เลือกประกันสะสมทรัพย์แบบง่ายๆ..ไม่ปวดหัว (สำหรับมือใหม่)

 

"อยากออมเงินแบบง่ายๆ หรืออยากเอาเงินไปวางไว้ที่ที่

เงินงอกเงยแถมความเสี่ยงต่ำ"

มาดามว่านี่คือความต้องการของหลายคน...

 

ตัวเลือกในการออมเงินแบบนั้นมีอยู่หลากหลาย แต่ที่แน่ๆ คนออมเงินส่วนใหญ่อยากให้มีใครมาการันตีให้อุ่นใจหน่อย ว่าเงินที่เก็บออมจะไม่สูญหายไป ตัวอย่างง่ายๆ ของการออมที่มีคนมารับประกันเงินต้นที่รู้ๆกัน ก็อย่างเงินฝากประจำหรือพันธบัตรรัฐบาล

 

ถ้าเธออยากออมเงินนานหน่อย

อยากได้อะไรที่มากไปกว่าการคุ้มครองเงินต้นและดอกเบี้ย

มาดามว่า “ประกันแบบสะสมทรัพย์” ตอบโจทย์

 

เพราะนอกจากเงินต้นถูกคุ้มครอง ได้เงินคืนทยอยมาเรื่อยๆ

มันมีเรื่องของการลดหย่อนภาษี แถมยังมีความคุ้มครองชีวิตด้วยล่ะเธอ

ถ้าออพชั่นนี้ฟังแล้วดูดีเร้าใจมาดามว่า เราต้องคิดนิดนึงตามนี้นะว่า...

จริงๆแล้วเราเหมาะกับประกันสะสมทรัพย์ไหม และจะทำยังไงให้เราซื้อได้คุ้มค่าที่สุด

 

คำถามที่เธอต้องถามตัวเองก่อนเลือกซื้อ ”ประกันสะสมทรัพย์”

 

  • เป้าหมายในการซื้อครั้งนี้คืออะไร?

ประกันสะสมทรัพย์ ชื่อมันก็บอกอยู่ชัดๆ ว่าเป้าหมายหลักคือเพื่อ “สะสม”

มันเน้นคุ้มครองตัวเงินต้นเป็นหลัก ความเสี่ยงต่ำ ไม่เหมือนพวกหุ้นพวกอะไร

มันคือการเก็บออมเงินรูปแบบนึงค่ะ แต่แทนที่จะเอาไปฝากที่ธนาคาร ก็เอามาซื้อเป็นกรมธรรม์ เอาเงินไปฝากไว้ที่เค้า บริษัทประกันก็ทยอยจ่ายผลตอบแทนในรูป “เงินคืน” ให้เราตามสัญญา เมื่อกำหนดสิ้นสุดสัญญาก็จะจ่าย “เงินครบสัญญา” เป็นเงินก้อนใหญ่คืนกลับมาให้เรา

 

ถ้าเป้าหมายเธอไม่ใช่การออมเงินแบบการันตีเงินต้นแล้วล่ะก็..

มาดามว่าเธอไปซื้อประกันประเภทอื่นจะเหมาะกว่า เช่นว่าอยากเน้นความคุ้มครองชีวิต ก็ไปซื้อประกันแบบตลอดชีพ หรือแบบชั่วระยะเวลาจะตรงใจกว่านะ

 

  • จำนวนเงินที่อยากออมคือเท่าไหร่ จะออมบ่อยแค่ไหน?

เธอต้องถามตัวเองก่อนว่าจะออมยังไง เท่าไหร่

ออมเป็นรายเดือน ออมเป็นรายปี

หรือออมทีเดียวเป็นเงินก้อนโยนลงไปตูมเดียวจบ เอาโจทย์ให้ชัดก่อน

 

ส่วนใหญ่มาดามเห็นเค้าชอบออกมาแบบรายปี ซึ่งมาดามว่ามันต้องเป็น...

“เงินเย็น” คือเป็นจำนวนเงินที่เธออยากออมโดยวางไว้นิ่งๆ

ไม่ใช่ว่ามีเรื่องเดือดร้อนอะไรก็จะวิ่งมาถอนตรงนี้ไป เดี๋ยวจะไม่ได้ประโยชน์เอา

ดังนั้น ขอให้ไม่ต้องมากแบบเต็มแม็กซ์ แต่เป็นจำนวนที่ตั้งใจออม ออมได้ โดยไม่แตะต้องเลยจนจบสัญญาจะดีที่สุด

 

  • อยากออมเงินก้อนนี้นานแค่ไหน?

ถ้าจะได้ประโยชน์จากการลดหย่อนภาษีด้วย มันต้องออมอย่างต่ำ 10 ปีนะ

ตามเงื่อนไขของท่านสรรพากรเค้า ดังนั้น เตรียมใจไว้เลยว่าเงินนี้จะนอนนิ่งๆอย่างปลอดภัย แล้วจะกลับมาในอ้อมกอดเธอ โน่น..อย่างน้อย 10 ปีข้างหน้า

แบบนานกว่านั้นก็มีนะ ก็จะเป็นพวกสะสมทรัพย์แบบยาวๆ แบบนานๆ ก็ว่ากันไป

 

  • อยากได้ความต้องการการคุ้มครองด้วยไหม? เน้นอะไรเป็นหลัก?

ขึ้นชื่อว่าเอาเงินไปฝากไว้ในมือบริษัทประกัน ธุรกิจหลักของเค้าก็คือรับประกัน ดังนั้น ความคุ้มครองต้องมาด้วยเสมอ

 

ทีนี้มันอยู่ที่เธอแล้วว่าจะเอามากน้อยแค่ไหน ยังไงมันต้องมีการซื้อความคุ้มครองชีวิตกรณีเสียชีวิตเป็นขั้นต่ำ ไม่งั้นการซื้ออันนี้ก็จะไม่เรียกว่า “ประกัน”สะสมทรัพย์เข้าใจมั้ย

มาดามว่ามีไว้มันอุ่นใจนะ โดยเฉพาะถ้าเธอเป็นคนที่ 

“มีเงินเก็บหรือทรัพย์สินอย่างอื่นไม่เยอะ และ มีคนที่ต้องพึ่งพิงรายได้จากเธอ”

เพราะถ้าเธอเป็นอะไรไป คนข้างหลังคงจะลำบากอยู่พักใหญ่

นี่ไม่ใช่การแช่งตัวเอง ในภาษาการเงินเค้าเรียก “บริหารความเสี่ยง”

ถ้าเธอมีเงินเก็บหรือทรัพย์สินเยอะ ก็ไม่ต้องเน้นความคุ้มครองก็ได้ เพราะคนข้างหลังเค้าจะได้ตรงนั้นจากเธอ แต่ถ้ายังเบี้ยน้อยหอยน้อย การมีวงเงินคุ้มครองมันเพิ่มความอุ่นใจ ถือว่าซื้อความสงบจิต

 

  • ผลตอบแทนมันคำนวณยังไงกันแน่ จะรู้ได้ยังไงว่ามีทั้งความคุ้มค่าและการคุ้มครองที่ดี

การคิดอัตราผลตอบแทน (ภาษาชาวบ้านเรียกดอกเบี้ยที่ได้) มันต้องใช้สูตรคำนวณ IRR จ้ะ Internal Rate of Return จะมาดูการคำนวณที่ตัวแทนบอกหรือโบรชัวร์ บางทีมันไม่เป็นไปตามนั้นอ่ะเธอ

โชคดีเหลือเกินที่เดี๋ยวนี้มันมีเว็บไซท์ช่วยคำนวณให้แบบแสนง่าย

นี่เลยเธอ https://www.itax.in.th/market

เค้าช่วยคำนวณอัตราผลตอบแทนแถมเจาะข้อมูลทุกแผนทุกบริษัทประกันที่เค้ามีข้อมูลในมือ

(ซึ่งมาดามว่ามันก็ครอบคลุมแทบจะทั่วฟ้าเมืองไทยแล้วล่ะ)

บอกอัตราผลตอบแทนเสร็จสรรพ พร้อมให้เอามาเปรียบเทียบกันหลายๆอันได้ด้วย แค่กรอกเพศ อายุ จุดประสงค์ของประกันที่จะซื้อ!

 

มาดามยกตัวอย่างง่ายๆ ให้ละกันน้า

มาดามอยากส่งเงินออม 7 ปี แล้วคุ้มครองหรือได้เงินคืนประมาณหลังจากนี้ไป 14 ปี

มาดามลองใช้โจทย์ตุ๊กตาที่

  • ผู้หญิง
  • อายุ 30 ปี
  • เน้น”ออมทรัพย์” (ออมเงิน มากกว่าเน้นคุ้มครอง)
  • อยากออมโดยส่งเบี้ยรายปี ปีละ 50,000 บาท
  • เลือกบริษัทที่มีขายแผนประกันที่ลงท้ายชื่อว่า 14/7

เพียงไม่นาน..มาดามเจอของประกัน 2 เจ้า ได้ผลตามนี้

1.บริษัท M

  • ทุน (ความคุ้มครอง) 220,000 บาท
  • อัตราผลตอบแทน 1.82%
  • ส่งเบี้ยที่ 49,500 บาท (จะออกมาไม่เป๊ะที่เราต้องการ แต่ใกล้เคียงเท่าที่บริษัทนั้นมีขายค่ะ)

2.บริษัท T

  • ทุน (ความคุ้มครอง) 240,000 บาท
  • อัตราผลตอบแทน 2.21%
  • ส่งเบี้ยที่ 48,696 บาท (จะออกมาไม่เป๊ะที่เราต้องการ แต่ใกล้เคียงเท่าที่บริษัทนั้นมีขายค่ะ)

ถ้าขยันก็ควานหามากกว่านี้..แต

มาดามฟินนี่ Money-More-Fin

มาดามฟินนี่ Money-More-Fin

GURU aomMONEY ผู้เชี่ยวชาญการให้ความรู้การจัดการเงินด้วยภาษาที่อ่านง่าย

Related Story