สวัสดีคร้าบ ผมหมอนัท ประจำคลินิกกองทุนแห่งนี้ กลับมาคุยเรื่องกองทุนกับทุกท่านอีกครั้งครับ ช่วงปลายปีแบบนี้ ซึ่งกองทุนยอดนิยมเพื่อลดหย่อนภาษีอย่าง LTF/RMF นั้นก็มีหลายคนนำผลตอบแทนย้อนหลังของแต่ละกองทุน มาโพสต์ให้เห็นบนหน้า Facebook ของเพจการลงทุนมากมายเลยทีเดียว แต่ส่วนใหญ่แล้วจะเน้นไปที่กองทุนที่ติด Top 5 ของผลตอบแทนในแต่ละปีกันทั้งนั้น

นอกจากผลตอบแทนย้อนหลัง 3-5 ปีที่แต่ละกองทุนบริหาร ซึ่งมองฝีมือการบริหารอย่างสม่ำเสมอระยะยาวที่ผมเคยแนะนำมาแล้ว  นักลงทุนเองก็ควรที่จะมองถึงแนวทางการบริหารของกองทุน หรือ อย่างน้อย ๆ ก็ควรที่จะรู้ด้วยว่ากองทุนได้ดำเนินนโยบายการลงทุนอย่างไร ถือหุ้นแบบไหนอยู่ด้วย รวมถึงผลงานการบริหารในช่วงสั้นหรือการบริหารภายในปีนั้นๆ ด้วย โดยเฉพาะในปีที่ผันผวน (อย่างในปีนี้) ถือเป็นอีกจุดหนึ่งที่มองให้เห็นถึงฝีมือการบริหารของผู้จัดการกองทุนในการปรับเปลี่ยนพอร์ตการลงทุนในแต่ละสถานการณ์ที่ตลาดแกว่งตัว

เลือกกองทุน LTF/RMF ที่ใช่ สไตล์การลงทุนที่ชอบ เหมือนได้คู่ครองที่อยู่กันอีกนาน

ถึงแม้ผลตอบแทนจะดี แต่ถ้าสไตล์การลงทุนไม่เหมาะกับนักลงทุนแล้วละก็ อาจจะทำให้เวลาที่นักลงทุน ลงทุนกับกองทุนไปแล้ว เกิดอาการหงุดหงิดได้ว่า ทำไมผู้จัดการกองทุน จึงไม่ลงทุนตามที่นักลงทุนอยากได้

ดังนั้นเรามาใส่ใจกับการลงทุนอีกสักนิดครับ มารู้จักนโยบาย สไตล์การลงทุน ของกองทุนกันเพิ่มเติม ดังนั้นวันนี้ผมจะมาพาท่านนักลงทุนในกองทุนทั้งหลายมารู้จักกับกองทุนจากค่ายสีแดงแรงฤทธิ์ อย่าง CIMB-Principal กันนะครับ

เริ่มจากกองทุน LTF กันก่อนครับ แน่นอนว่าบลจ. นี้มีกองทุนทั้ง 2 แบบครับคือ LTF ที่มีหุ้น 100% กับ กองทุนที่มีหุ้นอยู่ประมาณ 70 % ส่วนที่เหลือเป็นตราสารหนี้ครับ

1. CIMB Principal LTF

2. CIMB Principal 70 LTF

โดยสไตล์การลงทุนในหุ้นของกองทุน LTF ทั้ง 2 แบบ จาก CIMB-Principal นั้น จะมีการปรับพอร์ตค่อนข้างจะรวดเร็วพอสมควร มีการปรับพอร์ตหุ้นตามสถานการณ์ได้ดี ทำให้ความเสี่ยงของพอร์ตไม่ได้สูงมาก ยิ่งในระยะสั้น ๆ ก็ทำผลตอบแทนได้ดีทีเดียว เอาเป็นว่าชนะดัชนีตลาดหุ้นที่เป็นเกณฑ์มาตรฐานได้ไม่น้อยหน้ากองทุนอื่น ๆ เลยครับ

ในส่วนหุ้นที่เลือกก็จะเป็นหุ้นพื้นฐานดีที่มีการปรับตัวลดลง หรือว่ามีราคาถูกเมื่อเทียบกับมูลค่าพื้นฐานของบริษัทนั้น ๆ แถมเป็นหุ้นที่มีปันผลต่อเนื่อง กองทุนนี้ก็ไม่พลาดครับ เก็บมาไว้ในพอร์ตเรียบร้อย ซึ่งทำให้ระยะยาว ๆ แล้ว กองทุนนี้ก็ถือว่าน่าสนใจเหมือนกันครับ

เรามีดูสไตล์การบริหารพอร์ตหุ้นของ CIMB-Principal  ค่ายนี้มีหลักการลงทุนชัดเจน และเป็นหลักเดียวกันที่ใช้ทั้งกลุ่ม CIMB-Principal Asset Management  (มาตรฐานเป๊ะ) คือ

1) เน้นเลือกหุ้นรายตัว แบบ Bottom-up / Stock selection เน้นเลือกกิจการที่ 'โตเร็ว' และ 'กระแสเงินสดดี'  

2) กล้าที่จะจัดพอร์ตให้มีสัดส่วนการลงทุนต่างจากดัชนีอ้างอิง และ

3) ออกแบบพอร์ตให้สมดุลโดยมุ่งหวังผลตอบแทนเป็น 'บวก' แม้ในภาวะตลาดผันผวน

ทั้งหมดนี้ทีมผู้จัดการกองทุนจะต้องทำการบ้านอย่างหนัก เพื่อทำการวิเคราะห์และเลือกเฟ้นหุ้นลงทุน ความมั่นใจบวกกับความกล้าตัดสินใจลงทุน

ทำไมปีนี้ผลงานหุ้นค่ายนี้ทำได้ดีหล่ะ? จากที่ผมได้พูดคุยกับผู้จัดการกองทุน ปีนี้เค้าวิเคราะห์สถานการณ์การลงทุนได้ค่อนข้างแม่นยำ เช่น ช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ราคาพลังงานผันผวน กลุ่มธนาคารปล่อยกู้น้อยและดอกเบี้ยยังต่ำอยู่ซึ่งส่งผลต่อการทำกำไรของกลุ่มธนาคาร กองทุนได้ทำการ ‘ลดน้ำหนัก’ การลงทุนหุ้นสองกลุ่มนี้ลง แต่ไม่ใช่ไม่ถือเลยนะครับ เค้าก็คัดเลือกหุ้นพลังงานและธนาคารบางตัวที่มั่นใจว่าเป็น กิจการที่จะได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกน้อยที่สุด แล้วไปเพิ่มน้ำหนักกลุ่มรับเหมาก่อนสร้างและวัสดุก่อนสร้าง จากการมองว่าภาครัฐจะเร่งการเปิดประมูลโครงการ Infrastructure  และกลุ่มที่ Defensive ที่มีปัจจัยพื้นฐานดีและอัตราเงินปันผลสูง เช่น กลุ่มสื่อสารที่จ่ายปันผลดี ทั้งหมดนี้เกิดจากทำการบ้านมาอย่างดี

เมื่อดูที่ผลตอบแทนย้อนหลัง ก็ต้องบอกว่าทำได้ดีเลยทีเดียว โดยเฉพาะในช่วง 3-5 ปีย้อนหลังถือว่าไม่แพ้กองทุนอื่น ๆ และอยู่ในกลุ่มผู้นำของกองทุน LTF อีกด้วย(เอาเป็นว่าติด 1 ใน 10 ได้อย่างสบาย) ส่วนในปีนี้ LTF ทั้งสองกองทุนติดอันดับ 2 และ 3 ของกลุ่มกองทุนหุ้นระยะยาว* (Morningstar 31 ตุลาคม 2558) ที่สำคัญคือ ผลตอบแทนเป็นบวกชนะดัชนีตลาดที่ติดลบด้วยนะครับ (ภายใต้ตลาดผันผวน ยังยืนโต้คลื่นได้อย่างสบาย)

3. CIMB Principal iPROPRMF

แต่ว่าเวลาลงทุนกับกองทุน LTF และ RMF ผมถือว่าเป็นการลงทุนระยะยาว นอกจากสิทธิประโยชน์ทางภาษีแล้ว เราควรที่จะนึกถึงการวางแผนจัดพอร์ตการลงทุนด้วย เพราะว่าการที่เราลงทุนกับกองทุน LTF ที่มีความเสี่ยงสูงเพียงอย่างเดียวคงไม่เหมาะแน่ ๆ ครับ

โดยอาจจะแบ่งส่วนการลงทุนมาลงทุนในกองทุนที่มีแนวโน้มว่าจะผลตอบแทนสม่ำเสมอมากขึ้นกว่ากองทุนหุ้นอย่าง LTF เพียงอย่างเดียว หรือ เพิ่มกองทุน RMF เช่น CIMB-PRINCIPAL iPROPRMF เข้าไปอยู่ในพอร์ตการลงทุนด้วยครับ

ที่ผมบอกว่าได้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอก็เพราะว่า รายได้หลักของกองทุน RMF กองทุนนี้มาจากค่าเช่าพื้นที่ในรูปเงินปันผลของกลุ่มกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์, REITs ทั้งกลุ่มธุรกิจศูนย์การค้า อาคารสำนักงาน ศูนย์แสดงสินค้าและนิทรรศการนานาชาติ  ธุรกิจโรงงานและคลังสินค้า ซึ่งรวมถึงการลงทุนในกองทุนอินฟาสตัคเจอร์ (Infrastructure) ธุรกิจพลังงาน ระบบขนส่งมวลชน เป็นต้น คาดหวังผลตอบแทนจากค่าเช่าเฉลี่ย 6% - 8% ต่อปี  

อยากให้นักลงทุนลองนึกดูคราว ๆ ครับ ว่าถึงแม้เศรษฐกิจจะไม่ดีก็ตาม แต่เราเองก็ยังต้องใช้บริการ เช่นรถไฟฟ้า หรือบางครั้งก็ยังต้องเข้าไปซื้อของในห้างสรรพสินค้า ดังนั้นผมถือว่า รายได้จาก กองทุนแบบนี้ เป็นรายได้สม่ำเสมอพอสมควร แต่ถ้าจะให้เราไปเลือกลงทุนä