สำหรับคนที่ทำธุรกิจขายของออนไลน์ในปีนี้ คงจะมีเหตุการณ์ที่ทำให้รู้สึกหวั่นใจ ตั้งแต่ได้ยินข่าว เรื่องธนาคารส่งข้อมูลให้กรมสรรพากร ไปจนถึงแนวทางการตรวจสอบเรื่องภาษีขายของออนไลน์อะไรมากมายที่ตามมา เอาเป็นว่าบทความนี้ถือเป็นบทความส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2019 ของเพจ พรี่หนอมสอนภาษีธุรกิจ ที่จะทำให้คุณรู้ซึ้งถึงการวางแผนและจัดการภาษีขายของออนไลน์อย่างแท้จริงครับ

ประเด็นแรกที่สำคัญ นั่นคือ เราต้องล้างความเข้าใจผิดเรื่องของธนาคารส่งข้อมูลให้กับกรมสรรพากรก่อนว่า แนวทางและหลักการของการส่งนั้นมันเป็นแบบไหน ยังไงบ้าง? โดยเริ่มกันที่คำถามแรกก่อนเลยดีกว่าว่า คนที่มีหน้าที่ส่งคือใคร ส่งข้อมูลอะไรแบบไหน ยังไงบ้าง ? มันจะใช่แค่ธนาคารคนเดียวหรือเปล่านะ

ใครมีหน้าที่ส่งข้อมูลให้กรมสรรพากร
ส่งแบบไหน ยังไง ส่งแล้วจะตรวจไหม?

ร่างกฎหมายฉบับใหม่นี้กำหนดให้ผู้มีหน้าที่ส่งข้อมูลให้กับกรมสรรพากรมี 3 คน ได้แก่ ธนาคาร สถาบันการเงิน และผู้ให้บริการอิเล็กทรอนิคส์เป็นคนส่งข้อมูล โดยแยกออกเป็นรายบุคคล (ทุกบัญชี) ตามแต่ละผู้ให้บริการ และไม่ได้เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกัน

โดยธุรกรรมที่เข้าข่ายลักษณะเฉพาะที่ต้องส่งนั้น มี 2 ประเภท คือ 

  • ยอดเงินเข้าบัญชีตั้งแต่ 3,000 ครั้งขึ้นไป (ไม่สนใจจำนวนเงิน) 
  • ยอดเงินเข้าบัญชีตั้งแต่ 400 ครั้งขึ้นไป และยอดเงินรวม 2 ล้านบาท (ต้องเข้าทั้งสองเงื่อนไข)

สำหรับข้อมูลที่ส่ง ได้แก่ เลขบัตรประชาชน ชื่อ นามสกุล จำนวนครั้ง และจำนวนเงิน และส่งไปให้กับกรมสรรพากร เพื่อให้สรรพากรใช้วิเคราะห์ข้อมูลและพฤติกรรมผู้เสียภาษีแต่ไม่ใช่เอาไปจัดเก็บภาษีเลยทันที เกณฑ์นี้เป็นเพียงแค่เกณฑ์หนึ่งในอีกหลายๆเกณฑ์ที่จะนำไปใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อให้พัฒนาการให้บริการของกรมสรรพากรได้ดีขึ้น

แต่ทีนี้ถ้าหากกรมสรรพากรไปตรวจสอบร่วมกับข้อมูลอื่นๆ แล้วมันชี้ชัดว่า คนๆนี้มีพฤติกรรมการเลี่ยงภาษี อันนี้ทางกรมต้องมีการตรวจสอบมันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว จะส่งหนังสือเชิญให้ไปยื่นภาษี เรียกมาสอบถามตามข้อเท็จจริง อันนี้เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ที่เขาจะดำเนินการต่อไป

สรุปประเด็นแรกอีกที กรมสรรพากรไม่ได้บอกว่าจะไม่ตรวจสอบภาษีคนที่เสียไม่ถูกต้อง แต่เพียงข้อมูลที่สถาบันการเงินส่งมาอย่างเดียวไม่สามารถบอกได้ว่าใครเสียภาษีไม่ถูกต้อง มันต้องไปเชื่อมโยงกับเรื่องอื่นด้วย ทั้งการจัดกลุ่ม จัดเกณฑ์อะไรอีกมากมายที่ต้องเอามาพิจารณาร่วมกันทั้งหมด

โดยถ้ายึดตามร่างกฎหมายฉบับนี้ แนวทางทั้งหมดนี้จะต้องเริ่มใช้ปี 2562 นะครับ เพราะร่างกฎหมายบอกให้ธนาคารและสถาบันการเงินส่งข้อมูลครั้งแรกให้กรมสรรพากรภายใน 31 มีนาคม 2563 (อ่านมาตรา 5 ดูได้ เขียนไว้ชัดเจนมาก)ทีนี้ถ้าจะส่งข้อมูลภายในต้นปี 2563 ก็ต้องส่งข้อมูลปีก่อนหน้านั้น นั่นคือปี 2562 ซึ่งตรงกันกับที่สันนิษฐานว่าร่างกฎหมายนี้บังคับใช้นั่นเองครับ

นอกจากเรื่องนี้แล้ว ยังมีประเด็นหนึ่งที่ควรรู้ไว้ นั่นคือ ถ้าหากกรมสรรพากรทราบว่าคนไหนเสียภาษีไม่ถูกต้องแล้วล่ะก็ สามารถตรวจสอบได้เลยโดยที่ไม่ต้องรอให้ทางธนาคารส่งข้อมูลมาให้ หากมีข้อเท็จจริงที่บอกใบ้ว่าคนๆนี้ไม่จ่ายภาษี เตรียมตัวเจอดีได้เลยจ้า

ประเด็นแรกผ่านไป ทีนี้ประเด็นที่สองตามมา นั่นคือ คนที่ทำธุรกิจขายของออนไลน์นั้นมีหน้าที่ต้องเสียภาษีหรือไม่? 

ทำธุรกิจขายของออนไลน์ ทำไมถึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีด้วย

ก่อนจะถามคำถามนี้ ช่วยเข้าใจวิธีคำนวณภาษีก่อน

คนมีรายได้ถึงเกณฑ์ ย่อมต้องเสียภาษี เป็นหน้าที่ตามกฎหมายอยู่แล้ว ดังนั้นไม่ว่าจะมีร่างกฎหมายที่ให้ส่งข้อมูลให้กับกรมสรรพากรออกมาหรือไม่ ไม่ใช่ประเด็นเดียวกับการเสียภาษี อยากให้เข้าใจตรงนี้ก่อน ส่วนวิธีการคำนวณภาษีก็มีสองวิธีเปรียบเทียบกันดังรูปด้านล่างนี้

มีหลายคนไปฟังคำแถลงของกรมสรรพากรแล้วโวยวายว่าเขาเก็บภาษีจากยอดขายพันละห้า (1,000 บาทเก็บ 5 บาท) ทำไมถึงทำแบบนี้ โทษทีนะครับพี่ มันคือวิธีคำนวณภาษีตามปกติอีกวิธีหนึ่ง ที่ต้องเอามาเทียบกับวิธีเงินได้สุทธิ รายได้หักค่าใช้จ่ายค่าลดหย่อนอยู่แล้วครับ

ถ้ายังไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเสียภาษี คำนวณภาษีแบบไหน แนะนำให้เพิ่มเพื่อนที่ Line @BizTaxThai https://line.me/ti/p/@biztaxthai แล้วทักมาว่า ภาษีขายของออนไลน์ รับรองว่าได้หนังสือสอนคำนวณภาษีขายของออนไลน์ไปฟรีๆ อีกหนึ่งเล่มไปศึกษากันเลยครับผม

เอาล่ะครับ... กลับมาตรวจสอบความเข้าใจกันอีกที ไม่ว่าร่างกฎหมายนี้จะเริ่มปีไหนก็ตาม สิ่งที่คนขายของออนไลน์ต้องทำจริงๆ คือ การเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการจัดการเรื่องภาษีขายของออนไลน์ โดยควรตั้งคำถามและจัดการเรื่องนี้ทันทีในปีหน้าที่จะถึงนี้ โดยเฉพาะคนที่ต้องการปรับตัวเริ่มต้นทำให้ถูกต้องนั่นเองครับ

ทีนี้ถ้าจะตัดสินใจจะเสียภาษีขายของออนไลน์แล้ว
เราควรเริ่มต้นแบบไหนยังไงดี
?

ถ้าใครตัดสินใจเริ่มต้นใหม่อย่างสวยงาม พรี่หนอมขอสรุปขั้นตอนแบบสั้นๆง่ายๆ เพื่อให้เข้าใจถึงกำไรธุรกิจขายของออนไลน์ ภาพรวมของการเสียภาษี ไปจนถึงวิธีการคำนวณภาษีขายของออนไลน์ให้เข้าใจกันอีกทีหนึ่งครับ 

และเพื่อให้เข้าใจชัดเจนเห็นภาพแจ่มแจ้ง ขอยกกรณีศึกษานี้มาเล่าให้ฟัง สำหรับธุรกิจขายของออนไลน์ ที่นำเข้าของจากจีนมาขายต่อให้ลูกค้าในราคาพิเศษ 

ลำด้บแรก คือ เริ่มต้นประเมินสถานการณ์จากรายได้และค่าใช้จ่ายจริงออกมาก่อน เพื่อให้เห็นภาพรวมของการทำธุรกิจของตัวเองว่า ธุรกิจนั้นมีกำไรแค่ไหน และ มีภาระภาษีเท่าไร? โดยมีขั้นตอนดังนี้ครับ

1. ประเมินรายได้ก่อนว่า รายได้ขายของออนไลน์ของเราปีละเท่าไร

อาจจะประมาณการสถานการณ์ออกมาหลายรูปแบบ เช่น กรณีตัวอย่างนี้ ประเมินออกมาเป็น 3 สถานการณ์ คือ 3-4-5 ล้านบาท

2. หลังจากนั้นคำนวณต่อว่าค่าใช้จ่าย "จริง" ของธุรกิจเท่าไร

เก็บข้อมูลค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องมาให้มากที่สุด เช่น ค่าต้นทุนสินค้า ค่าโฆษณา ค่าส่งของ แพ๊คของ รวมถึงข้อสำคัญที่สุด คือ "เงินเดือนตัวเอง"

3. ทีนี้เราจะได้กำไรก่อนภาษีออกมา เก็บตัวเลขนี้ไว้ในใจก่อน

ซึ่งถ้าหากตัวเลขตรงนี้ออกมาขาดทุน บอกตรงๆว่าไม่ต้องลุ้นเรื่องภาษีแล้ว เลิกทำเถอะพี่ ปิดกิจการได้เลยจ้า

นี่คือส่วนแรกที่ต้องทำให้เห็นภาพรวมของธุรกิจก่อน ยิ่งเราเห็นภาพชัดจากข้อมูลที่มีมากแค่ไหน เราจะได้ข้อมูลที่ใช้ในการประเมินภาษีขายของออนไลน์ได้ถูกต้องมากยิ่งขึ้นครับ

รู้ว่ากำไรเท่าไร แล้วค่อยมาวางแผนภาษี

หลังจากได้ข้อสรุปส่วนแรกไปแล้ว ทีนี้มาเรื่องของภาษีขายของออนไลน์กันบ้าง โดยเริ่มต้นจากภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ก่อน โดยภาษีมูลค่าเพิ่มนี้จะเสียก็ต่อเมื่อมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ซึ่งกรณีนี้ยอดขายเกินในทุกสถานการณ์ที่กำหนดไว้ ทำให้เราต้องคิดภาษีตัวนี้ด้วยครับ

หลักการสำคัญที่จะช่วยให้เราจัดการภาษีมูลค่าเพิ่มได้ง่ายขึ้น คือการผลักภาระภาษีส่วนนี้โดยการขึ้นราคาสินค้าไปเลยในอัตรา 7% ซึ่งตรงนี้ ธุรกิจต้องมาถามตัวเองว่า เราสามารถขึ้นราคาสินค้าได้ไหม ถ้าขึ้นไม่ได้ แปลว่าภาษีส่วนนี้จะมาทำให้ยอดขายเราลดลงไปนะ

ลองดูภาพประกอบจะเห็นว่า ถ้ากรณีที่ผลักภาระภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ได้ ยอดขาย 3-4-5 ล้านที่เราคิดไว้ จะต้องถอดยอดภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ออกมาก่อน (คิดโดย x 7/107) ดังนั้นจึงเท่ากับว่ายอดขายในแต่ละสถานการณ์ที่เราคาดการณ์ไว้จะลดลงตามไปด้วย ซึ่งการแยกยอดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่ว่านี้ จะมีผลกับเรื่องของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาต่อไปครับ

กรณี 3 ล้านบาทจะเหลือแค่ 2,803,738 บาท
กรณี 4 ล้านบาทจะเหลือแค่ 3,738,318 บาท
กรณี 5 ล้านบาทจะเหลือแค่ 4,672,897 บาท

เพราะภาษีขายของออนไลน์
มีทั้งภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีเงินได้

หลังจากเสร็จเรื่อง VAT เราก็มาต่อที่ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กันต่อเลยครับ โดยลองคำนวณภาษีจากวิธี "เงินได้สุทธิ"

รายได้  = ยอดขาย (ตามจริง)
ค่าใช้จ่าย = กรณีซื้อมาขายไปหักเหมาได้ 60% หรือหักตามค่าใช้จ่ายจริง
ค่าลดหย่อน (ยังไม่วางแผน) = มีค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท

จากกรณีตัวอย่างนี้ เลือก วิธีการหักค่าใช้จ่ายเหมาเนื่องจากต้นทุนสินค้าจริงนั้นหาหลักฐานประกอบค่อนข้างยาก และต้องการความสะดวกในการคำนวณภาษี

ส่วนค่าลดหย่อนตอนนี้ยังไม่ได้วางแผนเพิ่มอะไร เลยสามารถใช้ค่าลดหย่อนส่วนตัวได้เท่านั้น

เมื่อคำนวณได้จำนวนภาษีออกมาแล้ว จะได้จำนวนที่แตกต่างกันใน 2 สถานการณ์ที่เป็นผลมาจากภาษีมูลค่าเพิ่มที่ว่าเราคิดราคาลูกค้าเพิ่มขึ้นได้ไหม?

วิธีคำนวณภาษีเงินได้มี 2 วิธี อย่าลืมภาษีเหมาพันละห้า

โดยปกติแล้ว สำหรับกรณีนี้ต้องมีการคำนวณภาษีจากเงินได้พึงประเมิน คือเอา 0.5% x รายได้ เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับภาษีที่คำนวณได้ตามวิธีเงินได้สุทธิ แต่เนื่องจากคำนวณแล้วได้ยอดภาษีต่ำกว่าวิธีคำนวณตอนแรกแน่ๆ เลยรวบรัดโดยใช้วิธีเสียภาษีจากวิธีเงินได้สุทธิให้เห็นกันแต่เพียงวิธีเดียวครับ

ทีนี้ก็มาถึงขั้นตอนสุดท้าย เราจะเห็นว่า หากเราประมาณการทุกอย่างไว้ดี จะทำให้เราเห็นยอดกำไรหลังจากหักภาษี ว่ามีกำไรหรือขาดทุนเท่าไร ซึ่งถ้าเป็นกรณีที่ขึ้นราคาสินค้าได้เพื่อบวก VAT เราจะมีกำไรทุกกรณี แต่ถ้าหากขึ้นราคาลูกค้าไม่ได้จริงๆ จะเห็นว่าตัวเลขขาดทุนตรงนี้ จะทำให้เราต้องกลับมาตั้งคำถามต่อไปว่า

1. ตัวเงินเดือนที่เราจ่ายให้ตัวเองทั้งปี 600,000 บาทนี้มันมากไปหรือเปล่า

หรือเราจะแก้ไขโดยการลดเงินเดือนตัวเองลงก็จะเห็นกำไรได้อยู่นะ

2. ถ้าสามารถหักต้นทุนจริงได้ จะเสียภาษีเงินได้น้อยลงไปอีก

(อย่าลืมว่า กรณีการจ่ายเงินเดือนให้ตัวเองไม่สามารถถือเป็นต้นทุนจริงในการคำนวณภาษีได้ เพราะตอนนี้เรากำลังพูดถึงภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งเสียในชื่อเราอยู่แล้ว แต่เราแยกคำนวณค่าใช้จ่ายส่วนตัวออกมาด้วย เพื่อให้บริหารจัดการการเงินได้ง่ายขึ้น)

3. การวางแผนลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดาก็สามารถนำมาช่วยทำให้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาน้อยลงได้ ถ้าเราศึกษาในส่วนนี้เพิ่มเติม แต่ต้องดูกระแสเงินสดประกอบกัน

มาถึงตรงนี้จะเห็นภาพของการจัดการภาษีที่ชัดเจนกว่าแนวคิดในการหลบเลี่ยงภาษี หรือทำให้ยอดรายได้น้อยเพื่อที่จะได้หลบเลี่ยงภาษี แต่มันคือการดูจากข้อมูลจริง บัญชีรายรับรายจ่าย ไปจนถึงการหาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อประเมินภาษีที่ต้องจ่ายจริงได้อย่างถูกต้องที่สุดครับ 

เมื่อไรควรตัดสินใจจดบริษัท? และทางลัดในการจัดการเรื่องนี้คืออะไร?

แนวคิดต่อมา หลังจากที่เข้าใจเรื่องของการจัดการภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว เราจะมาเปรียบเทียบในอีกมิติหนึ่งนั่นคือ การเปลี่ยนแปลงรูปแบบบริษัทกันบ้าง เพราะว่าการเป็นนิติบุคคลจะทำให้เสียภาษีเงินได้ลดลงมากอย่างที่เราต้องร้องว้าวกันเลยทีเดียวครับ

จากรูปจะเห็นว่า ถ้าเป็นนิติบุคคลแล้วจะไม่เสียภาษีสักบาท แต่คนฉลาดอย่างเราต้องดูต่อว่านอกจากภาษีแล้ว มีค่าใช้จ่ายอื่นที่เพิ่มมาไหม อย่างเช่น ค่าทำบัญชี ค่าสอบบัญชีที่เพิ่มขึ้นมา หรือมีค่าใช้จ่ายอื่นๆที่เกี่ยวข้องอีกหรือเปล่า

นั่นแปลว่า หลักการคิดในการจดบริษัทดีไหม ให้เปรียบเทียบปัจจัยเรื่องของส่วนต่างระหว่าง ภาษีที่ลดลง กับ ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ถ้าหากลดภาษีได้มากกว่าค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ก็ควรจดบริษัทนั่นเองครับ

กลับมาที่ตัวอย่างเดิมในตอนแรก เราจะเห็นว่า...

1. ถ้าธุรกิจเพิ่มราคาขายไม่ได้ ต้องรับภาระภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) มาจ่ายเอง

ดังนั้น VAT คือต้นทุนของสินค้า ราคาขายที่เอามาคำนวณภาษีเงินได้จะลดลงไปอีกเช่นเดิม

2. สิ่งสำคัญคือตัวเลขกำไรขาดทุน

จะเห็นว่ากรณียอดขาย 3 ล้านบาท การจดบริษัทหรือไม่จดยังไงก็ขาดทุนอยู่ดี

3. เงินเดือนของเจ้าของอย่างเรา ต้องเอามาเสียภาษีเงินได้ด้วย

เพราะมันเป็นการแบ่งแยกระหว่าง ธุรกิจ (บริษัท) กับ ตัวเรา (บุคคล) และถ้าเราไม่มีค่าลดหย่อนอะไรเลย จำนวนเงินเดือน 600,000 บาททั้งปี จะเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา อีก 21,500 บาท ซึ่งตรงนี้คืออีกต้นทุนหนึ่งที่ต้องเอามาพิจารณาด้วยครับ

4. ราคาค่าทำบัญชี ค่าสอบบัญชี

ตรงนี้พรี่หนอมประมาณเอาแบบคร่าวๆ อาจจะต่ำหรือสูงกว่านี้ ขึ้นอยู่กับบัญชีที่เราจ้าง และคุณภาพงานที่เราได้รับ ต้องไปเช็คกันอีกทีหนึ่งครับ

5. นอกจากตัวเงินแล้ว ยังมีสิ่งสำคัญที่คนหลายคนลืมคิด นั่นคือ ต้นทุนชีวิต ในการจัดการเรื่องพวกนี้

ถ้าใครสามารถตีออกมาเป็นตัวเงินได้จะดีมากครับ ยกตัวอย่างเช่น เวลาที่เราเสียไปในการจัดการหลังจากที่เปลี่ยนจากบุคคลมาเป็นนิติบุคคล หรือต้นทุนการจ้างแรงงานคนมาดูแลเพิ่ม

ดังนั้น ทางลัดในการตัดสินใจเรื่องนี้จะอยู่ทีข้อมูลพวกนี้ที่เรามี ถ้ามีมาก เข้าใจมาก เราก็จะสามารถจัดการธุรกิจได้ดีและง่ายขึ้นกว่าเก่าครับ

บทสรุปของเรื่องนี้คืออะไร?

ผมเขียนบทความนี้ขึ้นในช่วงปลายปี 2018 ด้วยความมั่นใจว่า ในอนาคตอันใกล้นี้เรื่องภาษีขายของออนไลน์ต้องมีคนถามอยู่ตลอดเวลา ซึ่งบทความนี้ได้รวบรวมประเด็นที่สำคัญทั้งหมดที่ผมคิดว่าเกี่ยวข้องกับการจัดการเพื่อปรับปรุงทั้งเรื่องแนวคิดการเงิน บัญชี และภาษีสำหรับคนที่ทำธุรกิจขายของออนไลน์ทุกคนสามารถใช้เป็นแนวทางในการตัดสินใจและทำความเข้าใจเรื่องภาษีขายของออนไลน์ทั้งหมดนี้ได้ด้วยตัวเองครับ

ท้ายที่สุดแล้ว บทสรุปของการจัดการภาษีที่น่าปวดหัวนั้น มีอยู่แค่ 3 ขั้นตอนสั้นๆ เท่านั้น คือ ทำความเข้าใจกฎหมายภาษีขายของออนไลน์ จัดการข้อมูลที่มีของเราให้ถูกต้อง และวางแผนจัดการมันด้วยความเข้าใจ เพียงเท่านี้ก็ทำให้ธุรกิจของเราไปไกลกว่าเก่า โดยที่เราไม่ต้องคอยพะวงกับเรื่องภาษีว่าจะโดนตรวจสอบไหม

เพราะเรามั่นใจในตัวเองว่าได้เลือกเส้นทางที่ถูกต้องไปเรียบร้อยแล้ว...