สวัสดีค่ะ ปิ่นเองค่ะ คราวนี้กลับมาพร้อมเมฆฝน ไม่ใช่แค่เมฆฝนที่ปกคลุมท้องฟ้าเมืองไทยอย่างเดียว แต่หมายถึงพายุฝนแห่งวิกฤติที่โหมกระหน่ำใส่ประเทศตลาดเกิดใหม่หลายครั้งในช่วงนี้ ตั้งแต่ตุรกี เวเนซุเอลา จนมาถึงอาร์เจนตินาที่เป็นข่าวในสัปดาห์ที่ผ่านมาค่ะ

สิ่งที่เราเรียกกันว่าวิกฤติค่าเงิน จริงๆแล้วไม่ได้มีสาเหตุมาจากค่าเงินนะคะ แต่ค่าเงินเป็นตัวแสดงอาการขั้นสุดท้ายของสุขภาพเศรษฐกิจที่ไม่สมดุลค่ะ แล้วคำว่าเศรษฐกิจที่สมดุลหมายถึงอะไร แล้วเกี่ยวอะไรกับค่าเงินล่ะ


สุขภาพเศรษฐกิจและวิกฤติค่าเงิน

ลองนึกภาพตามนะคะ เวลาเราจะวิ่ง เราก็อยากวิ่งไปให้ได้เร็วๆ วิ่งไปให้ได้ไกลๆ แต่ก็ต้องดูด้วย ว่าร่างกายเราไปไหวมั้ย ได้รับสารอาหารพอมั้ย ได้พักผ่อนพอมั้ย กล้ามเนื้อต่างๆแข็งแรงพอมั้ย ถ้าเราวิ่งให้สมดุลกับกำลังของร่างกาย ต่อให้วิ่งได้ไม่เร็วนัก แต่ก็ยังไปต่อได้ แต่ถ้าเราวิ่งเกินกำลังของร่างกาย ต่อให้เราวิ่งเร็วแค่ไหนก็ไปไม่ได้นาน ไม่ช้าก็เร็วก็ต้องหยุดวิ่ง 

เช่นเดียวกันนี้ สุขภาพของเศรษฐกิจจะเติบโตได้ ก็ต้องมีการใช้จ่ายต่างๆ ทั้งของเอกชนและรัฐบาล เพื่อบริโภคและลงทุน แล้วรายได้ที่จะเอามาใช้บริโภคและลงทุนจะเอามาจากไหน ก็เอามาจากรายได้จากการผลิตสินค้าเพื่อขายทั้งในและนอกประเทศและการให้บริการต่างๆ (เช่นการท่องเที่ยว) ทั้งกับคนไทยและชาวต่างชาติ คำถามก็คือ รายได้เหล่านี้เพียงพอกับการใช้บริโภคและลงทุนหรือไม่ ถ้าเกิดไม่พอ ตัวชี้วัดเหล่านี้จะแสดงอาการออกมาค่ะ


(Exclusive Scoop) ถอดบทเรียนสุขภาพเศรษฐกิจที่ไม่สมดุลจากวิกฤติ ตุรกี เวเนซุเอลา และอาร์เจนตินา


ตัวแรกคือ ดุลบัญชีเดินสะพัด ที่เอารายได้จากการส่งออกและการท่องเที่ยวที่ได้รับจากต่างประเทศ มาหักลบกับรายจ่ายจากการนำเข้าและการไปท่องเที่ยวนอกประเทศ (บวกเงินโอนสุทธิด้วย) ถ้าเกิดดุลบัญชีเดินสะพัดติดลบหรือขาดดุล ก็ส่งสัญญาณว่ารายจ่ายของประเทศเกินรายรับ

ตัวที่สองที่น่าสนใจคือ ดุลการคลัง หมายถึง รายได้ลบรายจ่ายของรัฐบาล ถ้าขาดดุลการคลังก็แปลว่ารัฐบาลใช้จ่ายเกินรายได้ของตัวเอง ถ้าหากประเทศขาดดุลบัญชีเดินสะพัดหรือขาดดุลการคลัง หรือขาดดุลทั้งสองอย่าง ก็มักจะกู้จากต่างประเทศมาโปะรายจ่ายที่มันเกินขึ้นมา 

เพราะฉะนั้น ตัวที่สามที่มักจะแสดงอาการคือ หนี้สินในเงินสกุลต่างประเทศ ที่เพิ่มขึ้นและอาจจะมากเกินกว่าเงินสกุลต่างประเทศที่สะสมไว้ หรือที่เรียกอีกชื่อนึงว่าทุนสำรองระหว่างประเทศนั่นแหละค่ะ 

ซึ่งถ้าหนี้สินในเงินสกุลต่างประเทศ โดยเฉพาะหนี้ระยะสั้น มีมากกว่าทุนสำรองระหว่างประเทศ สุขภาพเศรษฐกิจก็เริ่มส่งสัญญาณอันตราย ว่าประเทศนี้นอกจากรายได้จะไม่พอกับค่าใช้จ่ายแล้ว เงินที่มีสะสมไว้ก็ยังไม่พอใช้หนี้อีกต่างหาก

อีกอย่างนึง เมื่อรายจ่ายของประเทศเกินรายรับมากๆเข้า ก็จะดันให้ราคาสินค้าสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งดูได้จากตัวชี้วัดตัวที่สี่ คือ เงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในเวลาอันสั้น

ถ้าตัวชี้วัดเหล่านี้แสดงอาการอย่างที่เล่ามา เสียใจด้วยค่ะ แปลว่าเศรษฐกิจโตอย่างไม่สมดุล และหากแก้ไขไม่ทันการณ์ก็ต้องหยุดชะงักลงไม่ช้าก็เร็ว เหมือนกันคนที่วิ่งเกินกำลังของร่างกายตัวเอง ซักวันก็ต้องล้ม และเมื่อไหร่ที่นักลงทุนเห็นว่าเศรษฐกิจของประเทศใดโตอย่างไม่สมดุล ไม่น่าจะไปต่อได้ ก็จะตัดสินใจรีบเทขายสินทรัพย์ต่างๆเช่น เงินสด หุ้น พันธบัตร ของประเทศนั้น เพื่อเอาเงินไปลงทุนที่อื่น ทำให้ค่าเงินของประเทศนั้นอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดวิกฤติค่าเงินในที่สุดค่ะ


วิกฤติตุรกีมาถึงจุดนี้ได้ยังไง

(Exclusive Scoop) ถอดบทเรียนสุขภาพเศรษฐกิจที่ไม่สมดุลจากวิกฤติ ตุรกี เวเนซุเอลา และอาร์เจนตินา


สิ่งที่เกิดขึ้นกับตุรกี เป็นผลมาจากสถานการณ์ที่ก่อตัวขึ้นกว่าสิบปี จากนโยบายที่กระตุ้นให้เศรษฐกิจโต จากการกดดอกเบี้ยให้ต่ำเพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนมากๆ เช่นในการก่อสร้าง ทำให้การนำเข้า เช่น การนำเข้าสินค้าและเครื่องจักรต่างๆ มีมูลค่ามากกว่าการส่งออก ส่งผลให้ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด และรัฐบาลก็ยังใช้จ่ายเกินรายได้ ทำให้ขาดดุลการคลัง เมื่อเป็นอย่างนี้ ก็ทำให้ต้องกู้จากต่างประเทศ 

ซึ่งดันตรงกับช่วงที่ดอกเบี้ยทั่วโลกต่ำและมีการอัดฉีดเงินจากธนาคารกลางสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น จึงสามารถกู้ได้ในราคาถูก รายจ่ายของประเทศก็ยังคงเกินรายได้ต่อไป เห็นได้จากดุลบัญชีเดินสะพัดที่ขาดดุลประมาณ 5.5% ของจีดีพี และดุลการคลังที่ขาดดุลประมาณ 1.5% ของจีดีพี 

นอกจากนี้ หนี้ในสกุลเงินต่างประเทศของภาคเอกชนก็พุ่งไปกว่า 2 แสน 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งหนี้ระยะสั้นมีมูลค่ามากกว่า 90% ของทุนสำรองระหว่างประเทศ พร้อมกันนี้ เงินเฟ้อก็พลอยสูงขึ้นไปด้วยจนเกิน 15% แต่รัฐบาลก็ไม่ให้แบงค์ชาติตุรกีขึ้นดอกเบี้ยต่อเพื่อให้การลงทุนและเงินเฟ้อชะลอลง

ขณะที่ตัวเลขต่างๆแสดงอาการความไม่สมดุลของเศรษฐกิจตุรกีออกมา ธนาคารกลางของสหรัฐฯหรือเฟดก็เริ่มขึ้นดอกเบี้ยและถอนการอัดฉีดเงิน ทำให้ดอกเบี้ยทั่วโลกเข้าสู่ขาขึ้นและค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น นักลงทุนจึงเริ่มวิตกว่าตุรกีจะสามารถใช้หนี้สกุลเงินต่างประเทศได้หรือไม่

สรุปคือ สุขภาพเศรษฐกิจของตุรกีเหมือนกับคนที่วิ่งเกินกำลังของตัวเองมานาน โดยที่กล้ามเนื้อก็ไปไม่ไหว อาหารก็ไม่พอ พักก็ไม่พัก แบบนี้พอสะดุดอะไรนิดหน่อยก็ล้มอย่างง่ายดาย

แล้วสิ่งที่ทำให้ตุรกีสะดุดล้มก็คือ ปัญหาการเมืองกับสหรัฐฯที่ทำให้สหรัฐฯขึ้นภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมที่นำเข้าจากตุรกีเป็นสองเท่า ในวันศุกร์ที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมา ทำให้นักลงทุนเอาเงินออกจากตุรกีและค่าเงินลีร่าก็อ่อนค่าลงเกือบ 25% ภายในวันนั้น และอ่อนค่าลงต่ออีก 10% ในวันจันทร์ที่ 13 สิงหาคมค่ะ (จากต้นปีจนถึงวันที่ 4 กันยายน ค่าเงินลีร่าอ่อนลง 43%)

แม้สถานการณ์ล่าสุดจะดีขึ้นบ้างจากการห้าม Short sell เงินลีร่าและจากการช่วยเหลือของประเทศอื่นๆ เช่น กาตาร์ แต่เช่นเดียวกับสุขภาพร่างกายที่ล้มแล้วต้องใช้เวลารักษาตัว สุขภาพเศรษฐกิจของตุรกีก็ต้องใช้เวลากว่าจะปรับสมดุลใหม่ ซึ่งหลักๆก็คงหนี้ไม่พ้นการปรับให้รายได้ของประเทศมีมากขึ้น เช่น เมื่อค่าเงินอ่อนลงสักพักก็คงจะช่วยทำให้ส่งออกได้มากขึ้น แม้กระทั่งมีคนมาเที่ยวมากขึ้น และปรับรายจ่ายของทั้งรัฐบาลและเอกชนให้น้อยลง รวมถึงสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนว่าจะสามารถชำระหนี้ได้ค่ะ

(ล่าสุดเมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว ข่าวรองผู้ว่าการธนาคารกลางจะลาออกก็ทำให้นักลงทุนเทขายเงินลีร่าอีกครั้ง จนทำให้ธนาคารกลางต้องส่งสัญญาณว่าจะขึ้นดอกเบี้ยค่ะ)


เวเนซุเอลา วิกฤติเงินเฟ้อและค่าเงินครั้งประวัติศาสตร์

(Exclusive Scoop) ถอดบทเรียนสุขภาพเศรษฐกิจที่ไม่สมดุลจากวิกฤติ ตุรกี เวเนซุเอลา และอาร์เจนตินา


วิกฤติเวเนซุเอลาที่เกิดขึ้นในระยะใกล้ๆกันนี้ มีสาเหตุสำคัญจากโครงสร้างของสุขภาพเศรษฐกิจที่ไม่สมดุลมาตั้งแต่ต้น นั่นคือ เวเนซุเอลาพึ่งพารายได้จากการส่งออกน้ำมันเป็นอย่างมาก(คิดเป็น 95% ของการส่งออกทั้งหมด) และใช้รายได้จากการส่งออกน้ำมันเพื่อซื้อเกือบทุกสิ่งอย่าง ภาครัฐเองก็พึ่งพารายได้จากการส่งออกน้ำมันด้วย 

ทีนี้ปัญหาก็เกิดขึ้นเมื่อการผลิตน้ำมันลดลง (ส่วนหนึ่งเกิดจากปัญหาในการบริหารจัดการ) ประกอบกับช่วงปี 2557 ที่ราคาน้ำมันตกต่ำ ทำให้ประเทศสูญเสียรายได้มหาศาลอย่างรวดเร็ว เศรษฐกิจหดตัวไปหนึ่งในสาม จากปี 2556 ถึง 2560 แม้ช่วงปีนี้ราคาน้ำมันจะกลับมาเพิ่มขึ้นแต่ก็แทบไม่ช่วยอะไร รายได้ก็ไม่สามารถรองรับความต้องการในประเทศได้อีกต่อไป ทำให้เกิดการขาดแคลนสินค้าต่างๆที่ใช้ในประเทศ ราคาสินค้าจึงพุ่งขึ้นอย่างฉุดไม่อยู่ 

นอกจากนี้ รัฐบาลก็พลอยเสียรายได้หลักไป จนกระทั่งขาดดุลการคลังขนาดถึงกับต้องพิมพ์เงินออกมาใช้จ่ายมากขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้เงินที่พิมพ์ออกมาแทบจะไม่มีค่า (ปีนี้ไอเอ็มเอฟคาดว่าเวเนซุเอลาจะขาดดุลการคลังประมาณ 30% ของจีดีพี)

ทั้งหมดนี้ ทำให้เกิดปรากฏการณ์ Hyperinflation หรือเงินเฟ้อสูงผิดปกติอย่างมหาศาล ซึ่งเกิดขึ้นเพียง 6 ครั้งในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ พูดให้เห็นภาพก็คือ สินค้าต่างๆในเวเนซูเอลาแพงขึ้นเป็นสองเท่าในทุกเดือน ย้ำ ทุกเดือน ทำให้ไอเอ็มเอฟคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อของทั้งปีนี้จะเพิ่มขึ้นถึง 1,000,000% ทำให้เกิดการอพยพออกนอกประเทศเป็นประวัติการณ์

จนท้ายที่สุด รัฐบาลก็ต้องมาลดค่าเงินโบลิวาร์ไป 95% คือตัดเลขศูนย์ออกไป 5 ตัว (เช่น จาก 100,000 โบลิวาร์เหลือ 1 โบลิวาร์) ทำให้ค่าเงินร่วงจาก 250,000 โบลิวาร์ต่อหนึ่งดออลาร์สหรัฐ ลงมาทะลุ 6 ล้านโบลิวาร์ต่อหนึ่งดออลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นอัตราที่ใช้แลกเงินในตลาดมืด 

และแม้ว่าภาครัฐจะออกเงินสกุลใหม่ที่ผูกกับราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ลดค่าใช้จ่ายภาครัฐด้วยการลดเงินอุดหนุนสำหรับน้ำมัน และเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ แต่ก็คงต้องมีมาตรการต่างๆมากกว่านี้ เพื่อให้อัตราเงินเฟ้อลดลงอย่างรวดเร็ว (บางประเทศที่ประสบปัญหานี้ถึงขนาดว่าต้องเปลี่ยนมาใช้เงินดอลลาร์สหรัฐแทนเงินสกุลท้องถิ่น) และเพื่อให้รายได้สมดุลกับรายจ่ายของประเทศค่ะ


อาร์เจนตินา จากสุขภาพเศรษฐกิจที่ไม่สมดุลสู่วิกฤติศรัทธาต่อค่าเงิน


(Exclusive Scoop) ถอดบทเรียนสุขภาพเศรษฐกิจที่ไม่สมดุลจากวิกฤติ ตุรกี เวเนซุเอลา และอาร์เจนตินา


อาร์เจนตินาก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่ประสบกับวิกฤติเศรษฐกิจหลายครั้ง ครั้งสำคัญคือช่วงราวๆ 20 ปีที่แล้ว ที่อาร์เจนตินาต้องกู้จากไอเอ็มเอฟ รัฐบาลไม่สามารถจ่ายหนี้กว่า 8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐได้ และวิกฤติครั้งใหม่ที่กลับมาเป็นข่าวในสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็เป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นชัดว่า ค่าเงินเป็นตัวแสดงอาการขั้นสุดท้ายของสุขภาพเศรษฐกิจที่ไม่สมดุลค่ะ

วิกฤติระลอกนี้ของอาร์เจนตินา ก็เกิดจากสาเหตุที่ก่อตัวมานานกว่าสิบปีเช่นกัน เริ่มจากรัฐบาลชุดที่แล้ว (ปี 2550-2558) มีการใช้จ่ายสูง เช่น การให้เงินอุดหนุนทั้งด้านสาธารณูปโภคและการคมนาคม จนค่าใช้จ่ายเหล่านี้เกินรายได้ มีการเก็บภาษีการส่งออก จนชาวบ้านต้องเก็บข้าวไว้ไม่ส่งออกเพื่อหนีภาษี และยังมีการควบคุมค่าเงิน จนค่าเงินไม่สามารถอ่อนค่าลงและช่วยปรับสมดุลให้เศรษฐกิจ (โดยการทำให้สินค้าส่งออกถูกลงและเพิ่มการส่งออก) ได้ 

ผลก็คือ เกิดการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด นอกจากนี้ รัฐบาลชุดก่อนยังมีกรณีพิพาทกับผู้ถือพันธบัตรรัฐบาลซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตั้งแต่วิกฤติครั้งก่อนอีกด้วย ซึ่งนั่นเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน

จนในปี 2558 สุขภาพของเศรษฐกิจอาร์เจนตินาก็แสดงอาการไม่สมดุลอย่างเห็นได้ชัด มีการขาดดุลการคลังถึง 5.4% ของจีดีพี ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดประมาณ 5% ของจีดีพี เงินเฟ้อพุ่งไปแตะ 40% หนี้ต่างประเทศมีมากกว่าทุนสำรองระหว่างประเทศถึง 2.3 เท่า 

เมื่อรัฐบาลใหม่เข้ามา ก็ได้ยกเลิกการควบคุมค่าเงิน ทำให้เงินเปโซอ่อนลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นอาการขั้นสุดท้ายหลังจากที่เศรษฐกิจไม่สมดุล รัฐบาลใหม่พยายามจะแก้ไขสถานการณ์ให้ดีขึ้น ทั้งไปเจรจาไกล่เกลี่ยกับเจ้าหนี้ตั้งแต่วิกฤติครั้งก่อน ลดภาษีส่งออก เพิ่มการกันสำรองของธนาคารพาณิชย์เพื่อชะลอการกู้ยืมของภาคเอกชน ลดการใช้จ่ายของรัฐบาล ลดหนี้ต่างประเทศโดยเฉพาะหนี้ระยะสั้น ควบคุมเงินเฟ้อ แม้กระทั่งเปลี่ยนผู้บริหารธนาคารกลาง

แต่นั่นก็ไม่มากพอที่จะเรียกศรัทธาต่อค่าเงินเปโซให้กลับมา

ซึ่งสาเหตุสำคัญก็คือ ประชาชนยังฝังใจกับวิกฤติครั้งที่แล้ว ซึ่งทางการถึงกับห้ามไม่ให้ประชาชนถอนเงินออกจากธนาคาร ทำให้ประชาชนหันมาเก็บเงินดอลลาร์สหรัฐแทน เพราะฉะนั้น เมื่อเกิดปัญหาเศรษฐกิจอีกครั้ง แม้แต่ประชาชนก็พร้อมจะเทขายเงินเปโซตลอดเวลา

และในปีนี้ ค่าเงินเปโซก็ยังดิ่งต่อไป แม้ธนาคารกลางจะขึ้นดอกเบี้ยจนไปถึง 40% เพื่อเพิ่มผลตอบแทนเงินสกุลเปโซและทำให้เงินไม่ไหลออก และเทขายเงินสำรองกว่า 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อพยุงค่าเงิน (ตั้งแต่ 23 เมษายนถึง 4 พฤษภาคม) แต่ก็เอาไม่อยู่ ในที่สุด รัฐบาลเลยตัดสินใจกู้ไอเอ็มเอฟอีกครั้ง คราวนี้วงเงินกู้สูงถึง 5 หมื่นล้าน สูงสุดตั้งแต่ไอเอ็มเอฟปล่อยกู้มา

จนในวันพุธที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา หลังจากที่ประธานาธิบดีของอาร์เจนตินาได้ขอเร่งรัดการเบิกจ่ายวงเงินกู้จากไอเอ็มเอฟ ก็เกิดแรงเทขายเงินเปโซอย่างรุนแรงอีกครั้ง ทำให้ในวันต่อมา ธนาคารกลางต้องขึ้นดอกเบี้ยจนไปอยู่ที่ 60% 

แต่ถึงอย่างนั้น ค่าเงินเปโซก็ยังอ่อนลงกว่า 16% ภายในวันเดียว ลงมาอยู่ที่ 41.36 เปโซต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับที่อ่อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ (จากต้นปีถึงวันที่ 4 กันยายน ค่าเงินเปโซอ่อนลง 52%) ประธานาธิบดีจึงประกาศมาตรการลดการใช้จ่ายของรัฐบาลเพื่อดึงความเชื่อมั่นของนักลงทุน


ผลกระทบต่อประเทศต่างๆในเอเชีย

วิกฤติของประเทศต่างๆเหล่านี้ มีส่วนทำให้นักลงทุนพลอยเอาเงินออกจากตลาดเกิดใหม่อื่นๆ โดยเฉพาะประเทศที่ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ทำให้ค่าเงินสกุลอื่นๆโดนหางเลขไปด้วย ซึ่งในเอเชีย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดคืออินเดียและอินโดนีเซียค่ะ ซึ่งค่าเงินรูปีของอินเดียในวันศุกร์ที่ผ่านมาก็แตะระดับ 71 รูปีต่อดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าที่สุดเป็นประวัติการณ์ และค่าเงินรูเปียห์ของอินโดนีเซียก็อ่อนค่าลงมาอยู่ที่ 14,750 รูเปียห์ต่อดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าที่สุดตั้งแต่ช่วงวิกฤติเอเชีย 20 ปีที่แล้วค่ะ


แล้วประเทศไทยล่ะ?                                                

ประเทศไทยของเรายังได้รับผลกระทบจากตรงนี้น้อยค่ะ (แม้แต่ในช่วงเกิดวิกฤติตุรกีใหม่ๆ เงินทุนต่างชาติโดยสุทธิก็ยังไหลเข้าประเทศไทย และค่าเงินบาทก็อ่อนค่าลงเพียง 0.5% เมื่อเทียบกับต้นปีนี้ ซึ่งอ่อนค่าลงน้อยกว่าเงินสกุลอื่นๆในเอเชีย) 

เพราะความสมดุลของสุขภาพเศรษฐกิจไทยเข้มแข็งและ Strong มากค่ะ ดูได้จากดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกินดุลมา 9% ของจีดีพี สูงเป็นอันดับต้นๆของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ 

มีทุนสำรองระหว่างประเทศมากกว่าหนี้สินระยะสั้นในสกุลเงินต่างประเทศ 3.5 เท่า 

ดุลการคลังก็ขาดดุลเพียงไม่ถึง 1% ของจีดีพี แถมเงินเฟ้อก็ยังไม่ถึง 2%

เพราะฉะนั้น สุขภาพของเศรษฐกิจไทยตอนนี้ก็เหมือนคนวิ่งเหยาะๆ แม้จะไม่เร็วแต่ก็ไม่สะดุดล้มค่ะ แต่ยังไงก็ตาม เราก็ยังต้องติดตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับประเทศอื่นๆและผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิดค่ะ

แล้วคราวหน้าปิ่นจะมาอัพเดทสถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจอีกนะคะ ถ้าอยากเข้าใจเรื่องเศรษฐกิจ ปิ่นว่าไม่ยากหรอกค่ะ