ณ วันที่ผมเขียนบทความชิ้นนี้ก็เป็นช่วงที่ราคาหุ้นผันผวนมากเลยนะครับ ราคาหุ้นมันไหลลงเรื่อยๆ จนทำให้นักลงทุนมือใหม่หลายๆคนกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองถึงการลงทุน เพราะยิ่งลงทุนไปก็ยิ่งขาดทุน ยิ่งใครออมหุ้นด้วยวิธีกการซื้อรายเดือนนั้นยิ่งปวดหัวเลย บางคนออมหุ้นมาหลายเดือนก็ไม่เห็นกำไรซักที จึงกลับมาตั้งคำถามว่า เขาจะต้องเข้าใจเรื่องอะไรบ้าง

ปัญหานี้มันเป็นเรื่องที่โลกแตกมากเลยนะครับ หลายคนที่ติดตาม Page ผมก็จะพอทราบคร่าวๆอยู่แล้วว่าการเลือกหุ้นจากพื้นฐานกิจการนั้นผมได้เองก็จะมีหลักการง่ายๆในการวิเคราะห์หุ้น เช่น ดูเทรน การแข่งขันของอุตสาหกรรม ตัวบริษัท สินค้าและบริการ วิสัยทัศน์ของผู้บริหาร ความได้เปรียบในการแข่งขัน รวมถึงดูผลงานต่างๆผ่านตัวเลขจากงบการเงิน แต่ต้องไปศึกษากันเพิ่มเองเยอะๆนะครับเพราะการลงทุนนั้นมีความเสี่ยงและเราต้องรับความเสี่ยงในสิ่งที่เกิดขึ้นในอนาคตด้วยเช่นกัน

แต่เท่าที่ผมสังเกตมานะ เรื่องหุ้นแม้เราจะรู้ว่ามันมีพื้นฐานดี เรารู้ความเสี่ยงและยอมรับมันได้ แต่มันก็มีเรื่องที่เราควบคุมไม่ได้อยู่เหมือนกันนะ นั่นคือ “เวลาที่ดีและไม่ดี” และเวลาเนี่ยมันจะส่งผลกระทบต่อ “ราคาหุ้น” และราคาหุ้นก็จะส่งผลกระทบต่อ “อารมณ์และจิตใจของนักลงทุน”


หุ้นดี มีทั้งเวลาที่ดีและไม่ดีที่ส่งผลต่อราคา

จากที่ผมสังเกตมานะ หุ้นดีมันก็มีโอกาสที่ไม่ดีได้เช่นกันและเมื่อมันไม่ดีมันก็ส่งผลต่อราคาหุ้น ไม่ว่าจะเป็นภาวะการลงทุนที่ไม่ดีนัก คนไม่ลงทุน หรืออาจจะเป็นเพราะอาจจะเกิดปัญหาหรือวิกฤตที่ส่งผลกับธุรกิจระยะสั้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการเมือง ปัญหาเศรษฐกิจ ไฟไหม้ น้ำท่วม แผลพลุพอง เป็นหนอง คนแห่ขายหุ้น ซึ่งถ้าหุ้นพื้นฐานดีถูกขาย ราคาหุ้นมันก็ต้องลงอยู่แล้ว

ในทางกลับกันถ้าหุ้นมันอยู่ในภาวะที่ดีมากๆ เศรษฐกิจดี หุ้นมีความคาดหวังว่าจะเติบโต มีข่าวเก๋ๆเลิศๆที่ส่งผลดีงามต่อธุรกิจและประเทศชาติ ฝรั่งแห่เข้ามาซื้อ คนมีความสนใจในการลงทุน นักลงทุนก็จะแห่กันมาซื้อหุ้นกัน เชื่อได้เลยว่าหลายๆคนจะลืมเรื่องพื้นฐานไปเลยก็ได้ เราจะเห็นเลยว่าหุ้นดีและหุ้นไม่ดีมันก็ราคาขึ้นได้เหมือนกัน


ราคาหุ้นส่งผลต่อจิตใจผู้ถือหุ้น

แน่นอนเลยครับว่าเวลาที่เราลงทุน เราย่อมคาดหวังในการซื้อหุ้นมาแล้วขายทำกำไรไปในราคาที่แพงกว่าได้ แต่ในความเป็นจริงนั้น ในแต่ละช่วงเวลาที่ผ่านไปเราไม่สามารถทราบได้เลยว่าหุ้นมันจะขึ้นหรือจะลง และจิตใจนักลงทุนนั้นก็จะสลับสับเปลี่ยนกันไปในแต่ละวันตามมุมมองของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นในเวลาที่ดีหรือไม่ดีมันก็มีคนมองทั้งแง่ดีและแง่ไม่ดีก็ได้เหมือนกันนะ

 

หุ้นดีในเวลาที่ดี

  • มองในมุมบวก : เรารวยขึ้นแล้ว กำไรๆ ถ้าติดดอยอยู่จะคิดว่าขาดทุนน้อยลง หุ้นลงน่าซื้อมากๆ
  • มองในมุมลบ : หุ้นมันขึ้นไปแล้วเธอ ราคาแพง อย่าซื้อเลย เดี๋ยวดอย

 

หุ้นดีในเวลาที่ไม่ดี

  • มองในมุมบวก : น่าซื้อมาก ของดีๆราคาลดลง มันเหมือนกับแกรนด์เซลของตลาดเลย ซื้อๆ
  • มองในมุมลบ : ดอยแล้วดอยอีก ลงแล้วลงอีก ยิ่งซื้อยิ่งแย่ ไม่ซื้อดีไหม Cut Loss ดีไหมนะ

 

เห็นไหมครับว่าจิตใจของคนถือหุ้นมันก็มี 2 มุมเลย ปัญหาคือเราเลือกมุมไหนในการลงทุน อย่างผมนั้นจะมองในมุมบวก เวลาหุ้นอยู่ในช่วงเวลาที่ไม่ดี ราคามันผันผวนหรือลดลง (แต่พื้นฐานต้องไม่เปลี่ยนไปในทางที่แย่นะ)

 

ถ้าเราเลือกหุ้นพื้นฐานดี + ราคาถูกลง = น่าซื้อกว่าเดิม

ถ้าเราเลือกหุ้นพื้นฐานดี + ราคาแพงขึ้น = รู้สึกรวยจังเลย

 


กลยุทธ์ออมหุ้น DCA ช่วยขจัดอารมณ์ได้อย่างไร

จริงๆแล้วถ้าหากเราเข้าใจพื้นฐานหุ้นว่ามันเป็นหุ้นที่น่าสนใจและน่าลงทุน การทยอยลงทุนทีละเดือนๆ นั้นก็จะทำให้เราได้ลงทุนอย่างมีความสุขได้นะครับ (ถ้าเรามองในแง่ดี) หุ้นขึ้นก็รวยขึ้น และจำนวนหุ้นที่ซื้อได้ก็น้อยกว่าเดิม ซึ่งจะลดโอกาสการติดดอยมากๆหากเดือนต่อไปราคาปรับลงอีก ในกรณีที่หุ้นลงเราก็จะได้โอกาสพิเศษในการซื้อของถูกและได้หุ้นจำนวนมากขึ้น ตรงนี้ใครที่ลงทุนแบบ DCA มานานๆ รู้ว่าเวลาหุ้นขึ้นและหุ้นลงนั้นสลับสับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา จะเข้าใจถึงกลยุทธ์นี้และสามารถเอาอารมณ์ออกไปจากการลงทุนได้ครับ

และก็อย่าลืมสิ่งที่เราเคยคุยกันไว้นะครับ “การลงทุนจะดีได้ถ้ามีการวางแผนการเงินที่ดี” ถ้าเราเอาเงินออมแบ่งมาทยอยลงทุน โดยไม่ใช้เงินหมุนใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน พูดง่ายๆว่าเป็นเงินลงทุนอย่างเดียว เราก็ไม่ต้องกังวลครับว่าหุ้นมันจะขึ้นหรือจะลงในแต่ละวัน เพราะเป็นเงินคนละส่วนที่เราใช้จ่ายในแต่ละเดือนครับ

ออมหุ้นมาเป็นชาติแล้วทำไมไม่กำไรซักที


ก็หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อทุกท่านที่กำลัง เคว้งคว้าง ใจแป๊ว เห็นราคาหุ้นลงไปเรื่อยๆ ทั้งๆที่เราวิเคราะห์มาแล้วว่าพื้นฐานหุ้นมันดีอยู่ ก็ทำตามวินัยการลงทุนไปเรื่อยๆนะครับ แล้วเมื่อฟ้าหลังฝนผ่านไป เดี๋ยวเราก็จะเห็นผลจากการลงทุนเอง (ถ้าพื้นฐานไม่เปลี่ยนซะก่อนนะ ฮ่าๆ)