธุรกิจที่เป็นนิติบุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัทต่างๆ คุณสามารถใช้เป็นรายจ่ายได้ หากมีหลักฐาน และทำตามขั้นตอนที่บอกในหน้าต่อไปครับ


2. คนที่จ่าย กำหนดเอกสารหลักฐานที่ต้องท

ถ้าหากคุณผ่านขั้นตอนแรกมาได้ สิ่งที่คุณต้องถามตัวเองต่อไป คือ รายจ่ายนั้นมาจากไหน และใครเป็นผู้จ่าย

ถ้าคุณเป็นบุคคลธรรมดาที่หักค่าใช้จ่ายตามจริง คุณทำหน้าที่เพียงแค่เก็บหลักฐานการจ่ายเงินในชื่อคุณเท่านั้น ก็จบแล้วครับผม

แต่ถ้าเป็นรูปแบบนิติบุคคลอย่างบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน สิ่งที่ต้องถามคือ การจ่ายเงินนั้นเป็นการจ่ายแบบไหน?

ถ้าหากเป็นการจ่ายบัตรเครดิตหรือผ่านบัญชีของบริษัท คุณไม่ต้องกังวลใดๆ เพราะสามารถตรวจสอบได้ แต่ถ้าหากเป็นการจ่ายผ่านบัตรเครดิตของลูกจ้าง หรือกรรมการ สิ่งที่คุณต้องจัดการมีดังนี้

-- ดาวน์โหลดเอกสาร หลักฐานการจ่ายจากระบบที่เกี่ยวข้องของแต่ละ Platform เช่น Ads Manager ของ Facebook เพื่อสรุปยอดค่าใช้จ่ายออกมาจากระบบ

--- ทำสรุปรายการเบิกจ่ายโดยอ้างอิงจากหลักฐานในการจ่ายเงินของผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น Statement บัตรเครดิตของกรรมการ ร่วมด้วยการทำเอกสารเบิกจ่ายระบุให้ชัดเจนว่าจ่ายค่าอะไร เพืออะไร และได้รับการอนุมัติให้จ่ายตามนโยบายของธุรกิจ

-- สรุปเอกสารในใบสำคัญจ่าย พร้อมหลักฐานการโอนเงินให้ผู้ที่จ่ายค่าโฆษณาล่วงหน้า (Advance) พร้อมกับลายเซ็นว่าได้รับเงินครบถ้วนตามที่จ่าย

เอกสารเหล่านี้คือสิ่งพิสูจน์การจ่ายของบริษัท และถ้าจะให้ดี คุณควรวางแผนโดยการแยกแคมเปญและเรื่องราวของโฆษณาให้ชัดเจนไปพร้อมๆกัน เพื่อที่จะได้สามารถเป็นค่าใช้จ่ายของธุรกิจได้ 100% ครับ


3. เรื่องของภาษีมูลค่าเพิ่มควรระวัง

การจ่ายค่าโฆษณาสำหรับกรณีออนไลน์ทั้งหมดนั้น ไม่อยู่ในขอบข่ายที่ต้องหักภาษี ณ ทีจ่ายและนำส่งไว้ เนื่องจากปัจจุบันกฎหมายยังไม่มีการกำหนดไว้

แต่สำหรับภาษีมูลค่าเพิ่มนั้นถือว่าเป็นการใช้บริการในประเทศไทย อยู่ในขอบข่ายที่ต้องนำส่งตามกฎหมาย โดยทาง ผู้จ่ายเงินค่าโฆษณาในประเทศไทย มีหน้าที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มแทน

ดังนั้น เจ้าของธุรกิจต้องทำการยื่นแบบ ภ.พ. 36 ทุกเดือนที่มีการจ่ายเงินค่าโฆษณา และนำส่งค่าภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 7% จากยอดค่าโฆษณาที่จ่ายให้แก่กรมสรรพากรภายในวันที่ 7 เดือนถัดไป และภาษีที่จ่ายไปนั้นสามารถใช้เป็นภาษีซื้อของธุรกิจได้อีกด้วยครับ (กรณีที่ธุรกิจจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม)

อย่างไรก็ดี กำลังจะมีกฎหมาย E-Business มาปรับใช้ตรงนี้ให้สะดวกขึ้น ซึ่งต้องติดตามกันต่อไปครับ


ติดตามความรู้เรื่องภาษีสำหรับคนทำธุรกิจได้ที่แฟนเพจ พรี่หนอมสอนภาษีธุรกิจ หรือกดเพิ่มเพื่อนได้ที่ Line @BizTaxThai หรือคลิกที่ลิงค์
https://line.me/ti/p/@biztaxthai ครับ

#ค่าโฆษณา #Facebook #Google #Line
#หลักฐานการจ่ายเงิน #ค่าใช้จ่ายธุรกิจ
#ภาษีมูลค่าเพิ่ม #ภาษีเงินได้
#พรี่หนอมสอนภาษีธุรกิจ