สถาบันการเงินจะพิจารณาอนุมัติสินเชื่อส่วนบุคคลให้กับผู้สมัครหรือไม่นั้น เค้าประเมินจากปัจจัยหลายๆด้านรวมกันออกมาเป็นคะแนนสกอร์ก่อนที่จะตัดสินอนุมัติหรือไม่อนุมัติการสมัครสินเชื่อส่วนบุคคลให้เรา และแน่นอนว่าข้อมูลเครดิตของผู้สมัครกู้จากเครดิตบูโร นั้นถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่สุดของการพิจารณา วันนี้เรา aborrow เลยอยากมาอธิบายว่าตรงไหนในเครดิตบูโรบ้างที่สถาบันการเงินให้ประกอบการพิจารณา

1. มีหนี้ เพื่อสร้างประวัติชำระหนี้

ถูกแล้วครับ ผู้ขอกู้ที่สถาบันการเงินอยากปล่อยกู้มากที่สุดไม่ใช่คนที่ไม่เคยกู้อะไรเลย แต่เป็นคนที่มีประวัติการชำระหนี้ที่ดีให้เห็นในอดีตต่างหาก เลยอยากแนะนำว่า การมีบัตรเครดิตใช้ (หรือบัตรกดเงินสด) ติดตัวไว้บ้างและรู้จักใช้จ่ายอย่างเหมาะสม มีวินัยในการใช้บัตรเครดิตนี่ ก็มีข้อดีเหมือนกัน เพราะประวัติการชำระหนี้ของเราทุกงวดจะถูกส่งและจัดเก็บไว้ที่ เครดิตบูโร ทำให้สถาบันการเงินจะเห็นข้อมูลการชำระหนี้ของผู้ขอกู้ย้อนหลัง 3 ปี และเมื่อสถาบันการเงินเห็นว่าผู้ขอกู้มีประวัติการชำระหนี้ที่ดี มาตลอด ก็จะมั่นใจและอนุมัติวงเงินสินเชื่อส่วนบุคคลที่สูงให้ได้ง่ายๆนั่นเอง แต่ก็ไม่ใช่ว่าตอนนี้เราต้องการจะสมัครสินเชื่อส่วนบุคคลอยู่แล้ว แต่ยังไม่มีบัตรเครดิตเลยทำยังไงดี แนะนำว่าไม่ควรสมัครบัตร อะไรก่อนสมัครสินเชื่อส่วนบุคคล เพราะอะไรนั้นจะอธิบายเพิ่มเติมในข้อ 4

2. มีอายุบัตรเครดิตนานเท่าไหร่ก็ยิ่งดี

เครดิตบูโรจะเก็บว่า เราใช้บัตรเครดิต (หรือบัตรกดเงินสดก็ตาม) ตั้งแต่เมื่อไหร่ และยิ่งเราใช้บัตรเครดิตมานานเท่าไหร่ และยังไม่ได้ทำการปิดบัญชี ความน่าเชื่อถือของผู้ขอกู้ก็จะเพิ่มขึ้นด้วย เพราะแสดงได้ว่า ผู้ขอกู้ได้ใช้บัตรเครดิตมาเป็นระยะเวลานาน แล้วไม่เคยมีปัญหาทางการเงินจนถูกสถาบันการเงินระงับหรือปิดบัญชีแต่อย่างใด ทำให้คะแนนสกอร์เพิ่มขึ้นและอนุมัติวงเงินสูงขึ้นอีกด้วย 

3. ชำระหนี้ตรงเวลาช่วงหนึ่งปีล่าสุด

จากข้อที่แล้วที่ว่าประวัติการชำระหนี้ของเราจะถูกส่งไปเก็บที่เครดิตบูโรเป็นเวลา 3 ปี ดังนั้นเราก็ควรจะต้องชำระหนี้ให้ตรงเวลาอย่างต่อเนื่อง อย่างน้อยที่สุดคือ ภายในรอบ หนึ่งปีล่าสุด ที่จะเป็นช่วงเวลาที่สถาบันการเงินให้ความสำคัญในการพิจารณาว่าจะอนุมัติสินเชื่อให้หรือไม่มากที่สุด (บางสถาบันการเงินอาจจะพิจารณาจากประวัติในรอบหกเดือนล่าสุด) ควรจะมีการชำระหนี้ตรงเวลาทุกงวด ถ้าจ่ายล่าช้าก็ต้องไม่เกิน 30 วัน เพราะถ้าเกิน 30 วัน ข้อมูลการจ่ายหนี้ช้าตรงนี้จะถูกส่งและบันทึกที่ประวัติเครดิตของเราที่เครดิตบูโร ทำให้สถาบันการเงินพิจารณาว่า ผู้ขอกู้ช่วงนี้ มีสภาพคล่องที่ไม่ปกติ และทำให้คะแนนสกอร์ในการอนุมัติของเราลดลงได้

4. อย่าพึ่งสมัครบัตรหรือขอกู้ ในช่วง 6 เดือน

ทุกครั้งที่เราสมัครขอกู้ หรือสมัครบัตรเครดิต/บัตรกดเงินสดและสถาบันการเงินเรียกดูข้อมูลเครดิตของเราก็จะมีการบันทึกลงไปในข้อมูลเครดิตด้วยเช่นกัน ซึ่งประวัติการเรียกดูข้อมูลเครดิตอันนี้ ในรอบ 6 เดือนล่าสุดนี้แหละที่จะทำให้ คะแนนสกอร์ของเราลดลง เพราะสถาบันการเงินจะมองว่าผู้ขอกู้ร้อนเงินมากจึงทำการสมัครขอกู้เป็นจำนวนมาก ทำให้โอกาสอนุมัติสินเชื่อที่สำคัญๆของเราลดลงได้ 

5. ปิดบัตรที่ไม่ใช้

ทุกวงเงินของบัตรเครดิต/บัตรกดเงินสด จะถูกบันทึกไว้ในข้อมูลเครดิตของเรา และสถาบันการเงินจะนำมาคำนวนเป็นภาระหนี้สินที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ทำให้ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้ใช้บัตรเครดิต/บัตรกดเงินสดเลย ก็อาจจะนำไปพิจารณานับเป็นภาระหนี้ของผู้ขอกู้ด้วย ทำให้วงเงินสินเชื่อที่อนุมัติน้อยลงกว่าที่ควรจะได้นั่นเอง เลยแนะนำว่าควรจะทำการแจ้งปิดบัตรเครดิต/บัตรกดเงินสด ที่ไม่ได้ใช้ไปบ้าง เพราะนอกจากจะเป็นการช่วยเราสร้างวินัยทางการเงินที่ดีแล้ว ยังเพิ่มวงเงินสินเชื่อให้เราได้อีกด้วย

6. รีไฟแนนซ์เพื่อลดภาระหนี้

เพราะสถาบันการเงินพิจารณาว่าผู้สมัครกู้ มีความสามารถในการชำระหนี้ได้มากน้อยขนาดไหน โดยดูจากรายได้และภาระผ่อนหนี้สินในปัจจุบันรวมกับยอดผ่อนใหม่ต้องไม่เกิน 85% ของรายได้ต่อเดือน ทำให้ผู้ขอกู้ที่มีภาระผ่อนหนี้ต่อเดือนเยอะ จะไม่ได้อนุมัติหรือได้วงเงินที่น้อยลง ทำให้ว่าถ้าผู้ขอกู้มียอดผ่อนหนี้เช่นผ่อนบัตรเครดิตที่สูง เพราะยอดผ่อนขั้นต่ำต่อเดือนของบัตรเครดิตอยู่ที่ 10% ต่อเดือน ถ้าผู้ขอกู้สมัครสินเชื่อเงินสดเพื่อไปรีไฟแนนซ์บัตรเครดิตจะช่วยลดยอดผ่อนต่อเดือนให้ลดลงได้ (แต่แลกกับการเสียดอกเบี้ยที่แพงขึ้นด้วย)

7. รีบปิดหนี้ที่มีประวัติเคยปรับโครงสร้างหนี้ 

หากผู้ขอกู้เคยเบี้ยวหนี้ของสถาบันการเงินเป็นเวลาเกิน 3 เดือน จนถึงขั้นตอนมีการประนอมหนี้หรือปรับโครงสร้างหนี้เกิดขึ้น ประวัติตรงนี้ก็จะถูกบันทึกไว้ในเครดิตบูโร หรือที่เค้าเรียกกันว่า แบล็คลิสต์นั่นเอง ซึ่งชวงนี้จะไม่สามารถสมัครกู้สินเชื่อส่วนบุคคลได้อีก จนกว่าจะปิดบัญชีหนี้ที่เคยปรับโครงสร้างหนี้จนครบ 3 ปี ข้อมูลถึงจะหายจากเครดิตบูโร ผู้ขอกู้ถึงจะสามารถขอกู้สินเชื่อส่วนบุคคล หรือ สินเชื่ออื่นๆจากธนาคารได้อีก จึงแนะนำว่าเมื่อถึงเวลามีเงินก้อนเข้ามาควรจะรีบปิดบัญชีหนี้ที่ปรับโครงสร้างหนี้โดยเร็วที่สุด เพราะจะต้องรอไปอีก 3 ปีกว่าประวัติบูโรจะกลับมาปกติ แต่ถ้าเราเบี้ยวหนี้ไปเรื่อยๆข้อมูลจะถูกบันทึกในเครดิตบูโรไปเรื่อยๆเป็นเวลา 8 ปี 

หวังว่าบทความนี้จะทำให้ผู้ขอกู้เข้าใจข้อมูลเครดิตมากขึ้นว่าสถาบันการเงินพิจารณาอนุมัติสินเชื่อส่วนบุคคลให้เรานั้นดูจากอะไรบ้าง และถ้าต้องการเลือกสมัครสินเชื่อส่วนบุคคลก็มาลองสมัครได้เลยที่นี่ เราจะแนะนำสินเชื่อส่วนบุคคลตามความต้องการและคุณสมบัติของผู็ขอกู้เอง