เวลาเราพูดถึงธุรกิจที่มี DCA - Durable Competitive Advantage ในหลายๆครั้งเราจะพูดถึง Five Force Factors ที่พูดถึงธุรกิจที่มีอำนาจเหนือคู่แข่ง และทั้งหมดจะส่งผลต่องบการเงินของบริษัทด้วยเช่นกัน แต่ความสำพันธ์ระหว่างความได้เปรียบนั้นจะส่งผลต่อผลสำเร็จของบริษัทได้เช่นไร วันนี้จะขอยกตัวอย่างเกี่ยวกับ อำนาจต่อรองของคู่ค้าต่องบกระแสเงินสดนะครับ

 

เงินสดดีอย่างไร?

 

สมมุตว่าเราทำธุรกิจอย่างหนึ่งแล้วเราจะต้องขายของให้อีกบริษัทหนึ่ง คำถามก็คือ "เราต้องการเงินสดจากเขาหรือไม่?"

 

แน่นอนว่าทุกธุรกิจต้องการเงินสด หรือ ยิ่งได้เงินสดเร็วแค่ไหนก็ดีเพราะ

1. เงินสด สามารถนำไปสร้างสภาพคล่องในการทำอะไรก็ได้ ตาม Concept ที่ว่า Cash is King

2. เงินเชื่อ มีโอกาสจะถูกเบี้ยวได้ อยู่ๆส่งของไปแล้วเขาไม่จ่ายเงินแย่เลย จะฟ้องร้องก็ทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นไปอีก หรือจะเอาใบเรียกชำระเงินไปขายกับธนาคารเพื่อเอาเงินมาหมุนก่อน ก็จะทำให้เราต้องลดราคาให้ธนาคารเพื่อนำสภาพคล่องมาใช้ ทำให้ได้กำไรไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย (ไม่ลดราคาก็ไม่มีใครซื้อไม่มีใครเอา)

 

อำนาจการต่อรองทำไมถึงให้เงินสด?

 

ธุรกิจที่มีอำนาจสูงกว่าย่อมทำให้ได้เปรียบในการเจรจาธุรกิจ ถ้าเราทำธุรกิจแล้วมีแต่คนมาง้อเราเพราะเราเป็นเจ้าเดียวที่ผลิตสินค้านี้ (ไม่มีคู่แข่ง) หรือเราอาจจะเป็นธุรกิจรายใหญ่ที่มีธุรกิจต่างๆพากันมาจีบเพราะเห็นว่าเราจะพาธุรกิจเขาก้าวไกลได้ แน่นอนครับว่าเราย่อมมีสิทธิเลือกได้ว่าเราจะคบค้ากับคู่ค้าหรือไม่ มันก็ย่อมทำให้เราอยากจะทำธุรกิจกับคนที่เราจะได้ประโยชน์สูงสุด ในทางกลับกันถ้าเราอยากจะทำธุรกิจกับธุรกิจที่เราต้องง้อ เราอาจจะต้องยอมเสียเปรียบเพื่อให้เขามาคุยด้วยเหมือนกัน แล้วแน่นอนครับทุกธุรกิจที่ได้เปรียบในอำนาจต่อรองย่อมขอ "เงินสด" หรืออย่างน้อย "เงินเชื่อที่ต้องเปลี่ยนเป็นเงินสดในระยะเวลาที่สั้นที่สุด"

ถ้ายกตัวอย่างง่ายๆ ถ้าคุณเป็นฟรีแลนซ์รับงาน ทำได้แค่ 1 ชิ้น คุณอยากรับงานไหนก่อน

1. คู่ค้าที่จ้างด้วยเงินสด จำนวน 1 หมื่นบาท

2. คู่ค้าที่จ้างด้วยเงินเชื่อ จำนวน 1 หมื่นบาท

แน่นอนว่าถ้าได้เงินสดเลยคุณจะรับงานนั้นก่อน แต่ถ้ามีคนที่พร้อมจ่ายคุณ 1 แสนบาท แต่ขอให้คุณรอ 3 เดือนจากวันส่งงาน คุณอาจจะลองคิดอีกที

 

แล้วถ้าคุณเป็นเป็นคนจ่ายตังหล่ะ ต้องจ้างคนมาทำงาน 1 ชิ้น คุณอยากจะได้คู่ค้าแบบไหน

1. คู่ค้าที่บอกให้คุณจ่ายด้วยเงินสด จำนวน 1 หมื่นบาท

2. คู่ค้าที่บอกว่าติดไว้ก่อนก็ได้ เดี๋ยวอีก 1 เดือนมาจ่ายเขาก็ได้ จำนวน 1 หมื่นบาท

ในทางกลับกันนี้ถ้าคุณทำธุรกิจแล้วต้องการสภาพคล่องในการหมุนเงิน ยังไงคุณก็คงไม่จ่ายเงินสดอยู่แล้ว ยิ่งติดนานๆได้ยิ่งดี เอาไปทำโน้นทำนี่ได้อีก หรือถ้ายังไม่มีเงิน คุณก็ยังมีเวลาหาเงินมาจ่ายได้ ต้องอย่าลืมว่าหากคู่ค้าเขาต้องการเรามากจริงๆในกำลังที่เรามีจำกัด เขาย่อมเสนอประโยชน์ที่มากขึ้นกว่าคู่แข่ง

อย่างในกรณีของร้านค้ากับ Supplier ก็สามารถยกตัวอย่างได้เช่นกัน หากลูกค้ามีความต้องการสินค้าและถามหาสินค้าจากร้านค้าเป็นจำนวนมาก แน่นอนว่าเขาย่อมไปเจรจากับผู้ผลิตว่ารีบเอาของมาลงให้หน่อยเพราะลูกค้าต้องการ ผู้ผลิตก็ย่อมกำหนดเกมส์ได้ว่าให้จ่ายเลยหรือไหม่หรือให้ติดได้แต่ต้องมาจ่ายเมื่อไหร่ แต่ถ้าเราเป็นผู้ขายแล้วเราต้องไปง้อร้านค้าให้ช่วยเปิดตัวสินค้าให้ ร้านค้าอาจจะขอให้เอาของมาก่อนแล้วจ่ายคืนที่หลัง หรือ ขอคืนของได้ถ้าขายไม่ออก

 

ทั้งหมดจะเห็นได้ว่าอำนาจต่อรองและความพึงพอใจในการเจรจามันก็ทำให้ธุรกิจเกิดกระแสเงินสดได้ดีกว่า บริษัทใหญ่ๆที่มีแต่คนมาง้อย่อมกำหนดเกมส์ในการต่อรองได้ ไม่จำเป็นต้องง้อคู่ค้าก็ได้เพราะมีคนมาง้อเยอะแยะเต็มไปหมด ในขณะที่ธุรกิจที่ต้องง้อชาวบ้านก็มีความจำเป็นที่จะต้องเสนอการให้เงินเชื่อในการทำการค้า และเมื่อธุรกิจในที่มีเงินสดอยู่ในมือยิ่งนานยิ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่างๆได้มากกว่า การเลือกธุรกิจที่เราจะลงทุน หากเป็นธุรกิจที่รับเงินสด และ จ่ายเงินเชื่อ มีการลงทุนมากขึ้นเรื่อยๆ และมีการเติบโตและกำไรในอัตราที่มากขึ้นเรื่อยๆนั้นก็เป็นธุรกิจที่ดูน่าสนใจ

  • นำไปลงทุนในระยะสั้นหรือยาวก็ได้ขึ้นอยู่กับสภาพคล่องของเงินสดกับระยะเวลาการลงทุน
  • ลดต้นทุนทางการเงินอื่นๆ ไม่ต้องกู้เงินหาสภาพคล่อง ทำให้แข่งขันได้ดีขึ้น
  • การจ่ายเงินให้กับพนักงาน ค่าใช้จ่าย เจ้าหนี้ จะสามารถทำได้ง่ายกว่าธุรกิจที่ปราศจากกเงินสด ทำให้เกิดเครดิตในตัวบริษัท
  • อาจจะมีข้อได้เปรียบอื่นๆเกิดขึ้นจากการใช้เงินสดในอนาคต

ว่าแต่ธุรกิจนั้นเป็นตัวไหน ลองหากันดูนะครับ :D