สวัสดีปีใหม่คร้าบ นักลงทุนทุกท่าน ผ่านไปอีกปีแล้วนะครับ ในปีที่แล้วเป็นอย่างไรกันบ้าง ผมเชื่อว่าหลาย ๆ ท่านคงจะเหนื่อยใจกับการลงทุนกันพอสมควร  แต่ไม่ว่าตลาดหุ้นจะเป็นอย่างไร ผมขอให้การลงทุนในปีนี้เป็นปีที่ดีสำหรับนักลงทุนทุกท่านนะครับ

แต่วันนี้ผมไม่ได้มาคุยเรื่องวิธีการเลือกซื้อกองทุนแต่อย่างใด แต่จะมาชวนพักสมอง ผ่อนคลายกับบทความสัมภาษณ์ผู้จัดการกองทุนกันครับ

โดยมุมมองจากพี่ ๆ ผู้จัดการกองทุนนั้น ผมถือได้ว่าเป็น มุมมองที่ผ่านประสบการณ์ ผ่านความคิด ผ่านอะไรมามากมาย ซึ่งเราสามารถนำไปใช้ได้เลย เป็นการเรียนรู้ที่รวดเร็วมาก ๆ ยิ่งถ้าใครจับจุด หรือ จับประเด็นได้มากขึ้นก็สามารถนำไปประยุกต์และพลิกแพลงเป็นสไตล์ของเราเองได้อีกด้วยครับ

วันนี้เรามีโอกาสได้มาแลกเปลี่ยนมุมมองกับ 3 ผู้จัดการกองทุนแห่ง KAsset สำหรับนักลงทุนหน้าใหม่หรือคนที่อยากเป็นผู้จัดการกองทุน ห้ามพลาดครับ และผู้จัดการกองทุนที่เราสัมภาษณ์ในวันนี้มี 3 ท่าน คือ


คุณธิดาศิริ ศรีสมิต, CFA รองกรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการลงทุนตราสารทุน

คุณชัยพร ดิเรกโภคา, CFA ผู้บริหารกองทุนตราสารหนี้

คุณนาวิน อินทรสมบัติ รองกรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการลงทุนต่างประเทศ

เพื่อให้ไม่เป็นการเสียเวลา เรามาฟังมุมมองจากผู้จัดการกองทุนทั้ง 3 ท่านนี้กันครับ

 

หมอนัท : กว่าจะมาเป็นผู้จัดการกองทุน จุดเริ่มต้นของความสนใจในด้านการเงินของแต่ละท่านนั้นเริ่มต้นมาจากอะไรครับ

คุณธิดาศิริ : พี่จบสถิติและเศรษฐศาสตร์มา จากนั้นก็ไปต่อโทไฟแนนซ์ เพราะรู้สึกว่าการออมกับการลงทุนเป็นอะไรที่เกี่ยวพันกันไปตลอดชีวิต อยู่ที่ว่าเราวางแผนชีวิตแบบไหน สำหรับเรื่องเงินบางคนอาจจะคิดว่าไม่ได้สำคัญที่สุดนะ แต่มันก็เป็นอะไรที่ทำให้ดำรงชีวิตอยู่ได้ ซึ่งแต่ละคนเป้าหมายก็ไม่เหมือนกัน เช่น บางคนบอกว่าสำหรับตัวเองมีหนึ่งล้านบาทก็เพียงพอแล้ว หรือบางคนบอกว่าต้องมีสิบล้าน ร้อยล้านบาทถึงจะพอ ไม่ว่าเป้าหมายของใครจะเป็นเท่าไหร่ อย่างน้อยที่สุดเราต้องพึ่งพาตัวเองให้ได้ พี่เลยคิดว่าการเงินเป็นเรื่องที่สำคัญมาก และน่าสนใจมากเช่นกัน

คุณชัยพร : ของผมเริ่มต้นที่ตอนเลือกคณะ ตอนนั้นจะมีคณะยอดนิยม แพทย์ วิศวะ แล้วผมเห็นว่าที่บ้านเราทำการค้าขาย ผมก็เลยเลือกบัญชี (บริหารธุรกิจ) ของจุฬาฯ หลังจากสอบเข้าได้แล้ว เราก็เริ่มดูธุรกิจของที่บ้าน เห็นการหมุนเงิน การเช็คสต็อคสินค้า ผมจึงตัดสินใจเรียนภาคการเงิน เพื่อที่จะได้นำความรู้มาช่วยธุรกิจครอบครัว  นี่นับเป็นจุดเริ่มต้นเส้นทางการเงินของผม และได้ต่อยอดในช่วงเริ่มต้นทำงานที่แรก ที่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ภัทรธนกิจ จำกัด ฝ่ายวาณิชธนกิจ ผมได้เรียนรู้มากมายตั้งแต่คำว่า Professionalism รวมทั้งคำว่า Global Standard และ  Business Ethics เป็นพื้นฐานให้ผมสามารถหล่อหลอมปรัชญาการใช้ชีวิตและการทำงานของผมในปัจจุบันได้ลงตัว

คุณนาวิน : ผมเข้ามาวงการการเงินในปี 1993 โดยก่อนหน้านั้นผมเป็นวิศวกรอยู่บนแท่นน้ำมันกลางทะเล ตอนนั้นก็ถือว่าเป็นงานที่ดีมาก เพราะเงินเดือนเยอะที่สุดในกลุ่มของคนจบใหม่ ไปทำอยู่แค่ปีนึง สุดท้ายก็ย้ายเข้าไปทำวาณิชธนกิจ ที่บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด เป็นช่วงที่เราเป็นกลุ่มผู้บุกเบิกเลย ประเทศไทยเพิ่งเริ่มธุรกิจหลักทรัพย์มาไม่นาน และวาณิชธนกิจก็เพิ่งเริ่ม เพราะฉะนั้นจะได้เรียนรู้อะไรที่เป็นสิ่งใหม่ๆ ค่อนข้างเยอะ สำหรับเด็กจบใหม่ถือว่าค่อนข้างเร็ว เราก็ได้เข้าไปทำ ใช้การเรียนรู้ ค่อยๆลองผิดลองถูก จนได้ไปโรดโชว์ที่ New York ได้เห็นขั้นตอนการทำงานของ Investment Bank ระดับโลก วันนั้นจำได้ว่าเราไปนั่งในห้องประชุมของ Goldman Sachs ดูเขาทำสรุปราคา IPO เมื่อลูกค้าแค่จะขอราคา IPO เพิ่มขึ้นอีก 2 บาทเถียงกันเป็นวัน คือราคาก็ต้องเหมาะสมกับพื้นฐานของบริษัทจริงๆ  เลยเข้าใจว่าความซีเรียสของการเงินมันค่อนข้างเยอะ มันเป็นจุดที่เราคิดว่าโอกาสที่เราจะได้เรียนรู้ในในอาชีพนี้ยังมีอีกมากมาย มีความท้าทาย น่าจะลองทำต่อ ก็เลยอยู่สายนี้มาตั้งแต่ตอนนั้น และก็อยากที่จะทำงานในสายนี้ไปเรื่อยๆ

เปิดบ้าน KAsset... ตอน 2                                             “Gain & Loss”  กองทุน ชีวิต และการเป็นผู้จัดการกองทุน

หมอนัท : สำหรับคนที่อยากเป็นผู้จัดการลงทุนต้องเตรียมตัว ฝึกฝนตัวเองอย่างไรครับ

คุณธิดาศิริ : พี่คิดว่าสิ่งสำคัญของผู้จัดการกองทุนคือต้องมีทักษะด้านการวิเคราะห์

พี่คิดว่าเด็กสมัยนี้เริ่มจบมาช่วง 5-6 ปีที่แล้ว เป็นช่วงที่ตลาดปรับตัวขึ้นมาแรงและเร็ว ไม่ว่าจะลงทุนอะไรไปมันก็ได้ผลตอบแทนที่ดีหมด มันขึ้นอยู่กับว่าใครกล้าเสี่ยงแค่ไหน แต่จากนี้ต่อไป พี่ว่ามันหมดยุคนั้นแล้ว เพราะฉะนั้นผลตอบแทนที่ดีมันต้องมาเลือกหุ้นที่ดีจริงๆ และต้องมีกระบวนการคิดและการวิเคราะห์มากกว่าเดิมพอสมควร

ที่เราได้ยินกันบ่อยคือ New Normal หรือต่อไป Global Growth มันจะอยู่ในระดับต่ำอีกพักนึง เพราะฉะนั้นเราต้องเตรียมรับกับการลงทุนในภาวะที่เศรษฐกิจโลกมีอัตราการเติบโตที่อยู่ในระดับต่ำได้ บริษัทที่จะรอดได้ คือบริษัทที่ปรับตัวได้ไม่ว่าจะเป็นการลดต้นทุนหรือการเปลี่ยนแนวคิดหรือแนวทางการทำธุรกิจใหม่ใหม่

คุณชัยพร : สำหรับผมมองว่าผู้จัดการกองทุนต้องมองภาพใหญ่ มองเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศใหญ่ๆให้เข้าใจ ทั้งด้านความคิดของผู้นำประเทศและนโยบายธนาคารกลาง มันจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ต่อ Fund Flows แล้วก็เริ่มมองปัจจัยภายใน ดูเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของไทย  ต้องคิดด้วยว่าคนในประเทศคิดอย่างไร ส่งผลต่อตลาดอย่างไร สิ่งเหล่านี้มันเกิดจากประสบการณ์ที่สะสมมา ส่วนตลาดตราสารหนี้ ผมถือคติรู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง เราจะต้องเข้าใจก่อนว่า Major Market Players มีใครบ้าง มีข้อจำกัดในการลงทุนอะไร ชอบลงทุนแบบไหน แล้วก็จะกลับมาที่ตัวเราว่าต้องการทำอะไร ซื้อ-ขาย ที่ราคาไหน และซื้อ-ขายกี่ได้กี่ครั้งเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา

ใน 2-3 รอบปีที่ผ่านมาทุกคนจะพูดกันในเรื่อง คื

Dr.Nut

Dr.Nut

GURU aomMONEY ผู้เชี่ยวชาญทางด้านกองทุน การลงทุน และการเงิน

Related Story