aom86-02

 

     จากประสบการณ์ที่ได้สอนนักลงทุนมือใหม่ให้เล่นหุ้นด้วยการวิเคราะห์ทางเทคนิค พบว่าหลายคนอยากได้สูตรลัดหรือเคล็ดลับที่จะทำให้เทรดหุ้นได้เก่งขึ้นในทันที ถึงแม้ใจจริงแล้วผมอยากจะให้คนที่สนใจเล่นหุ้นพยายามศึกษาหาความรู้ให้ลึกซึ้งก่อนที่จะลงมือซื้อขายหุ้นจริงๆ แต่การที่จะเรียนรู้และทำความเข้าใจแนวทางที่ถูกต้องในการซื้อขายหุ้นนั้นก็คงเลี่ยงไม่ได้ที่จะใช้ระยะเวลานาน หรืออาจต้องใช้ประสบการณ์จริง ซึ่งผมเชื่อว่ามีหลายคนก็คงจะใจร้อนรีบอยากเข้าไปซื้อขายจริงในตลาดเร็วๆ 

 

      จากโจทย์ที่ได้รับผมจึงต้องหาว่าหลักการอะไรที่สำคัญที่จะเป็นเคล็ดลับที่ทำให้มือใหม่เทรดหุ้นเก่งขึ้นได้ทันที และใช้เป็นแนวทางในการเอาตัวรอดในตลาด ซึ่งเคล็ดลับที่ว่าจะต้องเป็นวิธีการง่าย ๆ ที่สามารถทำความเข้าใจได้เร็ว และที่สำคัญเป็นวิธีที่แม้แต่นักลงทุนมือเก๋าส่วนใหญ่ใช้งานอยู่  

 

ข้อแนะนำในการนำเนื้อหาของบทความนี้ไปใช้งานคือ เคล็ดลับที่ให้ไปไม่ได้การันตีว่าถ้าทำตามแล้วการซื้อขายของคุณจะมีผลออกมาเป็นกำไรทุกครั้ง แต่เคล็ดลับนี้จะมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยกรองหุ้นที่มีโอกาสซื้อแล้วขาดทุนมากกว่ากำไรออกไป ช่วยหาหุ้นที่มีโอกาสขึ้นมากกว่าตัวอื่นโดยที่ไม่ต้องรอนาน และช่วยให้ทุกคนไม่ประสบกับภาวะขาดทุนจนเสียหายเป็นจำนวนมาก

 

     มือใหม่ทุกคนสามารถเอาเคล็ดลับไปทำเป็น Check List ก่อนที่จะลงมือซื้อขายจริง ผมเชื่อว่าด้วยวิธีการง่ายๆไม่กี่ข้อจะทำให้ผลการเทรดของคุณออกมาดีขึ้นอย่างแน่นอน เราลองไปดูกันครับว่ามีเคล็ดลับอะไรบ้าง

 

aom86-01

 

เคล็ดลับข้อที่ 1 ซื้อหุ้นตอนตลาดเป็นขาขึ้น

 

     ที่มาของเคล็ดลับข้อนี้ คือ เวลาที่ตลาดโดยรวมเป็นขาลงเราจะเห็นว่ามีจำนวนหุ้นรายตัวที่ลงจะมากกว่าจำนวนหุ้นที่ขึ้น ยกตัวอย่างเช่น วันที่ดัชนี SET ลงเราจะเห็นว่ามีหุ้นขึ้น 100ตัว ไม่เปลี่ยนแปลง 150 ตัว หุ้นลง 500 ตัว เป็นต้น และเวลาที่ตลาดโดยรวมเป็นขาขึ้นเราก็จะเห็นจำนวนหุ้นรายตัวที่ขึ้นมากกว่าจำนวนหุ้นที่ลง การอยู่เฉยๆไม่ซื้อไม่ขายก็ถือว่าเป็นกลยุทธ์หนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม สิ่งที่เราควรจะทำคือ ถ้าตลาดรวมเป็นขาขึ้นเราค่อยสนใจจะซื้อหุ้น ถ้าตลาดโดยรวมลง เราก็ควรจะอยู่เฉย ๆ

 

     เคล็ดลับส่วนตัวที่ผมใช้อยู่ในปัจจุบันผมจะใช้เส้นค่าเฉลี่ยสองเส้นเพื่อบอกว่าแนวโน้มปัจจุบันเป็นอย่างไร  โดยดูจากกราฟ SET ถ้าเส้น 10EMA อยู่เหนือเส้น 50EMA ผมก็สรุปว่าเป็นช่วงเวลาที่น่าสนใจซื้อหุ้น แต่ถ้าเส้น 10EMA อยู่ต่ำกว่าเส้น 50EMA ผมจะอยู่เฉยๆไม่สนใจตลาดหุ้น

 

     ในขั้นตอนนี้ยังไม่ได้บอกว่าจะซื้อหุ้นตัวไหนก็ได้หรือบอกว่าสามารถเข้าซื้อหุ้นตัวที่สนใจได้ทันที แต่จะเป็นขั้นตอนที่บอกว่าตลาดหุ้นน่าสนใจหรือไม่

 

หมายเหตุ : 1) ความหมายของตลาดรวมคือ ดัชนี SET หรือดัชนีรายอุตสาหกรรมที่หุ้นตัวที่เราสนใจซื้อขายสังกัดอยู่

                     2) บางคนใช้ 5EMA คู่กับ 25EMA , 10EMA คู่กับ 30EMA ประเด็นนี้ไม่ต้องพยายามหาคำตอบว่าว่าคู่ไหนดีกว่ากันนะครับเสียเวลาเปล่า ให้เลือกใช้คู่ที่ตัวเองรู้สึกใช้งานแล้วซื้อขายได้ดีครับ  

 

Screen Shot 2557-12-04 at 5.14.03 PM

รูปที่ 1 แสดงกราฟดัชนี SET ในช่วงเดือนกุมพาพันธ์ 2014 เป็นต้นไปเป็นช่วงที่น่าสนใจจะซื้อหุ้นเนื่องจากตลาดรวมเริ่มเป็นขาขึ้นแล้ว จากนั้นเราค่อยไปดูหุ้นรายตัวว่าควรจะซื้อตัวไหนดี

 

เคล็ดลับข้อที่ 2 ซื้อหุ้นตัวที่อยู่ในขาขึ้น

 

     การดูแนวโน้มหุ้นรายตัวใช้หลักการเดียวกันกับการดูแนวโน้มตลาด คือจะไม่ซื้อหุ้นถ้าเส้น 10EMA ของหุ้นตัวนั้น อยู่ใต้เส้น 50EMA หลายคนเข้าใจผิดๆว่าถ้าเส้น 10EMA ตัด 50 EMA ขั้นไปให้ซื้อ หรือเส้น 10EMA ตัด 50EMA ลงมาให้ขาย วิธีนี้ไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องในการใช้ Moving Average ในซื้อขายหุ้นนะครับ ลืมวิธีนี้ไปซะ สิ่งที่จะแนะนำคือ ถ้าเรากำลังอยากจะซื้อหุ้นตัวนึงแล้ว 10EMA อยู่เหนือ 50EMA ก็แปลว่าแนวโน้มเป็นขาขึ้นสนับสนุนการลงมือซื้อ แต่ถ้าเส้น 10EMA อยู่ใต้ 50EMA ก็ไม่จะไม่ซื้อเพราะยังไม่ยืนยันการเป็นแนวโน้มขาขึ้น  

 

Screen Shot 2557-12-04 at 5.15.20 PM

รูปที่ 2 แสดงกราฟหุ้น TRUE  ในช่วงก่อนเดือนมิถุนายน 2014 ถึงแม้เราจะสนใจซื้อหุ้น TRUE แต่เราก็จะไม่ซื้อ เพราะ10EMA อยู่ใต้ 50EMA ไม่สนับสนุนการตัดสินในซื้อ ตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นตันไปถ้ากำลังสนใจซื้อหุ้น TRUE ก็สามารถซื้อได้ เนื่องจาก 10EMA อยู่เหนือ 50 EMA สนับสนุนการตัดสินใจซื้อของเรา 

 

เคล็ดลับข้อที่ 3 อย่าซื้อหุ้นที่ยังไม่ขึ้น

 

     หุ้นที่ไม่ขึ้นก็คือหุ้นที่ไม่อยากจะขึ้น เวลาที่ตลาดหุ้น(SET) เริ่มปรับตัวสูงขึ้นมีหุ้นบางตัวที่เริ่มเขยิบขึ้นไปก่อนและมีหุ้นบางตัวที่ยังไม่ขึ้น หลายคนมักให้ความสนใจหุ้นที่ยังไม่ขึ้นหรือขึ้นเพียงเล็กน้อยเพราะคิดว่าเดี๋ยวหุ้นตัวนั้นๆก็จะวิ่งขึ้นตาม แต่ผลที่มักจะเกิดขึ้นคือ หุ้นที่ซื้อเพราะว่ายังไม่ขึ้นหรือขึ้นเพียงเล็กน้อยผลสุดท้ายมันก็ไม่ยอมขึ้นหรือกว่าจะขึ้นก็ช้าเหลือเกินเมื่อเทียบกับตลาด แต่หุ้นที่เริ่มปรับตัวสูงขึ้นไปก่อนหน้านี้กลับมีราคาเพิ่มสูงขึ้นไปอีกหรือขึ้นใน % ที่มากกว่าตลาด สาเหตุที่เป็นแบบนี้ก็เพราะว่าหุ้นที่ไม่ยอมขึ้นเป็นหุ้นที่มีความแข็งแกร่งน้อยเมื่อเทียบกับตลาด(ไม่มี Relative Strength) และหุ้นที่ไม่ขึ้นเหล่านั้นส่วนใหญ่เป็นหุ้นที่ไม่ได้รับความสนใจจากคนที่เข้ามาซื้อขายในตลาดโดยเราจะสังเกตได้จากหุ้นเหล่านี้มักมีปริมาณการซื้อขายน้อย

 

ดังนั้นอย่าไปเสียเวลากับหุ้นที่ไม่ยอมขึ้นครับ หุ้นไม่ยอมขึ้นก็เหมือนกับพนักงานที่ขึ้เกียจ ถ้าเราเป็นเจ้าของบริษัทเราคงไม่อยากที่จะจ้างพนักงานเหล่านี้ไว้ในบริษัทของเรา โดยหวังว่าสักวันจะขยันขึ้นมา ดังนั้นเราควรรอให้หุ้นที่เราอยากซื้อพิสูจน์ตัวเองก่อนว่าอยากจะขึ้นจริงๆแล้วเราค่อยลงมือซื้&#x