สงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน ไม่ใช่เรื่องใหม่ และไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก เกิดขึ้นบ่อยแล้ว แต่นี่เป็นการตอบโต้ทางการค้าระหว่างประเทศครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ บางคนบอกเรื่องนี้ไกลตัว ไม่ไกลตัวนะครับ มาดูตลาดนำเข้า-ส่งอออกของไทยก่อนดีกว่า เกี่ยวข้องกับเขายังไงนะ

ตลาดส่งออกหลักของไทย คือ อาเซียน ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และอื่นๆ เห็นแล้วนะครับ สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศหลัก ที่เราส่งออกสินค้าไป อะไรที่กระทบกับสหรัฐฯ ย่อมกระทบกับเราเช่นกัน

ส่วนตลาดนำเข้าของไทย คือ จีน ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา มาเลเซีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เกาหลีใต้ ไต้หวัน อินโดนีเซีย สิงคโปร์  เยอรมนี และประเทศอื่นๆ เห็นไหมครับ จีนมาประเทศแรกเลย

ปูพื้นกันนิดนึง เมื่อ 10 พฤษภาคมที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา Donald Trump ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าจากจีน 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 6.39 ล้านล้านบาท เดิมเก็บภาษี 10% เพิ่มเป็น 25% ฝ่ายจีนเองก็ตอบโต้การเพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐอเมริกา 60,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ เป็น 25% เช่นกัน

ทีนี้ สงครามการค้าส่งผลกระทบกับเรายังไงบ้าง ไปดูตัวเลขกันดีกว่า คุณพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ระบุว่า ภาษีสินค้าจีนมูลค่า 200,000 ล้านเหรียญสหรัฐ อาจส่งผลให้มูลค่าส่งออกของไทยลดลงประมาณ 5,600 - 6,700 ล้านเหรียญสหรัฐ เนื่องจากสินค้าที่ประกาศขึ้นภาษีนั้นครอบคลุมรายการที่ไทยส่งออกไปประเทศต่างๆ ราว 46%

ในอีกด้านหนึ่ง ขณะที่ทั้งสองฝ่ายขึ้นภาษีสินค้ากันอยู่ ไทยอาจเติมเต็มในสถานะนี้แทน คืออาจเสนอขายสินค้าประเภทเดียวกันเพื่อไปอุดช่องว่างได้ทั้งสองแหล่ง แต่ประเด็นที่สำคัญที่คนค่อนข้างเป็นห่วงคือความผันผวนหรืออัตราแลกเปลี่ยนที่ขึ้นๆ ลงๆ ซึ่งเป็นผลกระทบที่ได้จากสงครามการค้าจีน - สหรัฐฯ นั่นเอง

สำหรับผู้ประกอบการ นักธุรกิจที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจนำเข้า-ส่งออกระหว่างประเทศอยู่ ท่านสามารถฝากความหวังไว้ที่  FX Options ได้ มันคืออะไร ? มันคือการประกันค่าเงินนั่นเอง

“การประกันค่าเงิน” นี้ ช่วยปกป้องผู้ที่ซื้อประกัน เพื่อที่คุณจะสามารถล็อกอัตราแลกเปลี่ยนของค่าเงินไว้ล่วงหน้าได้ ตั้งแต่วันนี้เพื่อการซื้อหรือการขายเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ในอนาคต ขณะเดียวกัน มันก็ช่วยเปิดโอกาสซึ่งเป็นทางเลือกให้แก่ผู้ซื้อประกันด้วยว่าจะใช้สิทธิ์ซื้อขายเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ตามอัตราแลกเปลี่ยนที่ล็อกไว้หรือไม่ก็ได้ ไม่มีภาระผูกพัน

พูดให้ฟังง่ายๆ ก็คือ สมมติว่า ในวันที่ 1 มิถุนายน อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ คุณส่งออกสินค้ามูลค่า 50,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ดังนั้น มูลค่าส่งออกเมื่อคิดเป็นเงินบาท  ณ วันที่ 1 มิถุนายน จะเท่ากับ 33 x 50,000 = 1,650,000 บาท

แต่คุณจะได้รับเงินในวันที่ 30 มิถุนายน ซึ่งไม่รู้ว่าอัตราแลกเปลี่ยนจะอยู่ที่เท่าใด แถมยังมีปัจจัยสถานการณ์ทางการค้าระหว่างประเทศขึ้นมา เกิดเงินบาทแข็งค่า แทนที่จะได้กำไร คุณอาจจะขาดทุนได้ คุณก็เลยไปทำประกันค่าเงิน เสียค่าธรรมเนียมอยู่ที่ 10,000 บาท คิดง่ายๆ  ออกมาดังนี้

อัตราแลกเปลี่ยน 33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ  x 50,000 (มูลค่าสินค้าที่คุณขาย) = เงินที่คุณจะได้ - ค่าธรรมเนียม = เงินที่คุณจะได้หลังหักค่าธรรมเนียม

33 x 50,000 = 1,650,000 บาท - 10,000 บาท (ค่าธรรมเนียมประกันค่าเงิน)
= 1,640,000 บาท 

กรณี A 

(คุณทำประกันค่าเงินไว้ แต่ค่าเงินเสถียร ไม่ผันผวน)

ถ้าสมมติว่า พอถึงวันที่ 30 มิถุนายน ค่าเงินบาทยังอยู่ที่ 33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ แต่คุณซื้อประกันเพื่อปกป้องรายได้ไม่ให้ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินบาท คุณก็เสียเงิน 10,000 บาท เป็นค่าธรรมเนียมสำหรับค่าคุ้มครองความเสี่ยงนะครับ 

ซึ่งกรณีนี้คุณสามารถเลือกที่จะใช้สิทธิ์หรือไม่ใช้สิทธิ์ขายเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ตามอัตราแลกเปลี่ยนที่ล็อกไว้ที่ 33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ หรือไม่ก็ได้ เพราะจำนวนเงินที่คุณจะได้รับไม่แตกต่างกัน

33 (อัตราแลกเปลี่ยน) x 50,000 (มูลค่าสินค้าคุณ) = 1,650,000 - 10,000 (ค่าธรรมเนียม) = 1,640,000 บาท

กรณี B

(คุณไม่ได้ทำประกันค่าเงินไว้ บังเอิญว่าค่าเงินผันผวน)

ถ้าสมมติว่า พอถึงวันที่ 30 มิถุนายน ซึ่งเป็นวันที่คุณจะได้รับเงิน เงินบาทแข็งค่าไปอยู่ที่ 32 บาทดอลลาร์สหรัฐฯ แต่คุณไม่ได้ทำประกันค่าเงินไว้ คุณจะสูญเงินไป 50,000 บาท

เงินที่คุณคาดว่าจะได้รับ เมื่อส่งออก ณ วันที่ 1 มิถุนายน เท่ากับ 33 x 50,000 = 1,650,000 บาท

แต่ค่าเงินดันผันผวน ในวันที่ 30 มิถุนายน เงินบาทแข็งค่ามาอยู่ที่ 32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ คุณจะได้รับเงิน = 32 x 50,000 = 1,600,000 บาท

แต่หากคุณทำประกันค่าเงินไว้ โดยล็อกอัตราแลกเปลี่ยนไว้ที่ 33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ และเสียค่าธรรมเนียม 10,000 บาท คุณจะได้รับเงิน 1,640,000 บาท ซึ่งมากกว่ากรณีที่ไม่ทำประกันค่าเงิน ถึง 40,000 บาท

กรณี C 

(คุณทำประกันค่าเงินไว้ บังเอิญว่าค่าเงินผันผวน ก็มันอยู่ในช่วงสงครามการค้านี่นะ)

ถ้าสมมติว่า พอถึงวันที่ 30 มิถุนายน บังเอิญค่าเงินผันผวน เงินบาทอ่อนค่าเป็น 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งดีกว่าอัตราแลกเปลี่ยนที่คุณล็อกไว้ที่   33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ  เพราะแลกเป็นเงินบาทได้มากกว่า 

คุณก็สามารถเลือกที่จะไม่ใช้สิทธิ์ขายเงิน 50,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ตามที่ทำประกันค่าเงินที่ไว้  โดยนำไปขายที่เรทตลาดคือ 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ แทน ซึ่งคุณจะได้รับเงิน 34 x 50,000 = 1,700,000 บาท  แต่คุณเสียค่าธรรมเนียมในการทำประกันค่าเงิน 10,000 บาท ซึ่งเมื่อหักค่าธรรมเนียมออก คุณจะได้รับเงินบาทสุทธิเท่ากับ 1,690,000 บาท

กรณีนี้ก็ง่ายๆ ครับ คุณเสียแค่ค่าธรรมเนียมเท่านั้น ไม่ได้สูญเงินจากความผันผวนของค่าเงินแต่อย่างใด 

ทีนี้ ทางธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว. ) Exim Bank  สมาคมธนาคารไทย และธนาคารพาณิชย์ 8 แห่ง คือ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ธนาคารทหารไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ และธนาคารยูโอบี

จัดอมรมฟรี ให้กับผู้สนใจเรียนรู้เกี่ยวกับการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน โดยจัดเป็น  “โครงการบริหารความเสี่ยง FX ของ SMEs ระยะที่ 2”  พัฒนาหลักสูตรในรูปแบบ e-learning

โดยสถาบันธนาคารไทยพร้อมกับมอบวงเงินค่าธรรมเนียมในจำนวน 50,000 บาทต่อกิจการ ให้แก่ผู้เข้าอบรมที่มีคุณสมบัติตรงตามที่ระบุด้วย เพื่อนำไปใช้ทดลองซื้อประกันค่าเงิน หรือ FX Options ซึ่งครอบคลุมมูลค่าการส่งออก-นำเข้า ราว 70,000 - 200,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งขึ้นอยู่กับประเภทของ options และอายุสัญญาโดยสามารถใช้วงเงินดังกล่าวซื้อประกันค่าเงินกับธนาคารพาณิชย์ที่เข้าร่วมโครงการทั้ง 8 แห่ง

ผู้ที่มีสิทธิ์ได้รับวงเงินค่าธรรมเนียมมีคุณสมบัติ ดังนี้

1. เป็นผู้ที่มีกิจการเป็นสมาชิก สสว. หากยังไม่เป็นสมาชิกสามารถสมัครสมาชิกได้ที่ www.sme.go.th

2. เป็นผู้ส่งออก/ นำเข้าที่มีรายได้ในปี 2559 หรือ 2560 ไม่เกิน 400 ล้านบาท และ

3. ผู้เข้าอบรมจะต้องเป็นเจ้าของกิจการหรือผู้บริหารสูงสุดด้านการเงินหรือเจ้าหน้าที่การเงินที่ทำธุรกรรมกับธนาคาร 

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการจะต้องอบรม e-Learning ภายในวันที่ 20 กันยายน ถึงมีสิทธิ์ได้รับวงเงินค่าธรรมเนียม   สำหรับผู้สนใจที่ต้องการเข้าอบรมฟรีผ่านระบบ e-Learning ยังสามารถทำได้หลังจากวันที่ 20 กันยายนจนถึงธันวาคม 2562 เพียงแต่จะไม่ได้รับสิทธิ์ในการได้รับวงเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าว

อย่ารีรออีกต่อไป  ลงทะเบียนอบรมฟรีได้ทันที เพียงสแกน QR Code  หรือเข้าไปที่เว็บไซต์

http://www.exim.go.th/th/FxOption/fxRegExim.aspx

ที่มา 

BBC 
ประชาชาติธุรกิจ
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
การค้าไทย

บทความนี้เป็น Advertorial