สวัสดีครับ กลับมาพบกับคอลัมน์ Weekly Outlook สรุปและอัพเดทกลยุทธ์การลงทุนประจำสัปดาห์ กับผม อัศวินกองทุน คนนี้คนเดิมอีกแล้วครับผม

ว่ากันว่า การลงทุนก็เหมือนกับการใช้ชีวิต เพราะเราต้องกำหนดกลยุทธ์ในการจัดการให้สามารถก้าวไกลและไปได้ดีที่สุดครับ แต่สิ่งหนึ่งที่การลงทุนดีกว่าชีวิต ก็คือที่ปรึกษาดีๆ อย่างอัศวินกองทุนคนนี้นี่แหละครับผม ฮ่าๆ เกริ่นมาซะยาว เรามาเริ่มต้นกันที่ภาพรวมของตลาดกันก่อนเลยครับ


ภาพรวมของตลาด

เริ่มต้นกันที่ 3 ตลาดหลัก อย่างสหรัฐฯ เกาหลีใต้ และฮ่องกง มีการปรับตัวลงหลังจากเกาหลีทำการทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ซึ่งคาดการณ์ว่ามีอานุภาพร้ายแรงกว่าการทดลองครั้งก่อนถึง 10 เท่า! ซึ่งตรงนี้ทำให้หลายคนหวั่นใจว่าจะยังไงดี...เอาเป็นว่าจับตาดูสถานการณ์ตรงนี้ให้ดีก่อนครับผม

ส่วนทางตลาดหุ้นยุโรปปรับตัวดีขึ้นหลังจากธนาคารกลางยุโรปมีมติคงอัตราดอกเบี้ยรวมถึงไม่ได้กล่าวถึงแผนที่จะเริ่มลดขนาดการซื้อสินทรัพย์ และกล่าวว่าค่าเงินยูโรแข็งเป็นปัจจัยที่ธนาคารกลางฯ เฝ้าดูอยู่ ซึ่งถือเป็นแนวโน้มที่ดีครับ

กลับมาที่พี่ใหญ่ประเทศพัฒนาอย่างตลาดหุ้นญี่ปุ่น มีการปรับตัวลงหลังจากเกาหลีเหนือทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ ทำให้นักลงทุนเข้าถือสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น เงินเยน ทำให้ค่าเงินเยนแข็งค่า แบบนี้มันจะกดดันหุ้นกลุ่มผู้ส่งออกอยู่หน่อยๆ เอาเป็นว่าค่อยๆ มองดูสถานการณ์ต่อไปครับ

ส่วนตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากการเข้าซื้อของนักลงทุนต่างชาติ เนื่องจากเสถียรภาพทางการเมืองที่ดีขึ้น โดยเริ่มเห็นการกลับเข้ามาลงทุนในหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กมากขึ้น หรือว่านี่คือจังหวะที่หุ้นไทยจะไปต่อกันแน่ หลายคนคงลุ้นกันแน่ๆ ใช่ไหมครับ

ส่วนทางฝั่งสินทรัพย์ทางเลือกอย่าง ราคาน้ำมันมีการปรับตัวดีขึ้นจากเหตุการณ์พายุเฮอริเคนฮาร์วีย์ที่บริเวณชายฝั่งรัฐเท็กซัสเริ่มลดความแรงลง ทำให้โรงกลั่นเริ่มกลับมาดำเนินการผลิตได้ ส่วนราคาทองคำก็มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากทดลองระเบิดของเกาหลีเหนือ และค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงไปเช่นกันครับ

ดูๆ ไปเหมือนภาพรวมจะสดใส ทีนี้มาดูกันว่าเราจะปรับพอร์ทยังไงให้เหมาะสมกันกับการลงทุนในช่วงนี้กันดีกว่าครับ เริ่มต้นที่กลยุทธ์การลงทุนในตลาดทุนกันก่อนเลยดีกว่าครับ


กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารทุน

  • ตลาดหุ้นเกิดใหม่ คำแนะนำลงทุนในสัปดาห์นี้ของผมคือ สะสมหุ้นตลาดเกิดใหม่ เช่น ไทย จีน เพราะเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการค้าโลกและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ฟื้นตัว รวมถึงหุ้นอินเดียที่คาดว่าเศรษฐกิจจะกลับมาขยายในระดับปกติที่ร้อยละ 6-7 ในอนาคตอันใกล้นี้อีกด้วยครับ หลังจากธุรกิจเริ่มปรับตัวกับภาษีระบบใหม่ได้ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสริม คือ ความเสี่ยงของการลงทุนในตลาดหุ้นเกิดใหม่มีแนวโน้มลดลงหลังจากธนาคารกลางยุโรปยังไม่ส่งสัญญาณการลดมาตรการนโยบายการเงินผ่อนคลาย และคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจชะลอการลดขนาดงบดุลหรือขึ้นดอกเบี้ยออกไปเช่นกันเพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายของรัฐเท็กซัสที่เกิดขึ้นจากความเสียหายจากพายุฮาร์วีย์ สรุปได้ว่าโดยรวมแล้วยังมีแง่ดีอีกมากมายที่จะลงทุน ดังนั้นจัดกลุ่มนี้ต่อกันเถอะครับ!!
  • ตลาดหุ้นเกาหลี จากสถานการณ์ที่ผ่านมา ผมขอแนะนำให้ชะลอการลงทุนในตลาดหุ้นเกาหลีไปก่อนครับ ทั้งความตึงเครียดทางการเมืองที่อาจเพิ่มขึ้นหลังจากเกาหลีเหนือไม่มีท่าทีผ่อนปรนแม้ต่างชาติรวมถึงจีนจะออกมาตรการคว่ำบาตรทางการค้า นอกจากนี้ บริษัทจดทะเบียน ได้ประกาศผลประกอบการไตรมาสสองไปหมดแล้ว ทำให้ตลาดหุ้นขาดปัจจัยหนุนให้ไปต่อแล้ว อยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ น่าจะสบายใจที่สุดครับ
  • ตลาดหุ้นสหรัฐฯ แนะนำสะสมหุ้นสหรัฐฯ เนื่องจากเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและมีแนวโน้มเร่งตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง เป็นปัจจัยสนับสนุนการบริโภคและรายได้บริษัทจดทะเบียน นอกจากนี้ ผมมองว่ายังมีความเป็นไปได้ที่สภาคองเกรสจะเพิ่มวงเงินใช้จ่ายของรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อใช้ในการซ่อมแซมความเสียหายที่รัฐเท็กซัส ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นกลุ่มก่อสร้าง และผู้ผลิตวัสดุอีกต่างหากครับผม
  • ตลาดหุ้นยุโรป ไปต่อครับ ยังไปต่ออยู่ ผมแนะนำให้สะสมหุ้นยุโรปหลังจากธนาคารกลางยุโรปยังคงมาตรการผ่อนคลายต่อไปและยังไม่ส่งสัญญาณถึงการลดขนาดการซื้อสินทรัพย์ ประกอบกับเศรษฐกิจมีการฟื้นตัวต่อเนื่องจะเป็นปัจจัยสนับสนุนรายได้บริษัทจดทะเบียน และถ้าสามารถเลือกได้ ผมอยากให้ทยอยสะสมหุ้นยุโรปขนาดเล็กเนื่องจากรายได้ของบริษัทส่วนใหญ่มาจากการบริโภคในประเทศ จึงคาดว่าจะได้รับผลกระทบน้อยกว่าจากค่าเงินยูโรที่แข็งค่าครับผม
  • ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ตอนนี้ยังคงแนะนำให้ชะลอการลงทุนตลาดหุ้นญี่ปุ่นจากแนวโน้มค่าเงินเยนแข็งค่าต่อเนื่องซึ่งเป็นปัจจัยกดดันตลาดหุ้นและการเร่งตัวของเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลีที่ยังไม่คลี่คลาย จะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้มีความต้องการสำหรับเงินเยนซึ่งถือเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้นครับ  

สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้ : ตลาดเกิดใหม่ยังสามารถสะสมได้ต่อครับ ได้ทั้งไทย จีน อินเดีย และทางฝั่งประเทศพัฒนาให้สะสมสหรัฐกับยุโรปต่อไปครับ ส่วนที่ต้องระวังคือเกาหลีกับญี่ปุ่นครับผม


กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารหนี้

  • ตราสารหนี้สหรัฐฯ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับตัวลงหลังนาย Stanley Fisher ผู้ทรงตำแหน่งสำคัญในธนาคารกลางสหรัฐฯ ประกาศลาออก ซึ่งสถานการณ์นี้อาจส่งผลให้จำนวนคณะกรรมการที่ออกเสียงให้ขึ้นดอกเบี้ยลดลง เนื่องจากนาย Fisher มีความเห็นสนับสนุนให้ขึ้นดอกเบี้ย ทั้งนี้ในระยะถัดไปจับตาการประชุมสภาสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มจะหันมาพิจารณานโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ หลังความเสี่ยงเรื่องการผิดนัดชำระหนี้และการปิดหน่วยงานรัฐ (Government shutdown) ถูกเลื่อนออกไปอีก 3 เดือน ซึ่งการผ่านนโยบายเศรษฐกิจจะส่งผลให้ความคาดหวังเงินเฟ้อสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้น เป็นปัจจัยลบต่อตราสารหนี้ การลงทุน

Related Story