“กองทุนหุ้นขนาดเล็ก-กลาง” โอกาสการลงทุนที่มีอยู่เสมอ

 

        สวัสดีครับ นักลงทุนในกองทุนรวมทุกท่าน หลังจากเหตุการณ์ “Brexit” เป็นอย่างไรกันบ้างครับ ? จากที่ผมสังเกตส่วนใหญ่ก่อนการทำประชามติ นักลงทุน นักวิเคราะห์ กูรูทั้งหลายเองก็เดากันไปต่าง ๆ นานา ว่าจะเป็นอย่างไร ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเดากันว่า อังกฤษนั้น ไม่น่าออกจากสหภาพยุโรป

        แต่พอผลการโหวตออกมา ผมเชื่อว่าทำให้ใครหลาย ๆ คนก็คงเข้าใจถึงความไม่แน่นอนของสิ่งต่าง ๆ บนโลกใบนี้ได้ดีขึ้น และหักปากกาเซียนกันไปหลายคน ซึ่งบทเรียนในครั้งนี้กับนักลงทุน ก็คือ ในความเป็นจริงแล้ว การลงทุนนั้น ไม่ใช่การคาดเดาถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ในอนาคต แต่เป็นเรื่องของการ เตรียมพร้อมด้วย “กระบวนการ” หรือ เตรียม “ทางเลือก” ไว้ว่า หากเกิดการณ์แบบนี้ แบบนั้นขึ้น เราจะทำอย่างไรกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดี หรือ พูดง่าย ๆ ว่าให้มีการเตรียมพร้อมเป็นอย่างดีไม่ว่าสถานการณ์นั้นจะเป็นอย่างไรนั่นเอง

        ดังนั้น ผมว่าในช่วงเวลานี้น่าจะเป็นช่วงเวลาที่ดีในการหาสินทรัพย์เพื่อที่เตรียมพร้อมกับการลงทุน เพราะผมเชื่อว่า ไม่ว่าสถานการณ์ไหน ๆ เราก็สามารถลงทุนได้ครับ เพียงแต่ว่าถ้าในสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนสูง ก็คงต้องมีการคัดเลือกสินทรัพย์ที่น่าลงทุนที่เข้มข้นมากขึ้นไปด้วย

        แนวคิดอีกประการที่จะสามารถช่วยนักลงทุนได้ในระยะยาวนั่นก็คือ การจัดพอร์ตการลงทุนที่ดี มีการกระจายไปยังสินทรัพย์ที่มีน่าจะมีโอกาสเติบโตได้ในอนาคต ถึงแม้ว่าจะมีความเสี่ยงระยะสั้นก็ตาม

        การกระจายการลงทุนนั้น ก็มีได้หลากหลายวิธีครับ บางคนรับความเสี่ยงได้สูง ก็อาจจะมีกองทุนหุ้น หรือ สินทรัพย์เสี่ยงสูงหน่อย ส่วนสินทรัพย์ที่เราเลือกที่จะกระจายการลงทุนนั้นเองก็มีเยอะแยะเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็น กองทุนทองคำ กองทุนอสังหาริมทรัพย์ กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน ฯลฯ

 

        ส่วนถ้าใครต้องการลงทุนระยะยาว ๆ โดยคาดหวังผลตอบแทนที่ดีแล้วละก็ มีสินทรัพย์นึงที่เรียกได้ว่าน่าสนใจมาก หากนำมาใส่ลงในพอร์ตการลงทุน นั่นก็คือ กองทุนหุ้นขนาดเล็ก - ขนาดกลางครับ ซึ่งถ้าปรับสัดส่วนการลงทุนได้ดี กองทุนหุ้นขนาดเล็ก - ขนาดกลาง นี่แหละครับ ที่เป็นหัวหอกในการทำแต้ม หรือ สร้างผลตอบแทนได้สูงกว่าการลงทุนในสินทรัพย์อื่น ๆ แต่ก็อาจจะต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงที่สูงขึ้นไปด้วย แต่ก็รับรองว่า ผลตอบแทนคาดหวังก็คุ้มความเสี่ยงแน่ ๆ

        ซึ่งช่วงเวลานี้ ก็เหมาะกับการเลือกดูหุ้นขนาดเล็ก ๆ อยู่พอสมควร เนื่องจาก หุ้นใหญ่ ๆ ในตลาดหุ้นไทยเองก็ ถือว่าเติบโตขึ้นมามากพอสมควรครับ การจะเติบโตแบบก้าวกระโดดเหมือนสมัยก่อน ก็ยากขึ้นไปด้วย เช่น บริษัทที่มียอดขายระดับ 10,000 ล้าน จะโตไปเป็น 20,000 ล้าน คงเป็นไปได้ แต่อาจจะยากมากกกก แต่ในทางกลับกัน ถ้าบริษัทที่มียอดขายระดับ 1,000 ล้าน การจะโตไปเป็น 2,000 ล้าน อาจจะไม่ได้ยากอย่างที่คิด

        ดังนั้น จึงส่งให้ศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนใน หุ้นขนาดกลาง และขนาดเล็ก ก็สามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าหุ้นขนาดใหญ่ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ผลการดำเนินงานของบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กมีโอกาสในการเติบโตได้ในอัตราที่สูงกว่าบริษัทขนาดใหญ่

        และนอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสในการกระจายการลงทุน เพื่อลดความผันผวนจากกระแสเงินลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ เพราะว่าแน่นอนครับ เงินก้อนใหญ่ ๆ มาลงทุนในไทย ก็ต้องหาหุ้นที่มีสภาพคล่องสูง ๆ มากกว่าที่จะมองหุ้นขนาดเล็กเกินไป โดยนักลงทุนต่างชาติถือครองหุ้นบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กอยู่ในสัดส่วนที่ต่ำกว่าบริษัทขนาดใหญ่ ดังนั้น ความผันผวนของราคาหุ้นขนาดกลางและ ขนาดเล็กที่มาจากกระแสเงินลงทุนของนักลงทุนต่างชาติจึงอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าหุ้นขนาดใหญ่

        ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลว่า ทำไม หุ้นจิ๋วถึงได้แจ๋วนัก ? แนวโน้มการเติบโตสูง แถมความผันผวนก็ไม่ได้มากมายจนเรารับไม่ได้

เกริ่นมาเสียตั้งนานได้เวลาเข้ามาสู่กองทุนที่เป็นพระเอกของเราในครั้งนี้กันครับนั่น ก็คือ

 

กองทุนเปิดกรุงศรีไทยสมอล-มิดแคปอิควิตี้
Krungsri Thai Small – Mid Cap Equity Fund (KFTHAISM)

        โดยกองทุนนี้มีจุดเด่น คือ แนวทางการคัดเลือกหุ้นขนาดเล็กเข้ามาในพอร์ตการลงทุนครับ โดยมีกลยุทธ์เน้นการคัดเลือกหุ้นรายตัว ที่มีลักษณะดังต่อไปนี้

        1. เลือกบริษัทมี “ฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง” และ มีแนวโน้มการเติบโตของกำไรสุทธิอย่างต่อเนื่องยั่งยืน เพื่อให้ความผันผวนของหุ้นขนาดเล็กมีอยู่ไม่สูงจนเกินไปครับ

        2. ดู “คุณภาพ” ของบริษัท ฯ บริษัทอยู่ในอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มเติบโตสูง มีทีมผู้บริหารมีวิสัยทัศน์และแนวคิดในสร้างความเติบโตให้กับธุรกิจที่ชัดเจน ยึดหลักธรรมาภิบาลในการดำเนินธุรกิจ และ มีแนวโน้มเติบโตจากส่วนแบ่งทางการตลาดที่เพิ่มขึ้น สินค้าหรือบริการใหม่ การควบรวมกิจการ หรือ การซื้อกิจการ

        3. บริษัท “มีโอกาสเติบโตมากกว่าที่ตลาดคาดการณ์” และ ต้องโตมากกว่าตลาดโดยรวม ระดับราคาหุ้น ณ ปัจจุบัน ที่ยังคงซื้อขายที่ระดับน่าสนใจ เมื่อเทียบกับผลประกอบการในอนาคต

 

        ซึ่งจะมีความแตกต่างในกลยุทธ์การลงทุนสำหรับการบริหารแบบ กองทุนหุ้นธรรมดาอยู่พอสมควร เช่น จำนวนการถือครองหุ้นที่ไม่มากอยู่ประมาณ 20 หุ้น แต่มีการปรับหุ้นที่ไวกว่า รวมถึง มีแนวโน้มการถือครองหุ้นที่สั้นกว่าด้วยครับ

        โดยผู้จัดการกองทุนยังคงเฟ้นหาหลักทรัพย์ขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีแนวโน้มเติบโตสูง เพื่อคว้าโอกาสลงทุนในช่วงที่ตลาดกำลังฟื้นตัว ที่มีศักยภาพในการทำกำไรสูง เช่น มีแนวโน้มเติบโตของรายได้สูง หรือ EPS Growth และ สูงมากกว่าตลาดหุ้นอยู่พอสมควรเลยครับ

 

ตัวอย่าง Valuation เฉลี่ยของหลักทรัพย์ในกองทุน[Review] “กองทุนหุ้นขนาดเล็ก-กลาง” โอกาสการลงทุนที่มีอยู่เสมอ

เมื่อเห็นตัวเลข PE ของหุ้นขนาดเล็กที่อาจจะดูแล้วค่อนข้างสูง นักลงทุนอย่าเพิ่งตกใจกันไปนะคร&#

Dr.Nut

Dr.Nut

GURU aomMONEY ผู้เชี่ยวชาญทางด้านกองทุน การลงทุน และการเงิน

Related Story