สวัสดีครับ กลับมาพบกับผม TAXBugnoms กันอีกครั้ง กับบทความภาษีประจำเว็บไซด์ Aommoney อย่างเช่นที่ผ่านมาครับผม แต่บทความสำหรับวันนี้ ต้องขอบอกครับว่า พรี่หนอมไม่ได้มาเรื่องภาษี แต่พกเป้าหมายดีๆ เรื่องการเกษียณมาพ่วงให้ฟังด้วยครับ #ไม่ได้ขายของ #อ่านต่อได้ #อย่าคิดมาก

โดยที่มาของบทความนี้ เกิดจากหลายๆครั้งที่ผมได้มีโอกาสไปบรรยาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือการเงินส่วนบุคคลก็ตาม เมื่อพูดถึงกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ขึ้นมาทีไร คำตอบที่ได้รับส่วนใหญ่คือ “ไม่อยากซื้อ” เพราะมันต้องถือเป็นเวลานาน แถมยังมีเงื่อนไขที่ยุ่งยากและบังคับจนหนักใจแบบว่าไม่รู้จะทำยังไงต่อไปกับชีวิตดี

และถ้าหากพูดถึงเรื่องการออมเงินขึ้นมาทีไร ผมเชื่อว่าเงินที่นักวางแผนการเงินและกูรูทั้งหลายชอบย้ำนักย้ำหนาว่ามันสำคัญที่สุดในชีวิตอย่าง “เงินเกษียณ” ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ไม่ได้รับความสนใจสักเท่าไรเหมือนๆกัน ซึ่งเหตุผลก็ง่ายๆสั้นๆ คือ ชั้นยังไม่แก่เลยนะ และมันก็คงมาไม่ถึงในเร็วๆนี้หรอกน่า

จากสองปัญหาข้างต้น ผมมักจะตั้งคำถามกลับไปว่า “แล้วคิดว่าตัวเราเองมีเงินพอใช้ในวันที่ไม่มีรายได้หรือยัง?” ซึ่งมิติของคำว่า “พอ” ในที่นี้ หมายความถึง 2 ประเด็น ได้แก่ 

คำว่า “เพียงพอ” ที่เป็นจำนวนเงิน โดยเราต้องรู้ก่อนว่าเราต้องมีเงินเกษียณเท่าไร (อ่านวิธีคำนวณได้ที่ [DIY] วิธีวางแผนเกษียณด้วยตัวเองแบบง่ายฝุดๆ) และ คำว่า “พอใจ” ว่าสิ่งทีมีหรือที่เราอยากมีนั้น มันตรงกับความต้องการจริงๆของเราแล้วหรือเปล่า?

เมื่อถามคำถามลงลึกไปถึงตรงนี้ ใครหลายคนเริ่มจะถอดใจหรือไม่อยากไปต่อ พร้อมด้วยเหตุผลสั้นๆ ว่า  “เฮ้ยเงินเกษียณมันไม่ใช่คำตอบหรอก?” หรือไม่ก็ “จะมาเก็บเงินอะไร หนี้กับค่าใช้จ่ายทุกวันนี้ยังเอาไม่รอดเลย”#จบข่าว

เมื่อชีวิตมันยากนัก ผมเลยตั้งใจนำตัวอย่างแผนเกษียณอัตโนมัติของตัวเองที่สร้างขึ้นมาเป็นขั้นตอนแบบง่ายๆ มาเล่าให้ฟังครับ ซึ่งต้องบอกอีกทีก่อนที่จะลงรายละเอียดไปว่า การวางแผนเกษียณของผมนั้นอาจจะไม่ได้เหมาะสมกับทุกสถานการณ์ แต่วิธีการที่ผมเลือกใช้นั้น ผมเชื่อว่าจะทำให้มั่นใจได้แน่ๆว่าจะมีเงินเกษียณเพียงพอครับผม เอาล่ะครับ เรามาเริ่มกันเลยดีกว่า

1. หาจำนวนเงินเกษียณและเวลาที่ต้องการเกษียณจริง

ณ วันนี้ผมอายุ 33 ปี หากวางแผนเกษียณตามปกติก็คืออายุประมาณ 60 ปี (เหลือเวลาอีกประมาณ 324 เดือน) ถ้าอยากมีเงินเกษียณแบบพออยู่ได้สักประมาณ 7 ล้านบาท  ผมจะต้องเก็บเงินประมาณเดือนละ 6,200 บาท และไปลงทุนที่ผลตอบแทนประมาณ 8% ต่อปี (ใครสนใจวิธีคำนวณดูได้จากคลิปของน้องเอ แห่ง A-Academy ด้านล่างนี้ครับ)

2. สะสมเพิ่มเติมด้วยการบังคับตัวเอง

คำว่าบังคับในที่นี้ หมายถึงสร้างระบบที่บังคับตัวเองให้ออมเงินทุกเดือนตามข้อ 1 เช่น การตัดบัญชีทุกๆสิ้นเดือนเข้า บัญชีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพนักงาน (ถ้ามี) หรือเพิ่มเติมด้วย กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ซึ่งตรงนี้ให้ดูครับว่า

- กองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัทเรา และ RMF นั้น ไปลงทุนในอะไร สินทรัพย์ประเภทไหน? และได้รับผลตอบแทนประมาณเท่าไรต่อปี และเพียงพอกับเป้าหมายที่เราต้องการหรือเปล่าครับ 

- เราเสียภาษีอยู่ในฐานภาษีที่เท่าไร (5-35%) ถ้าหากคิดว่าตัวเองได้รับสิทธิประโยชน์ภาษีที่ค่อนข้างต่ำ (เช่น ไม่เสียภาษี หรือเสียในฐานต่ำๆ) หรือไม่สบายใจเพราะไม่อยากลง RMF เพราะขาดสภาพคล่อง หรือ เพราะเหตุผลอื่นๆจะลองมองหากองทุนรวมทั่วไปในการใช้สะสมเงินลงทุนก็ได้ครับ (แต่ต้องมั่นใจนะว่าตัวเราเองจะมีวินัยในการจัดการจริงๆ)

มาถึงตรงนี้ ผมอยากเน้นอีกทีนะครับว่า สิ่งที่เราต้องพิจารณามีอยู่ 2 เรื่อง คือ ผลตอบแทน (ประมาณการ) ที่ได้รับต้องไม่ต่ำกว่าผลตอบแทนที่เราคาดหวังไว้ และสำหรับประโยชน์ของการลดภาษีนั้น คือ ส่วนเพิ่มในการที่จะช่วยให้เราไปถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น (เพราะการประหยัดภาษี คือ การประหยัดค่าใช้จ่ายและทำให้ความมั่งคั่งสุทธิเพิ่มขึ้นนั่นเองครับ ไม่ใช่ประหยัดแล้วก็ไม่เอามาลงทุนต่อ แบบนี้ไม่ได้ประโยชน์อะไรคร้าบ)

3. ทบทวนแผนทุกๆปี เพื่อปรับปรุงและแก้ไขให้ดีขึ้น

หลังจากที่ทำตามข้อ 1 และ 2 เรียบร้อยแล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือการทบทวนแผนการลงทุนของเราทุกๆปีว่าเข้าใกล้ถึงเป้าหมายแล้วหรือยัง ผลตอบแทนเฉลี่ยของเราเป็นไปตามคาดหรือเปล่า สุดท้ายหากต้องมีการปรับปรุงแก้ไขให้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับที่ตั้งไว้มากที่สุดครับ

โดยส่วนตัวแล้ว ผมไม่อาจจะคาดเดาได้หรอกครับว่า หากลงทุนแบบนั้น แบบนี้ หรือแบบไหน แล้วจะได้ผลตอบแทนเท่าไร เป็นไปตามคาดจริงหรือเปล่า แต่ผมเชื่อว่าหากเราเริ่มต้นลงทุนด้วยความตั้งใจและใส่ใจหาความรู้จริงๆ แล้วล่ะก็ ประสบการณ์ในการลงทุนของเราจะเป็นตัวบอกเราต่อไปครับว่า เราควรจะลงทุนอย่างไร ควรจะปรับปรุงแผนการลงทุนแบบไหน เพื่อให้เราไปถึงเป้าหมายได้อย่างที่ต้องการครับ

สุดท้ายนี้ผมก็หวังเพียงว่า บทความแชร์ประสบการณ์ของผมนั้น จะทำให้ทุกคนได้ประโยชน์จากการลงทุนเพื่อการเกษียณ และเข้าใจถึงหลักการประหยัดภาษีได้มากขึ้นนะคร้าบบบบบ