ช่วงนี้กระแสเรื่อง Bitcoin มาแรงมาก!! คนไทยหลายคนเริ่มตื่นตัวกับกระแสการเงินนี้ มีข่าวและบทความที่พูดถึงเรื่องการลงทุนในสกุลเงินอิเล็กทรอนิกส์ตัวนี้ออกมามากมาย มีการกลับมาขุดเหมืองหาบิทคอยน์มากขึ้น การ์ดจอแรงๆ ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ทำให้ผมนึกถึง Documentary Film หรือภาพยนตร์สารคดีเรื่อง “The Rise and Rise of Bitcoin” ที่ผมมีโอกาสได้ดูเมื่อปลายปีที่แล้ว

ในสารคดีเล่าเรื่องของ Bitcoin ผ่านความเชื่อของวิศวกรคอมพิวเตอร์กลุ่มหนึ่ง ที่มีความเชื่ออย่างแรงกล้าว่าบิทคอยน์จะสามารถเปลี่ยนชีวิตของพวกเขาได้ โดยสารคดีจะพาไปทำความรู้จักกับบุคคลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับวงการนี้ แล้วให้กลุ่มคนเหล่านี้บอกเล่าเรื่องราวในสิ่งที่พวกเขาทำ พร้อมทั้งให้ข้อมูลเบื้องต้น ระบบการแลกเปลี่ยน และแนวความคิดของบิทคอยน์ เพื่อให้คนดูเข้าใจในโลกของบิทคอยน์มากยิ่งขึ้น

เอาเป็นว่า ใครอยากทำความเข้าใจในเรื่องของบิทคอยน์ก็ลองไปหาดูได้นะครับ ส่วนใครที่เข้ามาอ่านบทความซีรีส์นี้ แปลว่า คุณกำลังสนใจ หรืออยากเริ่มต้นลงทุนในบิทคอยน์ ผมจะนำข้อมูลที่หาได้ มาสรุปให้เข้าใจกันแบบง่ายๆ...ง่ายแบบฝุดๆ จะได้รู้ว่า 


“การลงทุนในบิทคอยน์จะเป็นสวรรค์ของนักเก็งกำไร
- หรือเหวของนักลงทุนกันแน่!?” 


BITCOIN คืออะไร? ที่ขึ้นลงกันไวๆ นี่ไม่ใช่ไฮโลแน่นะ !?

บิทคอยน์ (Bitcoin) เป็นเงินตราอิเล็กทรอนิกส์ (Cryptocurrency) ที่มีสกุลเงิน BTC เป็นหน่วยเงินตรา เหมือนๆ กับ USD GBP JPY หรือ THB นั่นแหละ ซึ่ง บิทคอยน์ เป็น “หน่วยเงิน” ที่อยู่ในแพลตฟอร์มการเงินบนอินเทอร์เน็ต ที่มีชื่อเรียกว่าบล็อคเชน (Block chain)

เมื่อคุณโอนบิทคอยน์ให้ใครบางคน เครือข่ายคอมพิวเตอร์จะมองเห็นการโอนเงินทั้งหมด และรายการโอนเงินทั้งหมดจะถูกบันทึกไว้บนระบบบล็อคเชนหลังได้รับการยืนยัน ซึ่งบล็อคเชนจะเป็นเหมือนบัญชีสาธารณะ โดยจะบันทึกการโอนบิทคอยน์ทุกครั้งที่เกิดขึ้นตั้งแต่ระบบเปิด และมันอยู่บนเครือข่ายที่ทำให้ทุกคนสามารถติดตามได้ตั้งแต่ต้นทางยันปลายทาง

พูดง่ายๆ ก็คือทุกคนมีบันทึกรายการของบิทคอยน์ และคุณสามารถโอนย้ายบิทคอยน์ให้กับใครก็ได้บนโลกนี้ ง่ายเหมือนการส่งอีเมลล์เลย !!

เงินตราของประเทศต่างๆ จะออกมาโดยอำนาจศูนย์กลางที่ควบคุมคลังเงิน เงินตราไม่ได้ออกมาสู่มือประชาชนง่ายๆ แต่บิทคอยน์เป็นระบบ “เพียร์ทูเพียร์ *” เลยไม่มีอำนาจศูนย์กลาง ระบบจะออกเงิน บิทคอยน์ ให้กับผู้ใช้ที่ช่วยกันย้ายเงินภายในแพลตฟอร์ม นี่เรียกว่า “การขุดบิทคอยน์” 

ซึ่งนักขุดบิทคอยน์จะมี คอมพิวเตอร์เฉพาะทาง (Super Computer) ที่จะทำงานตามคำสั่ง เพื่อเข้าไปยืนยัน ตรวจสอบ และช่วยบันทึกการโอนย้ายเงินในบล็อคเชน เมื่อทำสำเร็จ จะได้รับรางวัลตอบแทนเป็นเงินบิตคอยน์อันใหม่เข้ากระเป๋านักขุดบิทคอยน์

แต่ๆๆๆ ระบบถูกกำหนดให้มีบิทคอยน์ในระบบ 21 ล้าน BTC เมื่อเวลาผ่านไป รางวัลจากการขุดบิทคอยน์จะได้น้อยลงเรื่อยๆ จากเดิมที่เคยได้วันละ 2-3 เหรียญ อาจจะเหลือวันละ 0.5 เหรียญ และ 0.005 เหรียญ ตามกาลเวลา เพราะทรัพยากรมีปริมาณจำกัด บิทคอยน์จึงเปรียบได้กับทองคำดิจิตอล ที่หายากมากในปัจจุบัน การลงทุนกับการ์ดจอ ASICs ราคาแพง เพื่อขุดหาบิทคอยน์ในปัจจุบันนี้จึงไม่คุ้มค่าเท่ากับในสมัยก่อนแล้ว

และในปลายปี 2016 ทรัพยากรบิทคอยน์ เหลืออยู่ในเหมืองเพียงแค่ 4.93 ล้านเหรียญโดยประมาณ คิดเป็น 23.47% จากทรัพยากรที่มีทั้งหมด แต่จำนวนคนที่เข้ามาทำเหมืองกลับเพิ่มขึ้น ดังนั้นโอกาสรวยจากการขุดหาบิทคอยน์จึงมีน้อยลงกว่าอดีตที่ผ่านมา


ความน่าสนใจของหน่วยเงิน BTC มันมีดีอะไร !?

อย่างที่บอกไปว่า บิทคอยน์ คือเงินตราอิเล็กทรอนิกส์สกุลหนึ่ง เราสามารถนำเงินตรานี้มาใช้จ่ายได้ในชีวิตประจำวันจริงๆ แถมอัตราแลกเปลี่ยนของ BTC ยังมีการเติบโตและผันผวนแบบสุดๆ ซึ่งในเดือนตุลาคม ปี 2009 อัตราแลกเปลี่ยนแรกของบิทคอยน์ ถูกกำหนดไว้ที่ 1,308 BTC = 1 USD (1 BTC = 0.000764 USD) จากนั้นในเดือนพฤศจิกายน 2010 บิทคอยน์ก็ขยับอัตราแลกเปลี่ยนขึ้นอย่างรวดเร็วเป็น 1 BTC = 0.50 USD

โดยครั้งแรกที่มีการใช้เงินสกุล BTC แลกเปลี่ยนสินค้าในชีวิตจริง เกิดขึ้นในปี 2010 โดยนายลาสซโล หนุ่มฟลอริดา อยากลองใช้เงินบิทคอยน์ซื้ออะไรบางอย่าง เขาจึงเสนอเงิน 10,000 บิทคอยน์ ให้ใครก็ตามที่สามารถซื้อพิซซ่าให้กับเขาได้ จนมีชายคนนึงในลอนดอน ประเทศอังกฤษ ตอบรับข้อเสนอนั้น และสั่งพิซซ่า 2 ถาดให้กับนายลาสซโล เพื่อแลกกับเงิน 10,000 BTC


ถ้าคิดเป็นมูลค่าปัจจุบัน นี่อาจเป็นพิซซ่าที่มีราคาแพงที่สุดในโลกก็ได้นะ!


Bitcoin สวรรค์ของนักเก็งกำไร หรือเหวของนักลงทุน!?
"กราฟความเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยน BTC/USD"
Credit source: https://bitcoincharts.com/charts/bitstampUSD#tgSzm1g10zm2g25


เพราะหลังจากปี 2010 เป็นต้นมา อัตราแลกเปลี่ยนของบิทคอยน์ก็ขยับขึ้นเรื่อยๆ แปรผันตรงข้ามกับทรัพยากรบิทคอยน์ที่ค่อยๆ ลดน้อยลง จนปลายปี 2011 อัตราแลกเปลี่ยนก็ขยับมาที่ 4.38 USD ต่อเหรียญ

ในเดือนกรกฎาคม ปี 2012 ราคาบิทคอยน์ขยับมาที่แถวๆ 7 USD ต่อเหรียญ และปลายปี 2012 เว็บไซต์สำหรับสร้างบล็อกชื่อดังอย่าง Wordpress ก็เริ่มประกาศรับค่าบริการเป็นสกุลเงินบิทคอยน์ ทำให้บิทคอยน์เริ่มมีตัวตน เป็นเงินตราที่สามารถใช้ในชีวิตประจำวัน และได้รับการยอมรับมากขึ้น...สิ้นปี 2012 อัตราแลกเปลี่ยนบิทคอยน์อยู่ที่ 13 USD ต่อ เหรียญ

ในปี 2013 เป็นปีแห่งการเติบโตของ BTC อย่างแท้จริง เมื่อราคาบิทคอยน์ขยับไปแตะสามหลักที่ 100 USD ในเดือนเมษายน และเกือบแตะหลักพันในเดือนธันวาคมที่ 979 USD ก่อนจะร่วงหล่นเหลือ 302 USD ในเดือน ธันวาคม 2014 ซึ่งจากจุดนี้จะเห็นได้เลยว่าการลงทุนในบิทคอยน์จะมีความผันผวนที่สูงมาก

ปี 2015 ราคาบิทคอยน์ก็ค่อยๆ ขึ้นมาปิดที่ 429 USD ในสิ้นปี และสิ้นปี 2016 ก็ขยับมาอยู่ที่ 958 USD ต่อเหรียญ ถ้านับผลตอบแทนย้อนหลัง 3 ปี ในปี 2013-2016 บิทคอยน์ให้ผลตอบแทน -2.14% แต่ถ้านับผลตอบแทนย้อนหลัง 5 ปี (2011-2016) บิทคอยน์จะให้ผลตอบแทนสูงประมาณ 21,772.14% เลยทีเดียว!!!

ก่อนที่จะแตะ 1,000 USD ได้ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2017 และขยับแรงต่อเนื่องมาอยู่ที่ 2,000 USD ได้ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

ปัจจุบันนี้ บิทคอยน์ ได้รับการยอมรับในวงกว้าง องค์กรใหญ่ๆ บนโลกเริ่มขยับตัว รับค่าสินค้าและบริการเป็นหน่วยเงินอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น เช่น DELL บริษัทคอมพิวเตอร์ชื่อดัง, Steam ร้านขายเกมคอมพิวเตอร์, Rakutan อีคอมเมิร์ซสัญชาติญี่ปุ่น และ Microsoft ระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ที่ใครๆ ก็รู้จัก เป็นต้น

ทว่าบิทคอยน์น่าจะเป็นหน่วยเงินตราที่มีความผันผวนที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้ ใครที่ชอบเก็งกำไรในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง อาจจะชอบลงทุนในบิทคอยน์ เพราะมันอาจจะทำให้เลือดในร่างกายคุณสูบฉีดได้ดี ยิ่งกว่าการเล่นรถไฟเหาะที่สวนสนุกเสียอีก


Bitcoin สวรรค์ของนักเก็งกำไร หรือเหวของนักลงทุน!?
"กราฟความผันผวนของบิทคอยน์เมื่อเทียบกับสินทรัพย์และอัตราแลกเปลี่ยนชนิดอื่นๆ"
Credit source: https://www.buybitcoinworldwide.com/volatility-index/


เริ่มสนใจในบิทคอยน์แล้ว ว่าแต่จะเริ่มลงทุนยังไง?

การจะหาเงินบิทคอยน์ได้นั้นมีอยู่ 2 ทางในตอนนี้ ทางแรกก็คือ “การทำเหมืองบิทคอยน์” ด้วยการลงทุนซื้อการ์ดจอสำหรับขุดบิทคอยน์โดยเฉพาะที่เรียกว่า "ASIC Bitcoin Miner" ในการขุดบิทคอยน์ตามกระบวนการที่บอกไปในตอนแรก แต่ปัจจุบันนี้การขุดบิทคอยน์ได้ผลตอบแทนน้อยลงกว่าสมัยก่อนมากๆ เพราะทรัพยากรที่มีน้อยลง การจะนำเงินไปลงทุนกับ ASICs และเสียค่าไฟเปิดคอมฯทิ้งไว้ ดูจะเป็นทางเลือกที่ไม่คุ้มค่าซักเท่าไหร่ (อยากรู้ราคาของ ASICs คลิกดูที่นี่)

ในเมื่อเราไม่สะดวกที่จะหาบิทคอยน์จากการทำเหมือง อีกวิธีหนึ่งที่จะได้ลงทุนในบิทคอยน์ ก็คือ...ใช้เงินจริงซื้อบิทคอยน์มาครอบครองเองซะเลย ถ้าดูในสารคดี The Rise and Rise of Bitcoin จะมีการเข้าไปสัมภาษณ์บริษัท Bitinstant ผู้ให้บริการแลกเปลี่ยนบิทคอยน์กับเงินจริงรายแรกๆ ซึ่งช่วยให้การครอบครองบิทคอยน์มีความสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ซึ่งธุรกิจนี้เติบโตเร็วมาก เพราะคนให้ความสนใจกับเงินตราอิเล็ทรอนิกส์ตัวนี้มากขึ้นเรื่อยๆ

ปัจจุบันนี้มีธุรกิจรับแลกเปลี่ยนเงิน BTC เปิดให้บริการอยู่ทั่วโลก และในประเทศไทยก็มีให้บริการอยู่หลายเจ้า แต่ที่ผมเคยได้เห็นผ่านตาบ่อยๆ ดูน่าเชื่อถือได้จะมีเพียงไม่กี่เจ้า และ coins.co.th ก็เป็นหนึ่งในธุรกิจนั้น ถ้าอยากจะเปิดบัญชี มีกระเป๋าเงินเป็นของตัวเอง หรือเริ่มซื้อขายบิทคอยน์ก็ลองเข้าไปดูข้อมูลต่างๆ ได้จากเว็บไซต์ของเขาได้โดยตรงเลยครับ 


ความเสี่ยงและเหวลึกของบิทคอยน์ สำหรับนักลงทุนหน้าใหม่

ถ้ารู้ที่มาที่ไปของเงินและธนบัตรที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน จะรู้ว่าที่จริงแล้วเงินที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ถูกตรามูลค่าไว้ด้วยการนำไปผูกกับทองคำ ซึ่งหน่วยเงินตราของแต่ละประเทศบนโลกสามารถแลกทองคำในปริมาณที่ต่างกัน อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างสกุลเงินจึงเกิดขึ้นตามมา

สำหรับบิทคอยน์แล้ว มีคำถามเกิดขึ้นกับมันอยู่เสมอว่า แท้จริงแล้วบิทคอยน์ หรือ Cryptocurrency สกุลต่างๆ ถูกตรามูลค่าไว้กับสินทรัพย์อะไร? ใครเป็นหน่วยงานรองรับเงินสกุลนี้? มนุษย์เราจะสามารถเชื่อถือในสกุลเงินอิเล็กทรอนิกส์ได้มั้ย? เงินตราแห่งอนาคตชนิดนี้ผิดกฏหมายหรือไม่?

ในปี 2013 หรือช่วงแรกที่บิทคอยน์เริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ผู้ควบคุมที่กระทรวงการคลังของสหรัฐฯ และเครือข่ายควบคุมอาชญากรทางการเงิน หรือ ‘FinCEN’ ได้ออกกฏหมายแรกสำหรับเงินตราเสมือนจริง โดยพูดเป็นนัยว่า

“บิทคอยน์ไม่ผิดกฏหมาย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะเชื่อถือหน่วยเงินนี้ได้ 100%” แต่ FinCEN ก็ไม่ใช่หน่วยงานกลางที่รองรับเงินตราเสมือนจริงอยู่ดี

ที่ผ่านมากระแสของบิทคอยน์จะถูกพูดถึงเป็นพักๆ โดยเฉพาะช่วงที่อัตราแลกเปลี่ยนของมันทะยานขึ้นอย่างรุนแรง ผู้คนจะให้ความสนใจ ปริมาณการซื้อขายจะเพิ่มสูงมาก และจะลดความสนใจหรือเลิกมองมัน เมื่อกราฟหักหัวลงอย่างรวดเร็ว ถ้าดูจากราคาซื้อขายในอดีต จะเห็นได้ชัดว่าความผันผวนมีสูงมาก

นักขุดบิทคอยน์มักบอกว่า ธรรมชาติของมันตอนค้นหาราคาที่ควรเป็นนั้นจะมีการเหวี่ยงที่รุนแรง และเหวี่ยงอีกนานจนกว่าราคาจะนิ่ง ซึ่งมีคนที่หายออกไปจากตลาดในช่วงนี้เยอะมาก

ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังมีคนที่ยังเชื่อมั่นในบิทคอยน์ เชื่อในระบบบล็อกเชน มุ่งมั่นขุดมันต่อไป และคนที่หมดศรัทธากับมันเพราะขาดทุนอย่างย่อยยับ รวมถึงคนที่ได้แค่มองมันผ่านๆเพราะราคามันพุ่งขึ้นสูงมาก


ความคิดเห็นของผมในเรื่องนี้

บิทคอยน์ และบล็อกเชน เป็นเทคโนโลยีทางการเงินสมัยใหม่ที่ผมสนใจ แต่ยังไม่เคยได้ลองเข้าไปสัมผัสสักที เท่าที่ผมได้ข้อมูลมา บิทคอยน์เป็นเรื่องที่ซับซ้อน ต้องใช้เวลาศึกษาและทำความเข้าใจมัน มันจะมีทั้งคนที่เชื่อมั่น และคนที่ไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้เลย

ถ้าในวงการหุ้นมีนักลงทุนแบบวีไอ ในวงการบิทคอยน์ก็มีเหมือนกัน...เพราะคนที่ศึกษามันอย่างจริงจัง และเข้าใจในแพลตฟอร์มการเงินดิจิตอล จะเชื่อมั่นและศรัทธาในแพลตฟอร์มของบิทคอยน์อย่างมาก มากกว่าระบบการเงินภายในประเทศของพวกเขาเสียอีก ราคาของบิทคอยน์จะพุ่งทะยานมากแค่ไหน พวกเขาก็ไม่ได้สนใจมัน แต่จะมุ่งมั่นขุดบิทคอยน์ต่อไป และพูดอยู่เสมอว่า...

“นักเก็งกำไรจะเล่นเก้าอี้ดนตรีกันทั้งวันก็ได้ แต่ผมไม่แคร์เพราะผมเล่นยาว”

แม้ว่า FinCEN จะออกกฏหมายเกี่ยวกับเงินตราเสมือนจริง พวกเขาก็ยังคิดว่าเงินตราเหล่านี้ยังมีความไม่แน่นอนอยู่เยอะ แต่มันก็ยังเป็นประโยชน์ต่อสังคม ในขณะเดียวกันมันก็เคยถูกใช้ไปในทางที่ผิด เช่น ใช้ซื้อขายยาเสพติดบนโลกออนไลน์ ทำให้ทางหน่วยงานนี้จับตาดูเรื่องภัยที่อาจเกิดขึ้นกับระบบการเงิน ทั้งการฟอกเงินและการให้ทุนกับผู้ก่อการร้าย


ในตอนนี้ราคาบิทคอยน์ทะยานขึ้นไปมากกว่า 2,000 USD ต่อเหรียญ และคนหันมาให้ความสนใจกับมันมากขึ้น ผมมองว่าสาเหตุหลักๆ มาจากการที่บิทคอยน์เป็นที่ยอมรับมากขึ้นเรื่อยๆ จากเงินตราเสมือนจริงในอดีต กลับกลายเป็นเงินตราที่หลายคนอยากครอบครอง เพราะมันสามารถแลกเปลี่ยนเป็นสิ่งของและบริการที่จับต้องได้มากขึ้น

เห็นได้จากช่วงที่ผ่านมา ในประเทศญี่ปุ่น ที่กิจการหลายๆแห่งรับชำระค่าสินค้าและบริการเป็นเงินบิทคอยน์ รวมไปถึงการเรียกค่าไถ่เป็นสกุลเงินบิทคอยน์ ของไวรัส Wanna Cry ที่แสดงให้เห็นว่ามีคนต้องการใช้เงินบิทคอยน์มากยิ่งขึ้น

เมื่อ Demand เยอะขึ้น ขณะที่ Supply ของมันกลับน้อยลง ราคาดุลยภาพของบิทคอยน์จึงเพิ่มสูงขึ้นตามหลักเศรษฐศาตร์

แพลตฟอร์มของมันน่าสนใจและเป็นที่ยอมรับ แต่อย่าลืมว่ามันสามารถถูกใช้ไปในทางที่ผิดได้เช่นกัน เราสามารถครอบครองบิทคอยน์เพื่อการบริโภครูปแบบใหม่ที่สะดวกรวดเร็ว หรือเพื่อการลงทุนแบบเก็งกำไรในอัตราแลกเปลี่ยนก็ได้

ถ้าจะเข้าสู่เศรษฐกิจแบบเสมือนจริง ผมแนะนำว่าเราควรศึกษามันแบบจริงจัง แยกแยะวัตถุประสงค์ให้ออก ระวังเป็นเหยื่อของแชร์ลูกโซ่ หรือการใช้เงินที่ผิดกฏหมายด้วย ถ้าอยากเข้าใจมันมากกว่านี้ลองไปหาสารคดีเรื่อง The Rise and Rise of Bitcoin ดู ผมว่ามันจะช่วยคลายข้อสงสัยในหลายๆเรื่องของ Bitcoin ได้มากเลยแหละ




* เพียร์ทูเพียร์ เป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่จะเก็บข้อมูลการเชื่อมต่อไว้ที่คอมพิวเตอร์ของผู้ใช้แต่ละคน ต่างคนต่างเก็บ แต่ผู้ใช้สามารถดึงข้อมูลจากคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นได้ หากคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นนั้นเปิดแชร์ไฟล์เอาไว้