มีคำถามเยอะมากจากนักออมหุ้น DCA มือใหม่ที่กำลังผจญภัยในแดนหุ้นสนทยาแล้วพบวิกฤตในใจ เมื่อหุ้นที่เราเลือกลงทุนนั้น ขึ้นอยู่ดีๆแล้วก็ลงถล่มทลายแบบอุ้ยตายว้ายกรี๊ด จากข่าวอันน่าตกใจทั้งหลายในโลกนี้จนหุ้นมันปรับตัวแบบลงมา 10% - 20% ภายใน 1 วัน จะทำอย่างไรดี?

แน่นอนว่าถ้ามาจากสำนักออมหุ้น DCA กับพี่ต้าร์ เจ้าสำนักก็จะแนะนำว่า ก็อย่าไปสนใจราคาหุ้นมันมาก ให้ดูว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกระทบในแง่มุมฐานของธุรกิจขนาดไหน ถ้าไม่ได้มีอะไรก็ได้ซื้อหุ้นถูกโดยการทำตามวินัยการลงทุนไป ยกตัวอย่างง่ายๆว่าหากอยู่ๆหุ้น Apple จากฝั่งอเมริกาตกจนเป็นเหตุทำให้ หุ้นในประเทศไทยตกกันยกแผง ก็ต้องมานั่งถามตัวเองว่า ถ้าหุ้น Apple ตกนี่มันจะทำให้ คนไม่เข้าไปซื้อไส้กรอกหรือมาม่าในเซเว่น อิเลฟเว่นเลยหรา? การปรับตัวลงของราคาแบบนี้มันไม่ได้เกี่ยวกับพื้นฐานหุ้นที่เราลงทุนซักหน่อย

ทีนี้ถ้าเรามองว่าพื้นฐานของหุ้นที่เราลงทุนอยู่นี่มันดีโครตๆอยู่แล้ว หุ้นก็ตกแบบฟ้าจรดทราย ปกติลงทุนเดือนละ 5,000 บาท แต่เรามีเงินก้อนอยู่ 50,000 เราจะเอาเงินเก็บของเรามาลงทุนเพิ่มแบบตู้มเดียวให้แบบพอขึ้นแล้วรวยกันฉิบหายกันเลยดีไหม?

ณ จุดที่เรากำลังตัดสินใจมันก็คือช่วยที่เราไม่รู้อยู่ดีว่าหุ้นมันจะขึ้นหรือจะลงต่อ บางครั้งเรามองว่ามันลงมาเยอะแล้ว มันก็อาจจะลงได้อีกก็ได้ แต่ถ้าเหตุการณ์และมุมมองความเลวร้ายมันจบลงไปอย่างรวดเร็วและเกิดแง่มุมดีๆขึ้นมา นักลงทุนก็อาจจะแห่กันซื้อหุ้นกันอย่างบ้าคลั่งจนหุ้นขึ้นมามากกว่าเดิมก็ได้ ทั้งหมดนั้นไม่มีใครคาดการได้หรอกนะครับ ถ้าหากเราตัดสินใจถูกก็ดีไป ตัดสินใจผิดก็ โอ้ยย รู้งี้…. กันทั้งนั้น

กรณีที่หุ้นปรับตัวกลับมาเร็ว

แน่นอนว่าหากเราเจอสถานการณ์หุ้นตกที่มันไม่ได้รุนแรง เกิดในระยะสั้นเท่านั้น แล้วตัดสินใจซื้อด้วยตรงนั้นเป็นจังหว่ะที่ถูกต้อง หุ้นมีการปรับตัวกลับไปในระยะเวลาต่อมาอันสั้น

  • คนที่ซื้อจะบอกว่า : “เป็นไงล่ะ!!!!! ตอนนี้กำไรเพียบ ตัดสินใจถูกแล้ว”
  • คนที่ไม่ได้ซื้อจะบอกว่า : “รู้งี้น่าเอาเงินมาลงช่วงที่มันลงมาเยอะๆ ไม่น่า DCA อย่างเดียวเลย”

กรณีที่หุ้นปรับตัวลงต่อและใช้เวลาในการฟื้นตัว

อย่างว่า พอเราไม่รู้อนาคต ใครจะไปรู้ว่าหุ้นจะปรับตัวลงอีกได้ขนาดไหน มันอาจจะลงซึมยาวเลยก็ได้ บางทีคิดว่าเรื่องเล็กๆ ไปๆมาๆกลายเป็นวิกฤติเลย ถ้าวิกฤตเบาๆก็เป็นปี วิกฤตหนักๆก็หลายปี และเราไม่สามารถเดาได้อยู่แล้วว่าจุดไหนเป็นจุดที่แย่ที่ดี4

  • คนที่ซื้อจะบอกว่า : “รู้งี้ไม่น่าทุมเงินลงไปเลย เสียโอกาสในการซื้อของถูก”
  • คนที่ไม่ได้ซื้อจะบอกว่า : “เรา DCA รายเดือนเลยได้ซื้อหุ้นที่เฉลี่ยตำลงดีกว่าซื้อครั้งเดียว ดีใจที่สุด”

เอาล่ะแล้วซื้อแบบไหนดีที่สุดละเนี่ย?

คำถามนี้ ผมเชื่อว่าเกิดจากความคิดของนักออมหุ้นอยากหาวิธีการสร้างผลตอบแทนสูงสุด แต่สำหรับผมเองก็มีคำตอบในใจคือ

“ไม่รู้… ไม่มีใครรู้อนาคต มันอยู่ที่คุณเองว่าคุณจะบริหารความเสี่ยงอย่างไร”

ลึกๆแล้วผมเชื่อว่าการหากำไรสูงสุดนั้นมันทำได้ยาก แต่ถ้าเราบริหารความเสี่ยงเป็น กำไรอาจจะไม่ได้เยอะเท่ากำไรสูงสุด แต่ก็ประสบความสำเร็จได้เหมือนกัน ซึ่งทั้งหมดก็ต้องกลับมาวางแผนกลยุทธ์ในการลงทุนของตัวเอง หลักๆก็คือ

  1. สร้างวินัยการลงทุน : เป้าหมายเราคือการออมหุ้น ไม่ว่าหุ้นจะขึ้นจะลงก็ควรซื้อตามแผน
  2. รักษากระแสเงินสดให้มีตลอด : หากทุ่มเงินไปกระแสเงินสดไม่มีก็อาจจะเสียโอกาสการลงทุนในอนาคตก็ได้

ต้องอย่าลืมนะครับว่า การไม่ได้ซื้อหุ้นช่วงลงและหุ้นปรับตัวขึ้นกลับมาที่เดิมในระยะสั้น มันก็แค่เสียดาย แต่ไม่ใจเสียนาน ในขณะที่หุ้นลงซึมระยะเวลายาวแล้วเราดันทุ่มเงินจนขาดโอกาสมาลงทุนเพิ่มช่วงหุ้นลง อันนี้ใจเสียมากกว่าอีก

แต่ถ้าอยากออมหุ้นแบบ DCA เพิ่มจะทำอย่างไร?

ถ้าจะถามเจ้าสำนักในเรื่องของการอยากลงทุนเพิ่มด้วยวิถีการออมหุ้นเพราะพอหุ้นลงแล้วมันคันไม้คันมือจริงๆ ก็อาจจะทยอยลงทุนในอัตราที่เพิ่มขึ้นก็ได้ เช่น ปกติลงทุนเดือนละ 5,000 ก็เอาเงินที่เก็บไว้มาทยอยลงทุนเพิ่มเติมก็ได้เป็น 6,000 - 7,000 หากหุ้นลงไปอีกจะได้ไม่เสียโอกาสในการลงทุนไง

อันนี้ก็เป็นเทคนิคส่วนตัวที่มานำเสนอนะครับ หลายๆคนอาจจะเอาไปผสมผสานกับแนวทางอื่นๆได้ ก็แล้วแต่วิธีการของตัวเองเลย ขอแค่วิธีการนั้นเราใช้ได้ผลและสามารถสร้างความสำเร็จในการลงทุนได้ ก็เลิศเสมอ