สวัสดีครับ ยิ่งเข้าใกล้ปลายปีมากแค่ไหน คำถามสุดฮอตฮิตติดลมบนคงไม่พ้นกับคำถามสั้นๆ ง่ายๆ (แต่ตอบยาก) ว่า ซื้อ LTF กองไหนดี? เอาแบบที่ลดภาษีได้เยอะๆ และได้ผลตอบแทนดีๆ อะแฮ่ม ถ้ากล้าถามแบบนี้ วันนี้ก็มีคำตอบให้ชัดๆ กันไปเลยครับ

แต่ก่อนที่จะตอบว่า ซื้อ LTF กองไหนดี ผมขอแนะนำแบบนี้ให้ทราบกันก่อนนะครับว่าในการซื้อ LTF นั้นควรมีข้อระวังดังต่อไปนี้

  1. คำนวณภาษีให้เป็น : ข้อนี้ผมเน้นทุกบทความจนแทบจะละเมอทุกครั้งที่มีคนถามแล้วครับ เพราะคำถามแรกที่เราต้องถามตัวเองก็คือ เราต้องเสียภาษีหรือเปล่า? ถ้าเราไม่ต้องเสียภาษี เราไม่จำเป็นต้องซื้อ LTF แต่ควรไปซื้อกองทุนอื่นๆ ที่ไม่ติดเงื่อนไขจะดีกว่า เนื่องจากถ้าหากไม่ได้ใช้สิทธิลดหย่อนภาษี ทำให้เราอาจจะต้องเสียภาษีในส่วนของกำไรจากการขายได้ครับ
  2. เข้าใจทรัพย์สินที่ลงทุน : ก่อนจะตัดสินใจซื้อ LTF ควรต้องทราบก่อนว่า LTF นั้นลงทุนในอะไร ใช่ครับผม LTF คือกองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้นอย่างน้อยเป็นสัดส่วนถึง 65% ของสินทรัพย์ทั้งหมดในกองทุนนั้นๆ ซึ่งมันแปลว่าเราจะมีความเสี่ยงจากการลงทุนตามมาด้วยนะคร้าบ
  3. อย่าวุ่นกับเงื่อนไขภาษี : อีกเรื่องหนึ่งทีต้องรู้ คือ เงื่อนไขในการลดหย่อนภาษี อย่างการซื้อได้สูงสุด 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี ในจำนวนสูงสุดไม่เกิน 500,000 บาทและต้องถือครองไว้อย่างน้อย 5 ปีปฏิทินด้วยครับ

เอาล่ะ… ถ้าหากเข้าใจและผ่านเงื่อนไขทั้งสามข้อแล้ว เราก็สบายใจหายห่วงกับเงื่อนไขในการลดภาษี แถมกำไรจากการขายก็ยังได้รับยกเว้นภาษีอีกด้วย ทีนี้เราลองมาตอบคำถามกันดีกว่าครับว่า เราควรจะซื้อ LTF กองไหนดี วันนี้เลยขออนุญาตหยิบกองทุน LTF ฮอตฮิตทั้ง 4 กองมาวิเคราะห์ให้ฟังในสไตล์ของตัวเองครับ ซึ่งได้แก่ กองทุน CG-LTF, MS-CORE LTF, VALUE-D LTF และ ABLTF

Screen Shot 2015-12-24 at 11.04.55

 ที่มา : ผลการดำเนินงานย้อนหลังจากสมาคมบริษัทจัดการลงทุน  AIMC ณ วันที่ 6 ต.ค. 58

 

ซี่งจากตารางนี้ก็จะเห็นว่าแต่ละกองทุนนั้นมีนโยบายการลงทุนและสัดส่วนการลงทุนที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งทำให้ผลตอบแทนที่ได้รับนั้นแตกต่างกันอีกด้วยครับ โดยหลักการพิจารณาของผม ก็จะพิจารณาโดยตอบคำถามตัวเองดังนี้ครับว่า

  1. เรารับความเสี่ยงได้แค่ไหน … ถ้ารับความเสี่ยงได้มากและไม่กลัวความผันผวนก็เลือกลงทุนในกองทุนที่ลงทุนในหุ้น 100% ได้เลยครับ
  2. เราชอบนโยบายการลงทุนแบบไหน … สไตล์หุ้นที่เลือกลงทุนของแต่ละกองทุนที่แตกต่างกันนั้น ทำให้เราพิจารณาว่า เราชอบแบบไหน และหุ้นแบบไหนที่ถูกกับจริตในการลงทุนของเราครับ และถ้าอยากดูนโยบายการลงทุนที่ละเอียดกว่านี้ ผมแนะนำให้ดูเพิ่มในหนังสือชี้ชวนหรือ Fund Fact Sheet เพิ่มเติมด้วยครับ
  3. เราอยากได้เงินปันผลไหม .. กระแสเงินสดจากการลงทุนจำเป็นกับเราหรือเปล่า หรือเราต้องการสร้างโอกาสเพิ่มในการลงทุนให้กับตัวเอง นี่ก็เป็นคำตอบอีกทางหนึ่งเหมือนกันครับ
  4. ผลตอบแทนที่ผ่านมาสม่ำเสมอไหม ถึงแม้ว่าผลตอบแทนในอดีตจะไม่ได้การันตีถึงความสำเร็จในปัจจุบัน แต่มันก็เป็นหนึ่งช่องทางในการพิจารณาถึงฝีมือในอดีตของแต่ละกองทุนครับ
  5. ค่าธรรมเนียม จำนวนเงินขั้นต่ำ สิ่งเหล่านี้ก็ต้องพิจารณาด้วยครับว่า ลักษณะการลงทุนของเราเป็นแบบไหน ถ้าชอบซื้อเฉลี่ยโดยที่เงินไม่มากนัก อาจจะต้องเลือกซื้อกองทุนที่ซื้อขั้นต่ำจำนวนน้อยๆ หรือถ้าไม่ชอบค่าธรรมเนียมแพงๆ ก็อาจจะต้องดูกองทุนที่ไม่เก็บค่าธรรมเนียมในการซื้อ อะไรแบบนี้คร้าบ

ดังนั้น คำตอบสุดท้ายสำหรับคำถามที่ว่า “ซื้อกองทุนไหนดี” คงไม่สามารถที่จะตอบได้หรอกครับว่า “กองนี้ดี” หรือ “กองนั้นโดน” ตราบใดที่เรายังไม่รู้ความต้องการของตัวเอง ต่อให้กูรูเทพแค่ไหนมาเลือกให้ มันก็คงไม่ใช่กองทุนที่ “ดี” และ “ถูกใจ” หรอก จริงไหมคร้าบบบ

สุดท้ายนี้ ผมมั่นใจครับว่าต้องมีคนถามแน่ๆ ว่า แล้วจะไปซื้อกองทุนที่ว่า 4 กองนี้ได้ที่ไหน คำตอบอันนี้ตอบได้ทันทีเลยครับว่า สามารถไปซื้อได้ที่ TMB ทุกสาขา โดยทาง TMB มีบริการที่เรียกว่า TMB OPEN ARCHITECHTURE ที่ช่วยคัดเลือกกองทุน LTF และ RMF ดีๆ จากทาง บลจ. ชั้นนำให้เราเลือกซื้อได้อย่างสะดวกสบายจาก 450 สาขาทั่วประเทศคร้าบ หากใครสนใจก็สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://bit.ly/TMBOA114

 

บทความนี้เป็นบทความ advertorial