วิธีวัดผลความสำเร็จทางการเงินการลงทุนง่ายๆ สไตล์มือใหม่


ถ้าเราสังเกตพฤติกรรมของผู้ที่ประสบความสำเร็จทางการเงินและการลงทุน หรือบรรดามหาเทพชั้นเซียนแล้ว เขาอาจจะไม่ได้มองแค่ว่าเขาจะลงทุนอะไร ลงทุนด้วยเงินเท่าไหร่เท่านั้น แต่สิ่งที่สำคัญมากๆ อีกเรื่องหนึ่งที่คนทั่วไปมักจะขี้เกียจ นั้นก็คือการวัดความสำเร็จของเป้าหมายรวมถึงพฤติกรรมตัวเองที่กำลังเป็นความเสี่ยง


สำหรับตัวผมเองนี่ก็จะวัดอยู่ตลอดเวลานะครับ ดูหลายด้านมากๆ และก็ทำอะไรที่ไม่ยากด้วย ทุกเดือนผมจะเอารายรับ รายจ่ายของตัวเองมาบันทึกไว้ใน Excel แล้วแบ่งประเภทค่าใช้จ่ายต่างๆ  รวมถึงพอร์ตการลงทุนและสิ่งแวดล้อมที่เราควรตระหนักด้วย ผมมีตัวอย่างให้ดังนี้ครับ


1. ความสำเร็จในการบริหารเงิน : สำรวจรายจ่ายของตัวเองตลอด


ส่วนใหญ่ผมจะให้ความสำคัญของรายจ่ายมากกว่ารายได้นะ ผมทำงานกึ่งฟรีแลนซ์ มีเงินบางส่วนมาอย่างสม่ำเสมอ บางส่วนแล้วแต่โอกาส ก็เลยจะต้องดูว่ารายจ่ายในแต่ละเดือนเป็นอย่างไร 


ซึ่งรายจ่ายหลักๆ ของผมคือ 


1) รายจ่ายในชีวิตประจำวัน ตรงนี้ผมจะค่อนข้างควบคุมตัวเองมาก ถ้าจะกินหรูก็กินได้ แต่อย่ากินทุกวันจนค่าใช้จ่ายตรงนี้เยอะจนติดเป็นนิสัยการใช้เงิน การเพิ่มค่าใช้จ่ายมันง่าย แต่ลดน่ะยากมาก


2) รายจ่ายพิเศษ รายจ่ายนานๆ ที พวกไปเที่ยวต่างประเทศ จ่ายเพื่อซื้อเครื่องเกมส์ ทีวี ฯลฯ พวกนี้ผมจะจัดสรรเมื่อผมมีเงินเหลือเยอะระดับนึงแล้วค่อยใช้ จะไม่ใช่แนว รูดๆ ไปก่อน เดี๋ยวค่อยคิดว่าจะหาเงินมาจ่ายที่หลังยังไง อันนี้กลัวเครียดครับ


3) รายจ่าย (เงินออม) เพื่ออนาคต เดิมทีผมคิดว่าจะวางแผนเกษียณหรือสร้างอนาคตจะต้องมีเงินออมก่อน แต่ช่วงหลังผมเปลี่ยนความคิดไปเยอะ แล้วมองว่ามันคือ “ค่าใช้จ่าย” เพื่อสร้างความมั่งคั่งพื้นฐานในอนาคต เช่น จ่ายค่าประกัน จ่ายเพื่อการลงทุน (ถ้าไม่จ่ายตอนนี้ อนาคตไม่มีกิน) และค่อยต่อยอดด้วย “การออม” เพื่อสร้างฐานะให้ดีขึ้นตามไลฟ์สไตล์ที่เราอยากเป็น


รายจ่ายเหล่านี้ผมวัดผลตลอดนะ ถ้าช่วงไหนใช้เงินเริ่มเปลือง ผมต้องดูแล้วว่าจะแก้ปัญหาตัวเองยังไง เช่น ปกติยอดค่าใช้จ่ายเดือนละ 15,000 - 20,000 อยู่ๆ กระโดดไป 50,000 ต้องเช็คล่ะว่าเราไปทำอะไรมา แล้วควรจ่ายมันต่อไหม


2. ความสำเร็จในการสร้างรายได้ : รายได้ควรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ


คงไม่มีใครที่อยากจะมีรายได้ลดลงใช่ไหมครับ เพราะแต่ละวันค่าครองชีพมีแต่แนวโน้มจะแพงขึ้น การมีรายได้ลดลงเนี่ยอาจจะทำให้กลุ้มใจได้ ในสมัยที่ผมทำงานประจำ ก็ต้องคิดเสมอว่าจะทำอย่างไรให้รายได้เพิ่ม ซึ่งถ้าใครทำงานในองค์กรใหญ่ๆ เขาจะมีการวัด KPI อยู่แล้ว หากเราทำงาน มีผลงานและประสบการณ์ทำงานมากขึ้น โอกาสได้เงินเดือนเพิ่มก็เยอะครับ แต่อย่างว่านะครับในแต่ละองค์กรนั้นมักจะมีการจัดการต่างกัน บางทีเราอาจจะเก่งแต่ยังไม่ถึงเวลาที่ในการปรับเงินเดือน ก็อย่าลืมตั้งใจทำงานต่อไปนะครับ ลองหาลู่ทางดูเพราะเชื่อว่ายังมีอีกหลายองค์กรที่ยังมองเห็นความสามารถของเราอยู่เหมือนกัน


สำหรับการทำงาน Freelance ก็ต้องตั้งเป้าหมายเหมือนกันในเรื่องรายได้ ในช่วงปีแรกๆอาจจะยังไม่มีใครรู้จักเราเยอะ แต่ถ้าเราสร้างชื่อเสียงมากขึ้น มันย่อมมีงานมากขึ้น สามารถเพิ่มค่าตัวให้ตัวเองได้มากขึ้นเช่นกันนะครับ


จุดนี้ผมจะวัดผลเสมอๆ ว่าผมรับงานในแต่ละปีแค่ไหน ปีต่อไปก็จะตั้งเป้าให้สูงขึ้น ต้องสร้างผลงานมากขึ้น ลูกค้าต้องรู้จักเรามากขึ้น


3. ความสำรวจเสี่ยงต้องระวัง เพื่อไม่ให้กระทบการเงิน


ความเสี่ยงเป็นเรื่องที่สำคัญในชีวิตมากเพราะมันส่งผลกระทบทางด้านการเงินสูง ความเสี่ยงจริงๆมีหลายรูปแบบซึ่งผมจะมองกว้างๆ เอาไว้และหาทางป้องกัน ส่วนนี้ผมจะวัดผลในเชิงการคาดการของตัวผมเองว่าจะเกิดผลอย่างไร แล้วมันจะเป็นอย่างไรต่อ เช่น


ความเสี่ยงจากพฤติกรรมการใช้เงิน เช่น ถ้ารายได้ผันผวน แล้วเรากำลังต้องก่อหนี้ก้อนใหญ่ๆ ที่จำเป็น ซึ่งมีโอกาสทำให้เราช็อตเงินได้ เราจะต้องจัดการอย่างไร เพิ่มรายรับไหม? ลดรายจ่ายไหม? เลื่อนการก่อนหนี้ดีไหม? แล้วผมจะปรับพฤติกรรมตัวเองแล้ววัดอีกทีว่าพอไหว


ความเสี่ยงที่ไม่คาดฝัน เช่น โอกาสเจ็บป่วยแล้วทำงานไม่ได้จะจัดการอย่างไร พ่อแม่แก่แล้วถ้าเราเป็นอะไรไปจะต้องแก้ปัญหาอย่างไร ตรงนี้ก็จะกลับมาในเรื่องของประกันความเสี่ยงต่างๆ 


ความเสี่ยงนั้นมีเพิ่มได้ก็มีลดได้นะครับ ถ้าภาระเราลดลงก็ลองดูว่าจะวัดผลในเชิงความเสี่ยงเพื่อปรับลดค่าใช้จ่ายในการป้องกันความเสี่ยงอย่างไร


(อย่าลืมเปรียบเทียบประกันที่ ej-fin.com ก่อนซื้อประกันนะครับ)



4. ความสำเร็จในการลงทุน : การลงทุนต้องงอกเงย


แต่ละเดือนแต่ละปีถ้าเราจัดการเรื่องรายรับรายจ่ายและบริหารเงินทองได้ รายได้เพิ่ม รายจ่ายควบคุมได้ ยังไงต้องมีเงินออมเพิ่มออกมาแน่ๆ ซึ่งเราสามารถนำมาลงทุนต่อยอดความมั่งคั่งให้กับตัวเองครับ


ผมจะตั้งเป้าหมายเสมอครับ สิ่งแรกเลยคือเงินออม ผมแบ่งเป้าหมายการเก็บเงินในระยะสั้นและระยะยาว


  • วัดผลการสร้างวินัยในเป้าหมายระยะสั้น ผมจะดูว่าแต่ละเดือนแต่ละปีจะต้องออมเพิ่มขึ้นอย่างไร ผมมีอะไรมากขึ้นมาบ้างจากเวลาที่ผ่านมา  ในส่วนของเงินออมที่จะนำมาลงทุน ปีนี้เริ่ม DCA ที่ 1,000 บาท ปีต่อไปเงินเดือนขึ้น ผมจะซื้อมากขึ้นเป็น 2,000 บาท 5,000 บาทดีไหม เพราะฉะนั้นแล้วเงินทุนที่ผมนำไปลงทุนต่อปีมันจะต้องเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่นกันครับ ซึ่งถ้าวัดผลแล้วเราทำได้ มันก็เยี่ยมไปเลย


  • วัดผลเป้าหมายในระยะยาว เช่น ต้องมี 1 ล้านแรกให้ได้ หรือ จะต้องมี 10 ล้านให้สามารถใช้ในยามเกษียณได้อย่างไม่ลำบาก ในการวางแผนนี้มันจะสอดคล้องกับระยะสั้นด้วยนะครับว่า ว่าต้องเก็บเงินต่อเดือนในเวลานั้นเท่าไหร่และเพิ่มขึ้นอย่างไร ความเสี่ยงและผลตอบแทนต้องเป็นอย่างไรครับ หลังจากการวัดผลแล้วผมจะเอาสิ่งที่ได้มาดูว่าผมสามารถเพิ่มเติมอะไรให้ดีขึ้นได้


โดยปกติผมจะพยายามทำให้แต่ละปีผมมีเงินเก็บมากขึ้นเรื่อยๆนะครับ เพราะตัวเราเองทำงานไป มีประสบการณ์ รายได้ก็ควรจะมากขึ้นตาม แต่ก็มีบางกรณีที่เราตั้งเป้าหมายการเก็บเงินลดลงได้ กรณีเราเจอเรื่องอื่นๆที่มีเป้าหมายสำคัญไม่แพ้กัน เช่น เป้าหมายในการเก็บเงินดูแลลูก เป้าหมายในการผ่อนบ้านสร้างครอบครัว แต่ผมจะไม่ค่อยลดเป้าหมายเงินออมของตัวเอง เช่น ต้องใช้เงินไปเที่ยวหรูหรา ซื้อของแพงๆ ใช้  ต้องเปย์เด็ก หรือไปสร้างภาระอะไรที่ไม่จำเป็นจนทำให้เราต้องเอาเงินจากเป้าหมายเสำคัญของเราไปใช้ครับ


นอกจากเงินออมแล้ว ผมเองก็จะต้องวัดผลในเรื่องการลงทุนด้วย การวัดผลในการลงทุนนั้น ผมจะดู 2 ส่วน ได้แก้


  • การวัดผลของพอร์ตการลงทุนตัวเอง: เมื่อลงทุนไปเราจะต้องกำไรครับ ถ้ายิ่งลงทุนและขาดทุน การวัดผลจะบอกว่าเรากำลังมีปัญหาแล้ว ต้องดูว่าเราได้เลือกทรัพย์สินได้อย่างถูกต้องหรือเปล่า หรือ ถูกต้องแล้วแต่เวลายังไม่เอื้ออำนวยในการเติบโต ซึ่งพอวัดผลแล้วมันจะทำให้เราได้รู้ว่าเราจะต้องปรับในส่วนไหนครับ ถ้าเราเห็นว่าพอร์ตการลงทุนเราเติบโตในระยะยาว มีเงินปันผลมากขึ้น ก็มีความสุขถูกไหม


  • การวัดผลของหุ้นที่เราลงทุน: มีความเป็นไปได้เสมอครับถ้าเราเลือกลงทุนในหุ้นที่เราชื่นชอบ และเราศึกษาคุณภาพของหุ้นตัวนั้นๆแล้วมันดี๊ดี แต่พอท้ายสุดแล้วอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงในเชิงพื้นฐานในเวลาต่อมาก็ได้ เราก็ต้องติดตามวัดผลในเรื่องเหล่านี้ด้วยนะครับ


เชื่อผมเถอะว่าการวัดผลมันทำให้ชีวิตเราดีขึ้นได้แน่ๆ อย่างน้อยก็รู้ว่าเรากำลังเดินไปในที่ทิศทางที่เติบโตขึ้นหรือเปล่า แต่ถ้าใครเช็คอย่างละเอียด เราจะสามารถวิเคราะห์พฤติกรรมต่างๆของตัวเอง ความเสี่ยง แนวทางการตัดสินใจว่าชีวิตเราควรจะเดินไปทางไหน อย่าการวัดผลทางการเงินการลงทุนของตัวเองนะครับ