ออมหุ้นด้วยการหาหุ้นที่ควรออม

 

มีคำถามมากมายจากการลงทุนด้วยแนวทาง Dollar Cost Average ว่า ถ้าหากเราออมหุ้นแล้วมันจะสำเร็จด้วยวิธีการนี้แน่นอนหรือเปล่า? แค่ออมไปเรื่อยๆได้ไหม คำตอบก็คือ "ไม่ได้!!!!" เพราการลงทุนแบบ DCA นั้นเป็นเพียงวิธีการซื้ออย่างสม่ำเสมอ แต่ถ้าหากเราไม่ได้เข้าใจในกิจการที่เราจะลงทุนและไม่รู้ว่าจะเลือกหุ้นอย่างไรมาออม มันก็จะทำให้เราพบกับความเสี่ยงอย่างแน่นอน แบบว่ายิ่งซื้อยิ่งขาดทุน เรามาดูวิธีง่ายๆในการออมหุ้นเบื้องต้นดีกว่าว่าเราจะค้นหามันได้อย่างไร

 

1. เป็นธุรกิจที่เรารู้จัก สนใจและเข้าใจในสินค้าและบริการ

หากเราเข้าใจในธุรกิจเราก็ย่อมมีชัยไปกว่าครึ่งนะครับ อย่างน้อยเราก็รู้ว่าสินค้าคืออะไร ใครเป็นลูกค้า มันคงง่ายมากๆหากเรามองร้านขายอุปกรณ์เครื่องเขียนหน้าโรงเรียนว่า ลูกค้าส่วนใหญ่ก็ต้องเป็นนักเรียนที่อยู่ละแวกนั้น สินค้าเหมาะสม ยิ่งนักเรียนเพิ่มมากขึ้นตามการขยายตัวของโรงเรียน ร้านขายเครื่องเขียนถ้ายังมีอยู่ร้านเดียวที่ตั้งอยู่ตรงนั้นก็คงขายดีขึ้นเพราะจำนวนนักเรียนมากขึ้น

แต่ถ้าเราไม่รู้จักธุรกิจก็คงยากต่อความเข้าใจและจะต้องใช้เวลาในการศึกษาเพิ่มเติม เช่น บริษัทนี้ผลิตโพลีเอ็ทเทอรีนผสมฟอมารีนและกลั่นแนปทาฟลูโรคอลล่าเจนผสมโมโนโซีเดียมกลูตาเมต ฮาๆ งง เลยทีเดียวใช่ไหมว่ามันคืออะไร เอาไปทำอะไร ลูกค้าเป็นใคร ถ้าเราไม่ได้เข้าใจอะไรมาก ลองหันมาศึกษาหุ้นที่เข้าใจง่ายและเหมาะสมกับเราดีกว่า ส่วนอะไรที่ยากๆให้ทางผู้ที่สนใจเป็นพิเศษและทำงานเฉพาะในด้านนั้นๆเป็นผู้ลงทุนดีกว่า

 

2. เป็นธุรกิจที่เติบโตมานาน ไม่ใช่ชั่วครั้งชั่วคราวเป็นกระแส

ธุรกิจที่โตมานานเราย่อมเห็นว่าเขามีประสบการณ์ในการทำธุรกิจในสาขานั้นๆ ถ้าเปรียบเทียบกับธุรกิจใหม่แล้ว แน่นอนว่าการจัดการ ความสัมพันธ์กับคู่ค้า ความเข้าใจในตลาดอาจจะต่างจากผู้ที่เข้ามาก่อนนานๆแน่ๆ อีกทั้งการที่เราลงทุนในธุรกิจที่เป็นสิ่งพื้นฐานในชีวิตประจำวันที่เราใช้กันมาเป็นระยะเวลานานนั้น ความต้องการมันก็ยังมีอยู่เหมือนเดิม อาจจะเปลี่ยนแปลงไปบ้างในเชิงของเนื้อหา ถ้าธุรกิจปรับตัวกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภคได้ก็นับว่าเป็นเรื่องดี เปรียบเทียบกับสินค้าที่เป็นกระแส เปลี่ยนเร็ว มาแบบโด่งดังแล้วก็หายไปจากตลาดอย่างรวดเร็ว อย่างนี้ควรหลีกเลี่ยงเพราะไม่สามารถทำให้เราออมในระยะยาวได้ แต่การลงทุนในธุรกิจที่เติบโตมานานก็ไม่ใช่ว่าจะล้มละลายไม่ได้ มีโอกาสเกิดขึ้นได้ทุกอย่าง เราจะต้องติดตามธุรกิจและความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

 

3. เปรียบเทียบกับคู่แข่งแล้วพบว่าคนส่วนใหญ่ยังนิยมชมชอบอยู่

ธุรกิจที่เราควรออมหุ้นควรเป็นธุรกิจที่ได้เปรียบทางการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นในเชิงของคุณภาพที่อย่างไร๊อย่างไรลูกค้าก็ต้องเลือกมาใช้บริการ หรือ เป็นธุรกิจที่ผูกขาดไม่มีผู้แข่งขันเช่นธุรกิจที่ได้รับสัมปทาน เพราะเมื่อลูกค้าใช้บริการแล้ว กระแสเงินสดที่สร้างเป็นกำไรก็จะต้องเกิดและทำให้ธุรกิจนั้นมีความเติบโตที่มากขึ้นในอนาคต จะทำให้สามารถสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นได้ ปกติผมใช้วิธีคิดง่ายๆว่า ถ้าเราจะซื้ออะไร เราจะซื้อยี่ห้อไหน ้เพื่อนเราและครอบครัวเราจะซื้อยี่ห้อไหน?

 

4. ตรวจสอบสถานะทางการเงินแล้วพบว่ามีการเติบโตต่อเนื่องมีกำไรและสถานะทางการเงินที่ดี

ธุรกิจที่ดี ต้องมีกำไรเติบโต แน่นอนว่าไม่มีใครอยากเปิดร้านขายของแล้วขาดทุนหรอก พอขาดทุนก็จะทำให้สถานะทางการเงินไม่ดี อาจจะต้องกู้หนี้ยืมสินคนอื่นมา ไม่ก็บอกผู้ถือหุ้นว่าช่วยเอาเงินมาเติมหน่อยเงินสดหมดแล้ว เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วก็อาจจะทำให้ส่งผลต่อพื้นฐานราคาหุ้นที่เราถือ ในทางกลับกันถ้าบริษัททำกำไรได้ดีและมีการเติบโตต่อเนื่องอย่างยั่งยืน ก็จะมีการพัฒนาธุรกิจให้ดีขึ้น ลงทุนมากขึ้นและก็จะทำให้ผู้ถือหุ้นเกิดความมั่งคั่งในทั้งรูปแบบส่วนต่างราคาหุ้นและเงินปันผลเช่นกัน

 

5. หากเราทราบแนวโน้มและความเสี่ยงในอนาคตว่าเป็นอย่างไร ก็ออมได้เลยทันที

ความเสี่ยงเป็นสิ่งที่เราควรทราบ ทุกธุรกิจมีความเสี่ยง เราควรจะต้องหาว่าความเสี่ยงมีอะไรบ้าง การเปิดร้านขายของมีความเสี่ยงอะไร การทำธุรกิจพลังงานมีความเสี่ยงเรื่องความผันผวนของราคาสินค้าอย่างไร  ธุรกิจก่อสร้างมีความเสี่่ยงอย่างไร เมื่อเราทราบความเสี่ยงแล้วก็ควรศึกษาธุรกิจที่เราลงทุนอยู่ว่าเขามีความพร้อมในการรับความเสี่ยงต่างๆมากแค่ไหน และเราจะบริหารความเสี่ยงของตัวเองในฐานะนักลงทุนได้อย่างไรบ้าง

 

Check List นี้เป็นแค่ในเบื้องต้นที่ผู้อ่านสามารถนำไปประกอบการตัดสินใจในการออมหุ้น รวมถึงนำข้อมูลอื่นๆเพิ่มเติมลงไปให้เป็นข้อประกอบในการพิจารณาของตัวเองได้ ต้องอย่าลืมนะครับว่ายิ่งเรามองได้มากๆ ก็ยิ่งที่ให้เราตัดสินใจได้แม่นยำขึ้นและสามารถลงทุนได้อย่างประสบความสำเร็จครับ