ปัจจุบันกองทุนกลุ่ม Healthcare นั้นก็ยังคงได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม ถึงแม้ว่าในช่วงที่ผ่านมานั้น เราจะเห็นการปรับตัวลดลงของราคาหน่วยลงทุนจากข่าวความไม่แน่นอนเรื่องการเลือกตั้งของสหรัฐ​ฯ

โดย Hillary Clinton ได้หาเสียงไว้ว่าถ้าได้ขึ้นตำแหน่งเป็น ประธานาธิบดีก็จะพยายามปรับราคายา หรือควบมคุมราคาของผลิตภัฑณ์ต่าง ๆ ในกลุ่ม Healthcare นั้น ไม่ให้มีราคาที่สูงเกินไป

(และดูท่าทางก็ได้ผลเสียด้วย เพราะว่าได้รับการสนับสนุนจากคนส่วนใหญ่)

แต่ว่าการปรับตัวลดลงของหุ้นกลุ่มนี้เองก็ยังไม่มาก เรียกได้ว่าเมื่อเทียบกับการปรับตัวลดลงของหุ้นในกลุ่มนี้ที่เคยเกิดขึ้นในอดีตนั้น การปรับตัวลดลงในครั้งนี้ก็ยังมีการปรับตัวลงที่น้อยกว่า และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เองก็ไม่ได้น่าตกใจอย่างที่หลาย ๆ คนกังวลครับ เพราะว่าหลังจากช่วงที่มีการปรับตัวลดลงนั้นก็มีแรงซื้อหุ้นในกลุ่มนี้กลับเข้ามาบ้างแล้ว

ผมเชื่อว่าคนที่อ่านบทความนี้คงอยากรู้ว่า ทำไมหลาย ๆ คนยังคงลงทุนกับกองทุน Healthcare อย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าจะมีความผันผวนของราคาสูงก็ตามที

ทั้งนี้เป็นเพราะว่าหลายปัจจัยครับ โดยเฉพาะสังคมผู้สูงอายุที่ต้องเกิดขึ้นมาแน่ ๆ ในอีกประมาณ 10 ปีหลังจากนี้ โดยที่ผู้สูงอายุนั้นก็ต้องยอมที่จะจ่ายค่าดูแล หรือค่ารักษาพยาบาล ก็เพื่อที่จะทำให้ตนเองมีสุขภาพที่ดี แถมคนกลุ่มประเทศเกิดใหม่อย่างจีน ไทย และกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านของเรา ก็ยอมจ่ายเงินกับเรื่องสุขภาพมากขึ้น ก็ถือว่าเป็นปัจจัยบวกระยะยาว ๆ ให้กับกลุ่ม Healthcare นั่นเอง

แต่ผมเชื่อว่าหลาย ๆ คนยังไม่รู้ว่า บริษัทต่าง ๆ ในกลุ่มนี้ทำอะไรบ้าง หรือ กองทุนที่เราถืออยู่นั้น เลือกหุ้นแบบไหนมาอยู่ในกองทุน ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นส่ิงที่นักลงทุนต้องรู้ เพราะว่าเป็นเงินลงทุนของนักลงทุนเอง และถ้าเราไม่รู้ถึงสิ่งที่เราได้ลงทุนไปนั้น คือความเสี่ยงที่สูงที่สุดของการลงทุนครับ

ถ้าเรารู้ดีว่าเรากำลังลงทุนอยู่กับอะไร เข้าใจมันดี รวมถึงคำนึงถึงความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้แล้วละก็ ลงทุนไปรับรองว่าไม่ผิดหวัง และมีความสบายใจมากขึ้น กินอิ่มนอนหลับอย่างแน่นอน

ดังนั้น วันนี้ผม หมอนัท แห่งคลินิกองทุนแห่งนี้ ขอถือโอกาสนำทุกท่านไปทำความรู้จักกองทุน Healthcare จากค่าย บลจ.กรุงศรี ฯ ที่ชื่อว่า KF-HEALTHD กัน

เพื่อที่จะได้เข้าใจมากขึ้นว่า กองทุนที่เราลงทุนไปนั้น เลือกหุ้นแบบไหนมาอยู่ในกองทุน ทั้งนี้ก็เพื่อเสริมความมั่นใจว่าสิ่งที่ท่านถืออยู่นั้นจะทำผลตอบแทนได้อย่างที่เราคาดหวัง แต่ถ้าเห็นแล้วว่าหุ้นที่ถืออยู่ในกองทุนนั้นไม่ถูกใจเอาซะเลย ก็จะได้ทำการเลือกกองทุนอื่นที่ถูกใจแทนครับ

ก่อนอื่นก็มารู้จัก กองทุน Master Fund ที่กองทุนนี้ไปได้ลงทุนอีกต่อหนึ่งกันครับ

กองทุนนี้มีชื่อว่า JPMorgan Fund - Global Healthcare Fund ส่วนรายละเอียดกองทุนนั้น สามารถอ่านได้จากรูปภาพด่านล่างเลยครับ

ท่านไหนที่สนใจจะติดตามการลงทุนของกองทุนนี้ก็สามารถที่จะเอา รหัสการลงทุน หรือ Bloomberg code ไปกรอกใน google ได้เลย ซึ่งจะมีข้อมูลของกองทุนให้ดูอัพเดตกันได้ทุกวันครับ

ส่วนทีมผู้จัดการกองทุนก็มีประสบการณ์การลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้มาอย่างยาวนานเลย ขอแอบกระซิบให้กับ นักลงทุนสาว ๆ นะครับ ว่า ผู้จัดการกองทุนคนนี้หน้าตาดีมากครับ

น้อง ๆ นักวิคราะห์หลายคน ที่ผมรู้จัก หลงเสน่ห์ซื้อกองทุนเพราะผู้จัดการกองทุนมาแล้วนะครับ ประมาณว่าหุ้นในกองทุนไม่สนใจ ขอคนที่มาบริหารให้หล่อก็พอครับ 555+

ซึ่งเราจะทำอย่างนั้นไม่ได้ครับ เราจะดูแต่ภายนอกไม่ได้ เรามาดูกันต่ออีกสักหน่อยครับว่า กองทุนนี้มีอะไรดี นอกจาก ผู้จัดการกองทุน

กองทุนนี้จะเน้นการลงทุนไปในกลุ่มประเทศ อเมริกาเหนือ และกลุ่มยุโรป ซึ่งเป็นแหล่งผลิตยา รวมถึงเวชภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ต้องการเทคโนโลยีขั้นสูงครับ

โดยเน้นไปลงทุนในกลุ่ม บริษัทยา-เภสัชกรรม (Pharmaceutical) เป็นหลัก และถัดมาเป็นกลุ่ม ไบโอเทคที่เน้นการวิจัยคิดค้นยาใหม่ ๆ ครับ

แต่พอร์ตปัจจุบันของกองทุนนี้ เริ่มที่จะมีการปรับพอร์ต โดยมีการลดสัดส่วนการลงทุนในกลุ่ม ไบโอเทคลงบ้างครับ และเข้าซื้อหุ้นในกลุ่มของบริษัทยามากขึ้น เนื่องจากกลุ่ม ไบโอเทคนั้นมีราคาที่ค่อนข้างสูงแล้ว ทางกองทุนคิดว่ามีความเสี่ยงที่หุ้นในกลุ่มนี้จะปรับตัวลดลงได้งมากขึ้นจึงมีการปรับออกบ้าง ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดาครับ

แต่ถึงแม้ราคาของกลุ่มนี้จะขึ้นไปสูงแล้ว แต่กองทุนเองก็ยังคงถือในสัดส่วนที่เยอะพอสมควร เพราะคิดว่าเป็นการซื้อของที่ระดับพรีเมี่ยม ที่จะให้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจในระยะยาว ๆ ครับ

และสาเหตุที่กลุ่มไบโอเทคนี้น่าสนใจกว่ากลุ่มอื่นใน Healthcare sector เพระว่าการรักษาโรคที่มีการพัฒนาการมากขึ้นเรื่อย ๆ นั้น ก็ต้องอาศัยนวัตกรรมที่ดีขึ้นเช่นกันครับ

โดยโรคของผู้สูงอายุที่ส่งผลต่อการเติบโตของกลุ่มธุรกิจนี้ได้แก่

  1. อัลไซเมอร์ >> ใช้ค่ารักษาสูง และการรักษาให้หายขาดก็ยาก
  2. มะเร็ง >> มีเม็ดเงินมหาศาลจากความพยายามในการรักษาโรคนี้
  3. Eye diseases
  4. โรคหัวใจ
  5. โรคเบาหวาน

โดยเฉพาะโรคอัลไซเมอร์ ที่ปัจจุบันยาสำหรับผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์นั้น สามารถช่วยแค่บรรเทาอาการให้ทุเลาลงเท่านั้น ซึ่งคาดการณ์ว่าระดับการใช้จ่ายในการรักษาโรคอัลไซเมอร์ในสหรัฐ ในปี 2558 นั้นอยู่ที่ประมาณ 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ และจะเพิ่มขึ้นกว่า 5 เท่าตัวในอีก 35 ปี ข้างหน้า ซึ่งสูงกว่างบประมาณทางทหารของสหรัฐในปี 2556 ที่อยู่ประมาณ 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (แหล่งข้อมูล: JPM, Alzheimer Association, มี.ค. 2558)

จะสังเกตได้ว่า โรคส่วนใหญ่เป็นโรคเรื้อรัง ที่ต้องใช้เวลานานในการรักษา และต้องการการดูแลที่ดีตลอดชีวิต หลังจากที่เป็นโรคแล้วครับ