ทุกวันนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าการจัด "เก็บภาษี" ยังไม่ครอบคลุมทั่วถึง มีทั้งผู้ที่จ่ายภาษีอยู่ถูกต้องและไม่ถูกต้อง รวมถึงระบบการคืนเงินภาษีที่ล่าช้า ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร จึงมีนโยบายนำเทคโนโลยีมาใช้ วัตถุประสงค์ก็เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษีให้ครบถ้วนและรวดเร็วยิ่งขึ้น

จากตัวเลขมีผู้เสียภาษีบุคคลธรรมดา 11 ล้านคน นิติบุคคล 6 แสน เทียบกับคนทำงานในกรมฯ มีประมาณ 2 หมื่นคน แน่นอนว่าจึงเกิดการตกหล่นและล่าช้า ฉะนั้นถ้ามีเทคโนโลยีช่วยแยกแยะตรวจสอบการสำแดงข้อมูลว่ามีการหลบเลี่ยง ก็จะทำให้ระบบจัดการภาษีโปร่งใสยิ่งขึ้น

หลักการคือระบบการเก็บภาษีตั้งอยู่บนธุรกรรมของธุรกิจ tax intelligence ที่สามารถระบุรายละเอียดตัวเลขรายได้ ธุรกิจแบบเชื่อมโยงกับทุกหน่วยงาน เริ่มจากการใช้ data analytic จาก big data ที่มาจากกรมศุลกากร, กรมบัญชีกลาง ฯลฯ ซึ่งเชื่อมโยงกับรายการจ่ายเงินของรัฐและเอกชนที่มารับโครงการภาครัฐ รวมถึงเชื่อมโยงกับข้อมูลรัฐวิสาหกิจ ไฟฟ้า ประปา มาใช้ประกอบการตรวจจับความผิดปกติการยื่นชำระภาษี เมื่อระบบประมวลผลออกมาเจ้าหน้าที่ก็เพียงตรวจสอบอีกครั้งตามดุลยพินิจเท่านั้น

ต่อด้วย digital transformation ที่จะอำนวยความสะดวกในการติดต่อเรื่องภาษีทั้งหมด เริ่มจากการไม่ต้องใช้เอกสารสำเนา ลดการใช้กระดาษซึ่งลดภาระการตรวจสอบ และตัดปัญหาการทำเอกสารปลอมเพื่อลดหย่อนภาษี ไปจนถึงการใช้แอปพลิเคชัน โดยปีหน้าพยายามจะเปิด open API คือทำให้ระบบบัญชีสรรพากรเชื่อมโยงกับสภาวิชาชีพบัญชี ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับ SME โดยเฉพาะ

"เทคโนโลยีเปลี่ยน ถ้าเราไม่เปลี่ยนมันจะกระทบมาก ต้องเรียนตรงๆ ว่ากฎหมายเป็นตัวสำคัญ ทุกวันนี้บริษัทที่ทำ e-commerce เขาไม่ได้จดทะเบียนเมืองไทย บังคับไม่ได้ ก็ต้องศึกษาว่าต่างประเทศรับมืออย่างไร ตอนนี้ซื้อขายไม่ต้องมีหน้าร้าน ก็ลำบากจะไปตรวจสอบ มันเป็นธุรกิจซื้อมาขายไป ตรวจสอบไม่ได้"

"ไม่ได้ต้องการที่จะไปจับผิด ไล่จับรายเล็กรายน้อย แต่ผมต้องการให้ระบบเป็นธรรม คือคนที่มีร้านค้าเสียภาษีถูกต้องเขาเสียเปรียบคนที่หลบภาษี.."

กล่าวโดยสรุป พบว่า หมุดหมายที่อธิบดีกรมสรรพากรจะก้าวไปภายใต้ธีมว่า "Digital Transformation" นั้น

  • ในเรื่องภายในนั้น เน้นด้านคุณธรรมากขึ้น เน้นภาคปฏิบัติเรื่องความซื่อสัตย์ การรับผิด และการมีใจรักในการให้บริการ
  • กรมสรรพากรเป็นแหล่งรายได้ให้ประเทศมากถึงร้อยละ 80 แต่ยังไม่สามารถจัด "เก็บภาษี" ได้ครอบคลุมและทั่วถึง จึงจะนำเทคโนโลยีมาใช้ ทำระบบให้เป็น data analytic เพื่อเชื่อมโยงข้อมูล และทำแบบจำลองเพื่อดูว่าพฤติกรรมการโกงจะมาในรูปแบบไหนบ้าง เช่น การสำแดงต่ำกว่าที่เป็นจริงในเรื่องยอดขาย เราสามารถตรวจสอบได้ว่า ยอดสินค้าคงคลัง ขายได้น้อย แต่ทำไมสินค้าไม่เหลือ ฯลฯ
  • ในอนาคตจะทำ machine learning เพื่อเรียนรู้พฤติกรรมคนว่า ทำแบบนี้ ยอดบัญชีกระทบแบบนี้เป็นสิ่งผิดปกติ ให้เรียนรู้ว่าตัวเลขแบบนี้ผิดหมด
  • open platform จะเข้ามา นักบัญชีไม่ได้หายไปไหน คนเก่ง คนดีจะอยู่ต่อไป ส่วนคนที่แนะนำให้ผู้เสียภาษีโกงจะถูกตรวจจับ
  • การจะไปสู่เป้าหมายของ digital transformation ได้ ต้องมีการเชื่อมโยงข้อมูล ต้องมี data analytic จาก big data เช่นการเชื่อมโยงกับรัฐวิสาหกิจ ไฟฟ้า ประปา ข้อมูลจะสะท้อนว่าที่คุณรายงานยอดการใช้แค่นี้ แต่ทำไมยอดใช้ไฟฟ้ามันสูงแบบนี้ มันทำให้เกิดระบบแยกคนไม่ดีออกมา

เรียบเรียงในแบบ #aomMONEY

ขอบคุณข้อมูลจาก

Thaipublica

ติดตามความรู้เรื่องการเงินการลงทุนจาก aomMONEY

Website : www.aomMONEY.com

Youtube : https://www.youtube.com/AommoneyTH

กลุ่มกองทุนไหนดี : https://www.facebook.com/groups/SelectedFund/

ทีมกองบรรณาธิการ aomMONEY