เลือกกองทุนอย่างไร ให้คุ้มค่าทำเนียน

  เนื่องจากมีคนถามเรื่องค่าธรรมเนียม เข้ามาเยอะเหมือนกัน ผมก็เลยถือโอกาสเขียนบทความอธิบายถึงค่าธรรมเนียมเลยจะดีกว่า หลายท่านอาจจะคิดว่า เอ๊ะ ! หัวข้อนี้ผมเขียนผิดหรือไม่ ผมยืนยันครับว่าไม่ผิดแน่นอน เดี๋ยวผมจะอธิบายให้ฟังครับว่า ทำไมผมถึงเรียกมันว่า "ค่าทำเนียน" ก่อนที่จะไปเรื่องรายละเอียดของการเลือกกองทุนให้คุมค่าธรรมเนียมกัน เรามาดูก่อนนะครับ ว่ากองทุนนั้นเก็บค่าธรรมเนียมอะไรกันบ้าง ค่าธรรมเนียม หรือค่าใช้จ่ายในการที่เราจะต้องจ่ายเวลาซื้อกองทุนรวมกันครับ โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ 1 ค่าธรรมเนียมที่หักโดยตรงจากผู้ถือหน่วย (เวลาซื้อ-ขาย) คือส่วนที่ต้องจ่ายให้กับ บลจ. และตัวแทนขาย โดยผู้ลงทุนจะต้องเสียค่าธรรมเนียมต่าง ๆเหมือนการซื้อขายหุ้นที่ต้องจ่ายค่าคอมมิชชั่นให้กับโบรกเกอร์รวมถึง เวลาที่มีการสับเปลี่ยนกองทุนยังด้วย ลองดูในFund Fact Sheet ตัวอย่างนะครับ ซึ่งในตอนที่ท่านกำลังจะซื้อกองทุนส่วนใหญ่เจ้าหน้าการตลาดกองทุนจะบอกรายละเอียดค่าใช้จ่ายให้ฟังอีกครั้งครับ ค่าธรรมเนียม 1   ส่วนการคำนวนว่าเราจะต้องซื้อกองทุนได้ที่ราคาเท่าไหร่ หรือ NAV ที่ได้รวมค่าธรรมเนียมในการซื้อ-ขายแล้วเป็นอย่างไรก็ทำได้ดังนี้ครับ ราคาเสนอขาย คือ่ราคาที่กองทุนจะเสนอขายให้เรานั่นเอง (เรียกอีกอย่างว่า เราต้องซื้อราคานี้ !) ซึ่งการคำนวนง่าย ๆ ก็คือ => NAV+0.0001+ค่าธรรมเนียมในการซื้อ ราคาเสนอซื้อ คือราคาที่กองทุนจะซื้อหน่วยลงทุนจากเรานั่งเอง (เรียกอีกอย่างว่า เราจะต้องขายราคานี้ !) ก็คือ => NAV– ค่าธรรมเนียมในการขาย   2 ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากกองทุน โดยส่วนใหญ่ให้เราดูที่ Total Expense ได้เลย (ค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เรียกเก็บจากกองทุน) แต่เรามักจะไม่เห็นค่าใช้จ่ายส่วนนี้เท่าใดนักเพราะจะค่าใช้จ่ายส่วนนี้จะเก็บหลังจากที่เราเป็นผู้ถือหน่วยลงทุนแล้วครับ คือรวมอยู่ในค่าใช้จ่ายกองทุนในแต่ละวันที่คิด NAV นั่นเอง ค่าธรรมเนียม 2   หลักการคิดค่าธรรมเนียมแบบนี้ก็คือ นำ 1.81 %( เลขสมมติที่เป็น ค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บจากกองทุน) หารด้วยจำนวนวันทำการใน 1 ปี จะได้เป็นค่าธรรมเนียมที่เป็น % ต่อวัน ทางกองทุนก็จะนำ ค่าธรรมเนียมที่เป็น % ต่อวันนี้ไปคูณกับมูลค่า NAV ของกองทุนเพื่อเรียกเก็บเป็นค่าใช้จ่ายต่อวันครับ และ NAV ที่เราเห็นบนหน้า web ของ แต่ละบลจ. นั้นก็ได้รวมค่าธรรมเนียมอันนี้ไปด้วยครับ เลยทำให้เรารู้สึกว่าไม่มีครับ ดังนั้นผมจึงเรียกว่าขำ ๆ ว่า “ค่าทำเนียน” เพราะเราไม่ทันได้คิดถึงค่าใช้จ่ายเหล่านี้ ถึงแม้ว่ามันจะเขียนนอยู่ใน Fund fact sheet และ หนังสือชี้ชวนก็ตามครับ โดยค่าใช้จ่ายส่วนนี้หลักๆประกอบไปด้วยค่าธรรมเนียมการจัดการ, ค่าธรรมเนียมผู้ดูแลผลประโยชน์, ค่าธรรมเนียมนายทะเบียน, ค่าใช้จ่ายในการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ จะมากหรือน้อย นั้นจะขึ้นอยู่กับประเภทของกองทุนรวม หากเป็นกองทุนประเภทที่บริหารง่ายๆ เช่น กองทุนรวมตลาดเงิน, กองทุนตราสารหนี้ และ กองทุนแบบ Passive Fund ก็จะเก็บค่าใช้จ่ายต่ำ ในทางกลับกัน กองทุนไหนที่มีการบริหารซ้ำซ้อน เช่น กองทุนหุ้นแบบ Active Fund, กองทุนที่ลงทุนในต่างประเทศ ก็จะเก็บค่าใช้จ่ายสูงตามไปด้วยครับ แล้วค่าธรรมเนียมในส่วนนี้มีผลต่อการลงทุนด้วยเหรอ ?? ผมบอกได้เลยครับว่ามีผลต่อการลงทุนมากกว่าค่าธรรมเนียมแบบแรกอีกนะครับ ผมขอยกตัวอย่างแบบนี้ละกันครับ เช่นเราลงทุน 100 บาท กองทุน A ได้กำไรต่อปี 10 % ค่าธรรมเนียม 2 % กองทุน B ได้กำไรต่อปี 10 % ค่าธรรมเนียม 1 % ดังนั้น กองทุน A จึงได้ผลตอบแทนที่น้อยกว่าหากกองทุนทั้งสองให้ผลบตอบแทนที่เท่ากันนะครับ สมมติเป็นเลขง่าย ๆ ดังนั้นครับ กองทุน A ได้เงินเป็น 100 + 8 = 108 บาท กองทุน B ได้เงินเห็น 100 +9 = 109 บาท ปีถัดมา เหมือนเดิมเลยครับ กองทุน A ได้กำไรต่อปี 10 % ค่าธรรมเนียม 2 % กองทุน B ได้กำไรต่อปี 10 % ค่าธรรมเนียม 1 % ดังนั้น กองทุน A ได้เงิน 108 + 8.64 = 116.64 บาท กองทุน B ได้เงิน 109 + 9.81= 118.81 บาท จากตัวอย่างจะเห็นว่ายิ่งลงทุนนาน จะยิ่งเห็นความแตกต่างระหว่างกองทุนที่ค่าธรรมเนียมถูก กับกองทุนที่ค่าธรรมเนียมแพงครับ ถ้าอย่างนั้นเราจะลงทุนอย่างไรดี ? ให้คุ้มค่าธรรมเนียมแบบนี้ดีละครับ ?? คำตอบนั้นง่ายมากเลยครับ 1. ซื้อกองทุนที่ค่าธรรมเนียมต่ำ ๆ 2. ซื้อกองทุนที่ทำผลตอบแทนได้สูงมาก ๆ แต่ว่า การที่เราจะใช้วิธีที่ผมได้บอกมานั้นก็ต้องขึ้นกับประเภทของกองทุนด้วยนะครับ เช่นกองทุนตลาดเงิน กองทุนที่ลงทุนแบบอ้างอิงดัชนี (Passive Fund) เราก็ควรที่จะเน้นไปที่การลงทุนกับกองทุนที่ค่าธรรมเนียมต่ำ ๆ ครับ เนื่องจากกองทุนเหล่านี้ ค่าธรรมเนียมของกองทุนจะมีผลต่อผลตอบแทนค่อนข้างมากครับ เช่นกองทุนตลาดเงินให้ผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ปีละประมาณ 2 % กว่า ๆ เท่านั้นครับ (ไม่ว่าผู้จัดการกองทุนจะพยายามเท่าไหร่) ดังนั้นถ้าค่าธรรมเนียมยิ่งแพงเท่าไหร่ ผลตอบแทนก็จะน้อยลงอย่างเห็นได้ชัดเจนครับ ส่วนกองทุน Passive fund ก็เหมือนกันครับ ถ้าค่าธรรมเนียมแพง การที่กองทุนจะทำผลตอบแทนได้ผิดเพี๊ยนไปจาก ดัชนีอ้างอิงก็เป็นไปได้มากเช่นกันครับ ส่วนกองทุนหุ้น หรือ กองทุนที่เน้นการทำกำไรสูง ๆ เราก็ควรที่จะดูผลตอบแทนของกองทุนเป็นหลักครับ ถ้ากองทุนให้ผลตอบแทนที่ดี ถึงแม้ว่ากองทุนอาจจะคิดค่าธรรมเนียมที่แพง แต่ถ้าเราลงทุนแล้ว ผลตอบแทนที่ได้หักด้วยค่าธรรมเนียม แล้วก็ยังมากกว่ากองทุนอื่น ๆ ในรูปแบบเดียวกันได้ ผมก็ว่ามันก็คุ้มค่าใช่ไหมครับ ? ถ้าท่านไหนถือกองทุนที่ให้ผลตอบแทนที่ดี และค่าธรรมเนียมยังต่ำอีก เรียกได้ว่าถูกหวย  2 เด้งเลยละครับ ดังนั้นก่อนลงทุนอย่าลืมที่จะตรวจสอบค่าธรรมเนียมโดยเลือกกองทุนที่ค่าธรรมเนียมต่ำ ๆ และ ดูด้วยนะครับว่า ผลตอบแทนที่ได้นั้นคุ้มค่าหรือไม่ครับ ^_^ ค่าธรรมเนียมต่ำ แล้วผลตอบแทนต่ำก็ไม่ไหวครับ (เพลีย) ส่วนวิธีเลือกกองทุนนั้นง่ายนิดเดียวครับ(แต่ยากเยอะเลย) เราก็เอากองทุนที่ผลตอบแทนดี ๆ (แบบใกล้เคียงกัน) มาวางเรียงกัน แล้วกองทุนไหนที่มีค่าธรรมเนียมต่ำที่สุด(เน้นไปที่ค่าธรรมเนียมที่เก็บรายปีนะครับ) &#x
Dr.Nut

Dr.Nut

GURU aomMONEY ผู้เชี่ยวชาญทางด้านกองทุน การลงทุน และการเงิน