สวัสดีคร้าบ ทุกคน ผมหมอนัทประจำคลินิกองทุนแห่งนี้ กลับมาพบกับทุนคนอืกแล้ว ก่อนอื่นต้องขออภัยที่หายหน้า หายตาไปนานพอสมควร เนื่องจากติดภารกิจมากมายเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นงานเขียนหนังสือ งานที่ปรึกษา งานบรรยาย แต่รับรองว่าไม่ทิ้งผู้อ่าน Aommoney ไปไหนแน่นอนครับ 

ในช่วงนี้ ที่เป็นช่วงต้นปี ผมเข้าใจว่าหลาย ๆ ท่านคงอยากจะเริ่มต้นวางแผนการเงิน วางแผนการลงทุนกัน ซึ่งผมมองว่าเป็นเรื่องดีมากเลยครับ เริ่มต้นวันนี้ดีกว่าพรุ่งนี้เสมอ 

แต่ว่าส่วนใหญ่แล้ว พออยากจะเริ่มลงทุนกัน แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มจากตรงไหน ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็จะคิดถึง “สินค้าทางการเงิน” ก่อนเลย เช่น จะส่งคำถามมาที่ Facebook fanpage คลินิกกองทุน มาอยู่เรื่อย ๆ ว่า 

ช่วงนี้ลงทุนกับกองทุนไหนดี” 

“กองทุนหุ้นที่ดีที่สุด คือกองทุนไหนดี”

“อยากเก็บเงินมาก ๆ มีกองทุนไหนที่น่าสนใจบ้าง” 

ซึ่งคำถามเหล่านี้นั้น ตอบไม่อยากครับ แต่ต้องใช้เวลาในการตอบนาน เนื่องจาก ผมเองก็ไม่ได้รู้ว่า “เบื้องหลัง” หรือว่า “พื้นฐานทางการเงิน” ของแต่ละคนนั้นเป็นอย่างไร การที่จะแนะนำให้เหมาะสมกับแต่ละคนเป็นราย ๆ ไปนั้นก็จะค่อนข้างยากมากครับ

 

ที่สำคัญอย่างยิ่งคือ แต่ละคนมี “เป้าหมายทางการเงินที่แตกต่างกัน” ดังนั้น จะให้ผมแนะนำเป็นตัวนั้น ตัวนี้ หรือ หากองทุนที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน คงเป็นไปได้ยากมากเลยครับ บางครั้ง ผมถึงกับต้องขออนุญาตแจกเบอร์ ให้โทรคุยกัน ให้คำปรึกษา เพราะว่าการอธิบายผ่านการส่งข้อความนั้น ยากมาก ไม่ทันใจ รวมถึงความเข้าใจบางอย่างอาจจะตกหล่นได้

(เดี๋ยวว่าจะมี Hot line ให้โทรปรึกษาได้…...ผมคิดจริง ๆ นะครับ….)

 

ดังนั้น จึงเป็นที่มาของบทความในวันนี้ ที่จะชี้แนะให้คนที่กำลังมีคำถามเหล่านี้ในใจ เดินไปในทางที่ถูกต้องมากขึ้นครับ คือ ก่อนจะถามผมว่า “กองทุนไหนดี” มีสิ่งที่ควรจะตรวจสอบ หรือ หาข้อมูลก่อน คืออะไรบ้างมาดูกันนะครับ


1.มีเป้าหมายในการลงทุน

หลาย ๆ คนเข้ามาหาผมด้วยคำถามอยากเก็บเงิน มีกองทุนแนะนำไหม ซึ่งผมว่า มันเป็นการข้ามขั้นตอนไปหลายขั้นเลยทีเดียว หรือ อาจจะยังไม่เข้าใจกระบวนการในการเริ่มต้นวางแผนการเงิน การลงทุนนั่นเอง แต่ไม่เป็นไรครับ เราค่อย ๆ เรียนรู้กันได้

จึงเป็นที่มาในข้อแรกครับ คือ ต้องมีเป้าหมายในการลงทุนเสียก่อน เพราะว่า ถ้ามีเป้าหมายไม่ชัดเจนแล้ว จะทำให้เราเดินผิดทางได้ง่าย ๆ (หลงป่าไปเลยครับ) เมื่อเริ่มต้นไม่ถูก ที่สิ่งตามมาก็อาจจะผิดไปหมดได้

จำไว้เสมอว่า เป้าหมายการลงทุนของแต่ละคนจะไม่มีทางเหมือนกัน บางเป้าหมายสำคัญมาก บางเป้าหมายสำคัญน้อย และห้ามเอามาเปรียบเทียบกันนะครับ ดังนั้น ก่อนจะมาลงทุนได้นั้น เราเองก็ควรที่จะต้องวางแผนการเงินมาพอสมควรครับ ว่าเรามีเป้าหมายอะไรบ้างกี่อย่างที่ต้องบรรลุในอนาคตให้ได้ เริ่มคิดมันเสียตั้งแต่ตอนนี้เลย 


ตัวอย่างเป้าหมายการลงทุนของเราก็ได้แก่ (เรียงความสำคัญด้วยนะครับ)

1.เกษียณ

2.ซื้อบ้าน

3.ศึกษาต่อ (ใช้เงินตนเองแบบไม่ต้องหนีทุน

4.ซื้อรถ

5.ผ่อนเมืย (ค่าสินสอด….ยังต้องผ่อนอะ)
 

หากเราเรียงความสำคัญของเป้าหมายได้ จะทำให้เราวางแผนได้ดีขึ้นครับ อะไรที่สำคัญ เราคงต้องทำก่อน เพราะว่าไม่สำเร็จไม่ได้ เช่น เกษียณมีเงินไม่พอ ชีวิตเราก็ไม่สามารถอยู่ได้อย่างแน่นอน

ส่วนเป้าหมายที่ไม่ชัดเจน เช่น เก็บเงินไว้เฉย ๆ ไม่คิดว่าจะทำอะไร อาจจะทำให้เวลาเอาเงินก้อนนี้ไปลงทุนแล้ว ไม่ได้ประสิทธิภาพสูงสุด เพราะว่าไม่รู้ว่าเป้าหมายนี้สำคัญแค่ไหน ส่งให้การจัดพอร์ตลงทุนนั้น ไม่เหมาะกับความเสี่ยงของเงินที่จะลงทุนครับ เพราะว่าเป้าหมายที่สำคัญมาก ๆ เราอาจจะต้องลงทุนแบบเสี่ยงน้อยหน่อย (เมื่อไม่ได้พิจารณาเรื่องระยะเวลา) เห็นไหมครับว่า การวางเป้าหมาย และเรียงลำดับความสำคัญของเป้าหมายนั้น เป็นเรื่องที่ต้องคิดถึงเป็นอันดับแรกครับ


2.ระยะเวลาการลงทุน

เรื่องระยะเวลาการลงทุน เราจะต้องคิดเป็นอันดับที่ 2 เนื่องจากว่าจะเป็นตัวกำหนด แนวทางการลงทุนของเราครับ ว่าจะเป็นอย่างไร เช่น ถ้าเป้าหมายเกษียนที่มีระยะเวลาการลงทุนนาน ถึงจะสำคัญ แต่ก็อาจจะเสี่ยงได้มากหน่อย เนื่องจากมีระยะเวลาการลงทุนที่ค่อนข้างนานทำให้ความผันผวนเวลาที่เราลงทุนไปแล้วนั้นไม่สูงจนเกินไปครับ แต่ในทางกลับกัน หากเป็นเป้าหมายเกษียณ แต่มีระยะเวลาการลงทุนไม่นานเท่าไหร่ เราอาจะลงทุนแบบเน้นให้เงินต้นอยู่ครบ มากกว่าที่จะต้องเอาเงินที่หามาได้ในช่วงใกล้เกษียณไปเสี่ยงครับ หรือ ถ้าอยากเสี่ยงนิดหน่อย ก็คงต้องมีการจัดพอร์ตการลงทุนที่ดี และ รัดกุมมากขึ้นครับ

 

ดังนั้นผมจึงแนะนำว่าให้ำเริ่มลงทุนกับเป้าหมายที่สำคัญ และใช้เวลานานก็คือ เป้าหมายเกษียณก่อนครับ เนื่องจากจะช่วยให้เราไม่ต้องเจอกับความผันผวนมาก และยังช่วยให้ได้ผลตอบแทนที่ดี เงินที่เก็บในแต่ละเดือนก็ไม่ต้องสูงมาก ก็มีโอกาสบรรลุเป้าหมายได้นั่นเองครับ

 

“นอกจากเวลาจะช่วยเยียวยาหัวใจแล้ว เวลายังเป็นเพื่อนแท้ของนักลงทุนด้วย” (ฮิ้วววว)


3. รับความเสี่ยงได้ ต่ำ กลาง หรือว่า สูง

เรื่องความเสี่ยงที่รับได้ของแต่ละคนก็อย่าละเลยครับ เนื่องจากว่าแต่ละคนมีความสามารถในการรับความเสี่ยงได้ไม่เท่ากันอย่างแน่นอนครับ เช่น บางคนรับขาดทุนได้ 10% บางคันรับได้ถึง 50% ครับ ทั้งนี้ก็ขึ้นกับหลายอย่างด้วย เช่น มีสินทรัพย์มากหรือว่าน้อย ,เงินที่ลงทุนนั้นมีภาระหรือไม่ (กู้มาลงทุน) ดังนั้นเราเองก็ควรที่จะตรวจสอบใจของตนเองก่อนนะครับว่ารับได้แค่ไหน

 

4.เข้าใจประเภทของกองทุน และสินทรัพย์การลงทุน

เนื่องจากกองทุนมีหลายแบบครับ ตั้งแต่กองทุนเสี่ยงต่ำ ๆ อย่างกองทุนตลาดเงิน กองทุนตราสารหนี้ ความเสี่ยงกลางก็เช่น กองทุนอสังหา ฯ, กองทุนผสม และกองทุนที่มีความเสี่ยงสูง เช่น กองทุนหุ้น กองทุนกลุ่มอุตสาหกรรม

ถ้าเราเข้าใจดี เราจะสามาร&

Dr.Nut

Dr.Nut

GURU aomMONEY ผู้เชี่ยวชาญทางด้านกองทุน การลงทุน และการเงิน

Related Story