สวัสดีคร้าบบบบ นักลงทุนในกองทุนรวมทุกท่าน การลงทุนในช่วงนี้ก็ยังคงเต็มไปด้วยความเสี่ยงต่าง ๆ ที่คาดเดาได้ยาก ซึ่งผมบอกได้เลยครับว่า ต้องทำใจ เพราะว่าการลงทุนจะเป็นเช่นนี้ตลอดคือ จะมีปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้โผล่ออกมาเป็นประจำ (ไม่รู้ว่ามาจากไหนกันเยอะแยะ)

ซึ่งแน่นอนว่า เราไม่สามารถที่จะรู้ล่วงหน้าได้ หรือ คาดเดาได้ยากมาก แต่จากประสบการณ์การลงทุน มีสิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าน่าสนใจมากก็คือ

“การลงทุนระยะยาว ๆ กับ บริษัท ฯ ที่ดี นั้นก็ยังให้ผลตอบแทนที่ดีอยู่เสมอ ๆ ไม่เปลี่ยนแปลง”

นั่นก็หมายความว่า เวลาที่เราลงทุนระยะยาวปัจจัยที่สำคัญที่จะทำให้ได้ผลตอบแทนที่ดีนั้น ไม่ได้ขึ้นกับ สภาวะแวดล้อมของเศรษฐกิจโดยรวมเท่าไหร่นัก เนื่องจากว่าต่อให้เศรษฐกิจดี หรือ ไม่ดี หรือ มีปัจจัยเสี่ยงมหภาค เพิ่มขึ้นมาก็แล้วแต่สถานการณ์ในขณะนั้น

ถ้าบริษัท ฯ ที่เราเลือกลงทุนไปมีความเข้มแข็งจริง เติบโตได้จริง ถึงแม้ว่าจะมีบางช่วงที่ยอดขาย หรือ ผลกำไรลดลงก็ตาม แต่ในระยะยาวแล้ว บริษัทเหล่านี้ก็จะยังคงเติบโตได้ และ รอดพ้นจากภาวะทางการเงินที่แย่ ๆ จากเศรษฐกิจที่ไม่ดี ซึ่งจะทำให้มีการเติบโตมากขึ้นในภาวะที่ตลาดเอื้ออำนวย

ดังนั้นการลงทุนระยะยาวที่ดี ก็ควรที่จะยอมรับความเสี่ยง ความผันผวนในระยะสั้นให้ได้ และต้องคำนึงถึงตรงจุดนี้เสมอ ๆ ครับ ไม่งั้นก็จะมีอาการ “ขายก่อน” เพราะว่า “กลัว” การขาดทุน แต่ไม่ได้มองถึงระยะยาว และเมื่อการลงทุนเข้าสู่ภาวะปกติ สิ่งที่ขายไป ก็มักจะเริ่มกลับมาดี และก่อให้เกิดอาการ “รู้งี้ ถือไว้ก็ดี” เกิดขึ้น วนไปวนมาอยู่เรื่อย ๆ นั่นเอง

ยกตัวอย่างเช่น ในช่วงก่อนหน้านี้ การลงทุนในหุ้นสหรัฐ ฯ อาจจะดูแล้วไม่ค่อยน่าลงทุน เนื่องจากราคาหุ้น ที่ใครหลาย ๆ คนบอกว่า “ราคาสูงเกินไป” และยังมีความเสี่ยงเรื่องการขึ้นอัตราดอกเบี้ยอยู่ค่อนข้างมาก

แต่ถ้ามองพื้นฐานของสหรัฐ ฯ แล้วละก็ จะเห็นได้ว่า บริษัทชั้นนำ ที่มียอดขายเพิ่มขึ้น หรือ ยอดขายดี ๆ และมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์อยู่เสมอ ๆ ก็ล้วนแล้วแต่อยู่ในสหรัฐ ฯ ค่อนข้างมาก เช่น Google , Facebook และบริษัทเทคโนโลยีต่าง ๆ รวมถึงกลุ่ม Healthcare และ กลุ่มอุตสาหกรรม Start-up ที่กำลังเติบโต

เห็นไหมครับว่า กลุ่มอุตสาหกรรมนั้น ก็ยังคงมีโอกาสที่จะเติบโตได้อย่างดีมาก โดยเฉพาะบริษัทเล็ก ๆ และมีการปรับตัวโดยการนำเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อการพัฒนาบริษัท ฯ แต่ในทางกลับกัน ก็มีความเสี่ยงสูงเช่นเดียวกันนะครับ ไม่ว่าจะมีแต่ด้านที่ดี ซึ่งนักลงทุนเองก็ตัองให้ความสำคัญก่อนลงทุนนะครับ

ส่วนยุโรปเอง ถึงแม้ว่าความเสี่ยงจะยังคงสูงอยู่ เนื่องจากเศรษฐกิจก็ยังเติบโตไม่มากเท่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งจะเป็นแบบ ค่อยเป็น ค่อยไป แต่ถ้าไปดูเป็นรายประเทศ จะพบว่าบางประเทศนั้น บริษัท ฯ เริ่มฟื้นตัวทำให้ แนวโน้มกำไรบริษัท ฯ ต่าง ๆ ในยุโรปนั้น ดีขึ้นผิดกว่าที่คาดการณ์ไว้เสียด้วย

ส่วนความกังวลจาก Brexit ที่นักวิเคราะห์หลายค่ายมีความกังวลมาก ๆ ผมกลับมองว่า มีโอกาสเป็นไปได้ต่ำพอสมควร และถึงแม้ว่าจะเป็นจริง ผลกระทบทางธุรกิจเองถึงจะมีผลเยอะ แต่ผมก็เชื่อว่าจะมีบริษัท ฯ ที่ปรับตัวได้อย่างแน่นอนครับ ดังนั้น หุ้นในกลุ่มของยุโรปเองก็ยังมีความน่าสนในการลงทุนระยะยาวอยู่ แต่นักลงทุนเองก็คงต้องทำใจยอมรับความเสี่ยงจากปัจจัยต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นให้ได้ในระยะสั้น-กลาง ครับ

ดังนั้นใครที่จะลงทุนในกองทุนต่างประเทศ เช่น สหรัฐ ฯ และ กลุ่มประเทศยุโรปแล้วละก็คงต้องเป็นนักลงทุน ทั้งคนที่มีความรู้เรื่องลงทุน พร้อมที่จะรับความเสี่ยงได้ และมีความรู้เกี่ยวกับเศรษฐกิจ และบริษัท ฯ ต่าง ๆ พอสมควรเลยครับ

ส่วนถ้าเป็นนักลงทุนหน้าใหม่ แต่รับความเสี่ยงระยะสั้น - กลางได้สูง เพื่อเป้าหมายการลงทุนระยะยาว มีใจกล้าหาญ (ประหนึ่งว่าไปออกรบ) แล้วละก็ สามารถลงทุนได้ครับ

คราวนี้เรามาดูรายละเอียดของกองทุน 2 กองทุนที่ไปลงทุนใน US และ EU กันครับ

ซึ่งความน่าสนใจของกองทุน 2 กองทุนนี้ คือ มีผู้จัดการกองทุน มือฉมัง จะเป็นคนไปมองหาแหล่งลงทุนในธุรกิจ / บริษัทเล็กๆ ที่เพิ่งก่อตั้ง ที่มีราคาของหุ้นไม่สูงมาก (ธุรกิจระดับ S) โดยเมื่อเข้าไปลงทุน และรอให้ธุรกิจนั้นโตเป็น Size M และทำกำไรจากการขายมูลค่าหุ้นสูงขึ้นของธุรกิจนั้น ผลตอบแทนจากการ สังเกตการณ์ที่ผ่านมาค่อนข้างสูง แต่ก็มีความเสี่ยงสูงเช่นเดียวกัน

กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ ยูเอสสมอลแคป SCB US Small Cap Equity Fund (SCBUSSM)

นโยบายการลงทุน

เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศเพียงกองทุนเดียว ได้แก่ U.S. Small Companies Fund ในสกุลเงินดอลล่าห์สหรัฐ โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของ มูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน

Master fund - US Small Companies Fund

-จัดตั้งภายใต้กฎหมายของประเทศไอร์แลนด์ (Ireland) และอยู่ภายใต้ UCITS

-บริหารงานภายใต้ความดูแลของ Dimensional Fund PLC

-มีนโยบายลงทุนในหุ้นของบริษัทขนาดเล็กในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยพิจารณาว่า บริษัทใดเป็นบริษัทขนาดเล็กจากมูลค่าตามตลาดเป็นสำคัญ และจะกระจายซื้อหุ้นของบริษัทขนาดเล็กผ่านตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ หรือนอกตลาดหลักทรัพย์

แนวทางการเลือกหุ้น

Maximum Opportunity - Universe การลงทุนที่กว้าง

นโยบายจ่ายเงินปันผล

ไม่จ่าย

ความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน

ตามดุลพินิจของผู้จัดการกองทุน

เน้นการลงทุน ให้เกิด Maximum Performance

จากข้อมูลในอดีต หุ้นSmall Cap ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าหุ้นขนาดกลางและหุ้นขนาดใหญ่ สำหรับระยะเวลาการลงทุนระยะยาว

ส่วนประเด็นหลักที่น่าสนใจมาก ๆๆๆๆ ก็คือ ผู้จัดการกองทุนระดับโลกครับ ที่เคยได้รับรางวัล โนเบล มาแล้วนั่นเองครับ ประหนึ่งว่าเป็น The avenger เลยครับ