เพราะมี "รายได้" เยอะ "รายจ่าย" เลยเยอะตาม จริงหรือ?

เพราะมี "รายได้" เยอะ "รายจ่าย" เลยเยอะตาม จริงหรือ?

 

รายได้ยิ่งมีมาก รายจ่ายยิ่งมาก

 

พอยิ่งมีรายได้มากขึ้น เราจะมีรายจ่ายมากขึ้น แต่ก่อนเงินเดือน 15,000 บาทก็อยู่ได้ พอเงินเดือนขึ้นมาเป็น 20,000 บาทเริ่มอยู่ไม่ได้ พอเงินเดือนแตะที่ 25,000 บาทเริ่มชักหน้าไม่ถึงหลังเพราะมีรายจ่ายมากขึ้นเป็นเงาตามตัว เอ๊ะ!! มันเกิดอะไรขึ้น? ทำไมรายได้ที่มากขึ้นไม่ได้การันตีทักษะการใช้เงินได้เลย ทำงานมีรายได้สูงหรือลงทุนแล้วได้ผลตอบแทนมาก แต่สุดท้ายไม่มีเงินเหลือเก็บ มันพลาดตรงไหนกัน

 

พลาดเพราะมีรอยรั่วของรายจ่าย!!

 

เงินมันก็เหมือนน้ำฝนที่ตกลงมาแล้วก็ต้องมีภาชนะรองรับ แล้วถ้าภาชนะที่รองน้ำเก็บไว้มีรอยรั่ว น้ำมันก็แห้งได้เหมือนกัน ซึ่งความสามารถในการจัดสรรเงินให้มีเงินใช้ไปตลอดชีวิตนั้นเป็นสิ่งที่เราฝึกฝนกันได้ เพียงแต่ต้องดูแลรายจ่ายของเราให้ดี เราควรรู้ว่า.....

 

อะไรที่เราควรจ่าย

อะไรที่เราควรรอเวลา (เดี๋ยวค่อยซื้อ )

อะไรที่ไม่ควรจ่าย

 

ดังนั้น เพื่อให้เงินแต่ละบาทของเราได้ใช้อย่างคุ้มค่ามากที่สุด ต้องคิดแล้วว่าจะทำอย่างไรให้เงินที่จำกัดของเราใช้จ่ายให้เกิดประโยชน์สูงสุด ควรคิดให้ถ้วนถี่ก่อนจ่ายทุกครั้ง ซึ่งอาจจะใช้วิธีคิดนี้แบ่งแยกความจำเป็นก่อนตัดสินใจจ่ายเป็นแนวทางก็ได้ ดังนี้

 

เพราะมี "รายได้" เยอะ "รายจ่าย" เลยเยอะตาม จริงหรือ?

 

 

  1. รายจ่ายเพื่อรายได้ คือ การจ่ายเงินซื้อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แล้วสิ่งนั้นสร้างเงินกลับมาให้เรา
  2. รายจ่ายเพื่อรายจ่าย คือ การจ่ายเงินซื้อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แล้วสิ่งนั้นไม่สร้างรายได้กลับมาให้เรา จ่ายแล้วจ่ายเลย

 

ควรจ่ายเงินกับสิ่งของที่จำเป็นเท่านั้น!!

 

อะไรบ้างหละที่เรียกว่า “สิ่งของจำเป็น”เพราะความจำเป็นของแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน ของสิ่งเดียวกันเราอาจจะมองว่าเป็นสิ่งฟุ่มเฟือยแต่กับอีกคนนับว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นมากๆ เคยสงสัยวิธีการใช้เงินของตนเองไหมว่าแต่ก่อนของบางสิ่งไม่จำเป็นเลย ถึงไม่มีชีวิตเราก็ยังอยู่ได้ แต่พอรายได้มากขึ้นของสิ่งนั้นกลับมีความจำเป็นขึ้นมาและก็มีสิ่งอื่นๆที่คิดว่าจำเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ

 

สมมติว่าเราดื่มกาแฟแก้ง่วง จากแต่ก่อนดื่มกาแฟนอาแปะแก้วละ 20 บาทก็ว่าอร่อยหายง่วงเป็นปลิดทิ้ง พอเงินเดือนมากขึ้นก็เริ่มทำใจออกห่างจากอาแปะไปดื่มกาแฟแก้วแพงขึ้นแก้วละร้อยกว่าบาทถึงหายง่วง พอลองกลับมาดื่มกาแฟอาแปะเหมือนเดิมกลับรู้สึกว่ารสชาติแย่มาก คิดว่าแต่ก่อนไม่รู้ดื่มไปได้อย่างไร นั่นซิ....กาแฟอาแปะเปลี่ยนไปหรือว่าลิ้นเราเปลี่ยนแปลง

 

เราสร้างเงินได้จำกัดแต่ความต้องการของเราไม่จำกัด จะทำอย่างไรให้เงินที่สร้างมานั้นเกิดประโยชน์สูงสุด เราควรเริ่มที่วิธีคิดก่อนตัดสินใจจ่ายเงิน คิดว่าคุ้มที่จะจ่ายหรือไม่ เราเห็นหลายคนซื้อเครืองสำอางแพงๆเพื่อดูแลใบหน้าของตนเองให้สวยงาม แต่กลับไม่มีเงินเหลือกินข้าวหรือซื้ออาหารที่มีประโยชน์ทาน ดูดีแต่ภายนอกแต่สุขภาพทรุดโทรมแบบนี้ โป๊ะเครื่องสำอางแพงแค่ไหนก็เอาไม่อยู่ 

 

ดังนั้น เราควรจัดการกับความต้องการใช้จ่ายเงินของเราด้วยเหตุผลของความเป็นจริงจากเงินในกระเป๋าของเราว่าสมควรจ่ายหรือไม่ มีน้อยใช้น้อย มีมากใช้มากหรือมีมากใช้น้อย แต่ถ้ามีน้อยใช้มากนี่ยังไงก็ไม่เหลือ ถูกมรสุมหนี้สินเข้าโจมตีแน่นอนจ้า

 

ตัวอย่างรายจ่าย "จำเป็นหรือแค่ต้องการ"

 

การนวดสปาเพื่อผ่อนคลาย

 

ในช่วงที่รายได้สูงก็เข้าสปาเพราะคิดว่าควรความผ่อนคลายความเครียดจากการทำงานด้วยการนวดบำบัดจึงคิดว่าการเข้าสปาเป็นสิ่งจำเป็นและขาดไม่ได้ จึงติดการนวด ถ้าช่วงไหนไม่ได้เข้าสปาจะรู้สึกไม่สบายตัว หงุดหงิดเพราะสมองได้ติดตั้งความจำไว้แล้วว่านวดสปาแล้วผ่อนคลาย ถ้ามีวันนึงรายได้ลดลง แต่เราก็คงยังคิดว่าสปาเป็นสิ่งจำเป็นเหมือนเดิม แบบนี้อาจจะไม่ถูกต้อง เพราะสปาจะกลายเป็นส่วนเกินในชีวิตที่ไม่จำเป็นอีกต่อไป เป็นรายจ่ายที่ควรปรับลงลงเพื่อนำเงินส่วนนี้ไปใช้จ่ายส่วนอื่นๆ

ความจำเป็นในอดีตอาจจะไม่จำเป็นในปัจจุบันก็ได้ ควรปรับตัวให้เข้ากับเงินในกระเป๋าในปัจจุบันของเรา ถ้าเราตัวเล็กก็ควรใช้ชีวิตแบบคนตัวเล็ก ไม่ต้องกลัวว่าคนอื่นจะมองเราว่าภาพลักษณ์ไม่ดี เพราะคนอื่นไม่ได้จ่ายเงินซื้อข้าวให้เรากินอิ่มท้อง

 

 

ค่าหมอรักษาสิวกับการทำศัลยกรรม

 

จำเป็นหรือไม่จำเป็น เราเลือกที่อาชีพว่าต้องใช้หน้าตาและรูปร่างภาพนอกหรือไม่

สำหรับผู้ที่ใช้ใบหน้าในการทำงาน เช่น คนขายเครื่องสำอางต่างๆ พนักงานในร้านเสริมความงามที่ต้องมีหน้าตาที่สดใส ปลอดสิวก็ควรให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาหน้ามากๆ รายจ่ายเพื่อดูแลผิวหน้าจึงจำเป็น เพราะถ้าหน้าเต็มไปด้วยสิวอาจจะมีผลต่อยอดขาย ลูกค้าไม่กล้าซื้อผลิตภัณฑ์ที่แนะนำ

ส่วนผู้ที่ต้องใช้รูปร่างในการทำงาน เช่น พนักงานที่สถาบันลดน้ำหนัก ฟิตเนส พริตตี้ ดารา ต้องทำให้ร่างกายแข็งแรง ภายนอกดูดี ใบหน้าสวยงามก็อาจจะต้องทำศัลกรรมทำตา ทำจมูก เหลาคาง ทำนม ฯลฯ ทำให้รายจ่ายการทำศัลกรรมจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อจะได้เจริญก้าวหน้าในอาชีพนั้นๆ ต่อไป

แต่ถ้าเราทำงานในออฟฟิศที่ทั้งวันเจอแต่คอมพิวเตอร์มากกว่าเจอหน้าเพื่อนร่วมงาน เจอแต่เอกสารกองโต ก้มหน้าทำงานทั้งวัน เงยได้แต่ช่วงตอนทานข้าวและเข้าห้องน้ำเท่านั้น รายจ่ายส่วนนี้ก็จะกลายเป็นสิ่งไม่จำเป็น มันเป็นการอยากได้เพื่อความสุขทางใจเท่านั้น ผลที่ได้อาจจะออกมาไม่ดี ถ้าความสุขแบบนี้ทำให้ครอบครัวเดือดร้อนหรือไม่มีเงินกินข้าว สำหรับบางคนตั้งใจจะทำศัลกรรมจริงๆ แต่มีเงินที่จำกัด อาจจะต้องกลับมานั่งคิดแล้วว่าจะนำเงินก้อนนี้ไปทำประโยชน์อย่างอื่นดีกว่าหรือไม่ หรือรอเวลาให้เงินมากกว่านี้แล้วค&