4 วิธีง่ายๆในการเปรียบเทียบว่าหุ้นแพงอ๊ะเปล่า

 

คำถามว่าหุ้นตัวไหนน่าซื้อบ้าง ราคาถูกยัง แพงไปยัง เป็นคำถามโลกแตกที่นักลงทุนถามกันทุกว๊านทุกวัน และเรื่องความเข้าใจเกี่ยวกับราคาหุ้นของมือใหม่นั้นเท่าที่ผมสังเกตมาก็คือ เขาจะมองความถูกความแพงที่จำนวนเงินที่เขาจะต้องจ่ายไป ตัวอย่างเช่น

 

หุ้น A ราคา 10 บาท มีเงิน 10,000 บาท ซื้อได้ตั้ง 1,000 หุ้น

หุ้น B ราคา 100 บาท มีเงิน 10,000 บาท ซื้อได้แค่ 100 หุ้น

 

วิธีการมองแบบนี้เป็นการมองแค่ว่าเงินในกระเป๋าที่เรามีอยู่ซื้อหุ้นได้ขนาดไหน แต่ความเป็นจริงๆแล้วมันไม่ได้บอกว่าพอซื้อแล้วเราจะได้ผลตอบแทนที่ดีกลับมาหรือไม่ คิดดูสิว่าหากเราเกิดซื้อ หุ้น A ไป ผ่านไป 3 ปี ราคา 10 บาทกลายเป็น 11 บาท ในขณะที่หุ้น B จากราคา 100 บาท กลายเป็นราคา 170 บาท แล้วเราก็อาจจะแบบว่า…. “รู้งี้…. ซื้อหุ้น B ดีกว่าเนอะ”

 

ดูหุ้นว่าราคาถูกหรือราคาแพงดูยังไงดี? มาดูวิธีการง่ายๆกันนะครับ

 

  1. เทียบกับมูลค่าที่มันเป็น

สมมติถ้าเราออกไปซื้อข้าวไข่เจียว เราย่อมมองเห็นอยู่แล้วว่า ค่าข้าวกับค่าไข่มันควรจะกี่บาท ถ้าอยู่ๆเราเดินไปซื้อหน้าปากซอยแล้วคนขายคิดตังแพงมาก ข้าวไข่เจียวจานละ 200 เราก็จะมองบนแล้วก็ อะไรวะ แพงจัง แต่ถ้าช่วงไหนเจ้าของร้านใจดี ลดราคาโปรโมชั่น ขายถูกลงปริมาณเท่าเดิม เราก็ชอบอยู่แล้ว ในการลงทุนในหุ้นเขาก็ใช้ค่า P/BV เพื่อเทียบกันระหว่างราคาหุ้นกับมูลค่าทางบัญชีว่ามันเป็นอย่างไร แพงกว่ากันกี่เท่า ถ้าเทียบแล้วช่วงไหนที่ราคาแพงกว่าเวอร์ๆก็ไม่น่าสนใจ แต่ถ้าช่วงไหนหุ้นราคาตกเวอร์ๆแต่พื้นฐานดี มูลค่าทางบัญชียังเป็นเทรนเพิ่มขึ้นแบบเก๋ๆก็อาจจะพิจารณาลงทุนได้

 

  1. เทียบกับกำไรที่มันให้

รูปแบบที่ 2 นี้จะเป็นการเปรียบเทียบว่าเราจ่ายเงินไปในราคาเท่าไหร่แล้วผลกำไรที่หุ้นให้กลับมาเป็นอย่างไร ก็คิดง่ายๆว่าหากเรามีเงินอยู่ก้อนหนึ่งแล้วเห็นร้านก๋วยเตี๋ยวหน้าบ้านมันขายดี จะไปขอซื้อต่อกิจการเขา เราก็จะไปถามเขาว่า ขายร้านให้ราคาเท่าไหร่ แล้วแต่ละปีขายกำไรเท่าไหร่? ถ้าคนขายเขาบอกว่า กำไรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆปีล่าสุดแตะที่ 1 ล้านบาท เขาขายกิจการให้ 10 ล้านโอเคไหม? แน่นอนว่าหากเราต่อราคาเขามาเหลือ 5 ล้านบาทได้ ก็ย่อมดีกว่าอยู่แล้ว ในการลงทุนหุ้นเราก็จะใช้ค่า P/E ในการพิจารณา ถ้าหุ้นดี P/E อาจจะสูงก็ได้ก็ต้องดูว่าช่วงไหนที่เป็นโอกาส ราคารูดลงแต่ผลตอบแทนยังดี ก็พิจารณาซื้อได้ แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องดูหลายๆอย่างเพิ่มนะ บางทีเจอกำไรครั้งเดียว บางทีเจอของราคาต่ำลงแต่กำไรต่ำลงด้วย

 

  1. เทียบกับปันผลที่มันจ่าย

วิธีนี้เขาเปรียบเทียบกับปันผล หุ้นบางตัวอาจจะมีโอกาสสร้างผลกำไรแล้วมีเงินปันผลมากขึ้น เช่น หุ้น A ปันผลทุกปีอย่างต่อเนื่องแล้วมีอัตราปันผลอยู่ที่ 5% นั่นแปลว่าในยามปกติเขาอาจจะซื้อขายกันที่ 100 บาท ปันผลอยู่ที่ 5 บาท แต่ถ้าเราเห็นยามไม่ปกติในราคาเกิดขึ้นเช่น อยู่ๆคนก็แห่ขายอย่างไร้เหตุผลแล้วราคาเหลือ 80 บาท แต่ยังปันผลที่ 5 บาทเหมือนเดิมนะ นั่นแปลว่าถ้าเราซื้อที่ราคานี้ปันผลเราจะได้ถึง 6.25% เลยนะ และในทางตรงข้ามหากเราซื้อที่ราคาแพงกว่า 100 บาทก็จะได้อัตราปันผลที่ต่ำลง 

 

  1. เทียบกับการลงทุนในความเสี่ยงอื่นๆ

สุดท้ายแล้วก็ลองเปรียบเทียบกับตราสารอื่นๆก็ได้ เช่น เงินฝาก ตราสารหนี้ ก็อย่างที่ทุกคนทราบกันดีว่า หุ้นมันมีความเสี่ยงสูง มีโอกาสขาดทุนหรือกำไรก็ได้ แต่ถ้าผลตอบแทนของหุ้นมันกลับได้พอๆกับตราสารหนี้ล่ะ เราจะทำไง? แน่นอนว่าเราก็จะมองว่าหุ้นมันแพงไปและมาเปลี่ยนเป็นตราสารหนี้ดีกว่า ตัวอย่างเช่น

 

กรณีที่ 1 หากเราลงทุนในหุ้นจะได้ผลตอบแทน 5% ตราสารหนี้ 3% ต่อปี อย่างนี้เราเห็นว่าความเสี่ยงที่ต่างกันแต่ผลตอบแทนเพิ่มมานิดเดียว หลายๆคนก็อาจจะบอกว่า โห งี้ไม่น่าลงทุนในหุ้นเลยมันไม่น่าซื้ออย่างแรง แต่จะพิจารณาซื้อหุ้นหรือตราสารหนี้ก็อีกเรื่องนะครับ ฮาๆ

 

กรณีที่ 2 หากเราลงทุนในหุ้นจะได้ผลตอบแทน 20% ตราสารหนี้ 5% ต่อปี อันนี้ล่ะดูน่าสนใจกว่ากรณีที่หนึ่ง เพราะมองยังไงหากเรารับความเสี่ยงได้ การลงทุนในหุ้นมันเห็นผลตอบแทนกว่าตราสารหนี้แบบเน้นๆ เราก็อาจจะมองว่าโอกาสของการได้ประโยชน์ที่สูงกว่าก็ต้องเป็นการลงทุนในหุ้นแน่ๆ

 

ทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่างง่ายๆของการดูว่าหุ้นถูกหรือหุ้นแพงในเบื้องต้นนะครับ แน่นอนว่าสิ่งที่ผมเขียนนั้นมันเป็นแค่พื้นฐานง่ายๆให้ไปต่อยอด และไม่ได้หมายความว่าพวกอัตราส่วนทางการเงินต่างๆมันจะใช้บอกความถูกความแพงของหุ้นได้ 100% ก่อนใช้เราจะต้องรู้ทั้งในแง่ของเครื่องมือและธรรมชาติของธุรกิจที่เรานำมาพิจารณาประกอบนะครับ ตรงนี้อยู่ที่ประสบการณ์ของทุกท่านในการมองแล้ว

 

ขอให้โชคดีในการลงทุนครับ