สวัสดีครับกลับมาพบกันอีกแล้วนะครับ ผมหมอนัท คลินิกกองทุน คนเดิมครับ ปีที่แล้ว หากใครได้ติดตามบทความของผมอยู่ละก็ จะพบว่าผมได้เล่าถึงกองทุนอยู่หนึ่งกองทุน ที่เรียกได้ว่าเป็นกองทุนดาวรุ่ง ในปีที่แล้ว และในปีนี้เองครับ ผมก็จะขอนำกองทุน K20SLTF กลับมาพูดอีกครั้งหนึ่งครับ ไม่ใช่เพราะอะไร แต่เพราะความน่าสนใจของกองทุน ผมเลยต้องขอซ้ำอีกรอบ เอาเป็นว่าผมจะขออัพเดทรายละเอียดกันสักเล็กน้อยว่าหลังจากที่ได้ลงทุนไปเมื่อปีที่แล้ว ผลตอบแทนจากกองทุนนี้เป็นอย่างไรกันบ้าง และกองทุนมีความน่าสนใจอย่างไร    


(Review) ลงทุนหุ้นแบบเน้น ๆ เพื่อผลตอบแทนแบบเต็ม ๆ กับ K20SLTF


จากผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปีที่ผ่านมาผมต้องบอกว่ากองทุนเองทำได้ค่อนข้างดี แต่อาจจะตามหลัง SET TR อยู่ซักหน่อยครับ ส่วนในระยะสั้น 3-6 เดือน กับ ระยะยาว 3-10 ปี และ ตั้งแต่เริ่มจัดตั้งกองทุนที่ผ่านมานั้น ทำได้ดีกว่า SET TR ครับ ซึ่งผมคิดว่ากองทุนที่ให้ผลตอบแทนเอาชนะ Benchmark ได้ก็ถือว่าเป็นที่น่าพอใจกับการลงทุนระยะยาวแล้วครับ


ส่วนผลตอบแทนในปีที่แล้ว (ปี 2559) ที่ผมได้เคยรีวิวไปก่อนหน้านี้ ก็ถือว่าทำได้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีมากครับ ซึ่งจากข้อมูลของมอร์นิ่งสตาร์ ณ วันที่ 28 ตุลาคม 2559 กองทุน K20SLTF มีผลการดำเนินงานย้อนหลังในช่วง 1 ปีและ 3 ปี ติดเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มกองทุน LTF จากทั้งหมดจำนวน 52 กองทุน โดยผลดำเนินงานย้อนหลัง 1 ปี ให้ผลตอบแทนอยู่ที่ 18.16% ต่อปี เอาชนะเกณฑ์มาตรฐาน (SET Index) ซึ่งอยู่ที่ 6.03% ต่อปี จึงได้ชื่อว่าเป็นกองทุนดาวรุ่งในปีที่แล้ว แต่แน่นอนว่าผลตอบแทนที่ดีก็ต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงที่สูงขึ้นครับ จะสังเกตได้ว่ากองทุนมีค่าความผันผวน หรือว่า SD ในระดับที่สูงทีเดียวครับ (ระดับ Percentile ที่ 75-95)


(Review) ลงทุนหุ้นแบบเน้น ๆ เพื่อผลตอบแทนแบบเต็ม ๆ กับ K20SLTFข้อมูลจาก Fact Sheet เดือนตุลาคม 2559


ส่วนในปี 2560 นี้ผลตอบแทนที่ได้นั้นดูแล้วผันผวนลงมาพอสมควร แต่ในทางกลับกันความเสี่ยงกลับผันผวนน้อยลงกว่าแต่ก่อนมาก และดูเหมือนว่าจะค่อยๆ ดีขึ้นด้วยครับ เนื่องจากว่าผู้จัดการกองทุนได้เน้นไปในเรื่องการจัดการความเสี่ยงมากขึ้นนั่นเองครับ


(Review) ลงทุนหุ้นแบบเน้น ๆ เพื่อผลตอบแทนแบบเต็ม ๆ กับ K20SLTF

ข้อมูลจาก Fact Sheet เดือนพ.ย. 2560


ถ้าใครจำได้ว่าบทความของผมครั้งที่แล้วได้เขียนถึงกองทุนนี้ว่าเป็นกองทุนที่มีความผันผวนอยู่พอสมควรครับ ทั้งนี้ก็เพราะว่ากองทุนได้เลือกหุ้นไม่เกิน 20 ตัวเพื่อการลงทุนเท่านั้น จึงทำให้มีโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนที่ดีมาก หรือไม่ก็มีโอกาสที่จะเกิดความผันผวนและกระทบต่อผลตอบแทนได้สูงเช่นกันครับ แต่ทางด้านทีมผู้จัดการกองทุน ดูเหมือนว่าจะสามารถควบคุม และรักษาระดับความเสี่ยงได้อย่างดี ก็ต้องยอมรับในจุดนี้ครับ ว่าทีมผู้จัดการกองทุนของที่นี่มีประสบการณ์สูง และมีความเชี่ยวชาญเรื่องจัดการกองทุนจริงๆ 

     

นักลงทุนในกองทุนพอจะทราบดีว่าไม่มีกองทุนไหนหรอกครับ ที่จะเป็นอันดับหนึ่งตลอดเวลา แต่สิ่งหนึ่งที่จะเป็นตัวบอกว่ากองทุนที่เราถืออยู่นั้นในอนาคตจะมีแนวโน้มอย่างไร นั่นก็คือ กลยุทธ์การลงทุน และกระบวนการเลือกสินทรัพย์ลงทุน หรือที่เราเรียกว่า “Investment Process” ซึ่งผมค่อนข้างเน้นให้นักลงทุนเรียนรู้ และทำความเข้าใจในเรื่องนี้เพื่อให้เราสามารถลงทุนได้อย่างสบายใจ และได้ผลตอบแทนตามที่คาดการณ์ไว้ครับ


งั้นเรามาทบทวนแนวคิดการลงทุนสำหรับกองทุนนี้กันนะครับ เผื่อใครหลายๆ คนยังไม่เคยอ่านบทความที่ผมเคยพูดถึงกองทุนนี้ ไปในช่วงปีที่ผ่านมาครับ


1. กองทุนนี้ลงทุนในหุ้นเพียง 20 ตัวเท่านั้นซึ่งกองทุน K20SLTF มีลักษณะนโยบายการลงทุนที่กระจุกตัวหรือ Concentrate มากๆ เพราะว่ากองทุนส่วนใหญ่จะถือหุ้นประมาณ 25-35 ตัว บางกองทุนอาจจะเห็นถึง 50 ตัวก็เป็นไปได้ครับ


2. การคัดเลือกหุ้นมีสไตล์เฉพาะตัวซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุด โดยการคัดเลือกหุ้นในภาพรวมของพอร์ตจะเป็นแบบ Multi-Cap คือไม่ได้จำกัดว่าจะเน้นเป็นหุ้น Big Cap หรือ Mid-Small Cap เป็นเปอร์เซ็นต์เท่าไหร่ แต่กองทุนจะพิจารณาเลือกจากผลตอบแทนที่คาดหวังของหุ้นตัวนั้นๆ จากการดูพื้นฐานของการเติบโตของบริษัท และควบคู่กับความเสี่ยงเป็นหลัก (ในช่วงระยะเวลา 12 เดือน)


3. กองทุนจะคัดเลือกหุ้นที่น่าสนใจมาอยู่ใน List ของ บลจ.ที่เรามักจะเรียกว่า Universe ของกองทุนครับ ประมาณ 160 ตัว จากนั้นกองทุนก็จะทำการคัดเลือกหุ้นที่อยู่ในมุมมองของผู้จัดการกองทุนต่ออีกรอบ

4. จากนั้นคัดเลือกหุ้น แล้วทำการวิเคราะห์เจาะลึก พร้อมทั้งออกไปทำการ Company Visitคือ การเข้าพบบริษัทต่างๆ เพื่อพูดคุยกับผู้บริหาร รวมถึงขอข้อมูลรายละเอียดเชิงลึก เพื่อกลับมาทำการวิเคราะห์หามูลค่าเหมาะสมของกิจการ แล้วจึงทำการคัดเลือกหุ้น เพื่อให้แน่ใจว่าเป็นหุ้นที่ใช่ จนเหลือหุ้นเด่นไม่เกิน 20 ตัวครับเข้าพอร์ตการลงทุนครับ

5. ขั้นตอนต่อมาคือ การแบ่งสัดส่วนพอร์ตกองทุนเป็น ส่วนคือ



5.1. Core Port 70%หรือเงินลงทุนที่เป็นสัดส่วนหลักของกองทุนนั้นจะเน้นหุ้นพื้นฐานดีมีแนวโน้มเติบโตระยะยาวครับ เพื่อความผันผวนของกองทุนไม่สูงมากเท่าไหร่นัก


5.2 Satellite Port 30%ที่จะเน้นหุ้นที่ราคาต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐานและจับจังหวะที่เหมาะสม ในการเข้าซื้อขายทำกำไร โดยกองทุนเองอาจจะมีการจับจังหวะเข้าลงทุนและมีการปรับพอร์ตให้มีสัดส่วนเพื่อทำการซื้อขายหุ้นในช่วงเวลาสั้นๆ หรือ Trading เพื่อการหาจังหวะเข้าทำกำไรให้เหมาะสมกับธีมการลงทุนในปีนั้นๆ ครับ


6. โดยหุ้นส่วนใหญ่ใน 20 ตัวนั้น ผู้จัดการกองทุนจะมีการพิจารณาปัจจัยต่างๆ ทั้งสภาพคล่องอัตราการเติบโตซึ่งผู้จัดการกองทุนจะเน้นไปที่หุ้นที่เติบโตได้ในระยะ 2-3 ปีจากนี้ครับ ด้วยการหามูลค่าที่เหมาะสม หรือหาหุ้นที่มี Valuation ที่ไม่แพงเกินมูลค่าพื้นฐานของกิจการที่ควรจะเป็นครับแต่ทั้งนี้กองทุนเองก็ไม่ได้มีแค่หุ้นที่เติบโตเพียงอย่างเดียวนะครับ 


เพราะว่าบางครั้งอาจมีหุ้นที่ราคาปรับตัวลงมาค่อนข้างเยอะกองทุนก็จะซื้อเพิ่มบ้าง ถึงแม้หุ้นตัวนั้นๆ จะมีอัตราการเติบโตจะสู้ตัวอื่นไม่ได้ก็ตาม แต่ถ้าราคาปรับตัวลงมาในระดับนึงจนทำให้มี Upside ของผลตอบแทนที่ดี กองทุนนี้ก็สามารถเข้าไปลงทุนได้ครับแน่นอนว่าหากมีการจับจังหวะในการลงทุน เราจึงจะเห็นได้ว่ากองทุนนี้บางครั้งอาจจะมีการถือเงินสดเยอะในช่วงที่ตลาดผันผวนก็เป็นไปได้ เพื่อที่จะหาจังหวะการลงทุนเพิ่มเติมในหุ้นที่คัดเลือกมาแล้วด้วยครับ


7.การให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นแต่ละตัวจะมีการกำหนดอย่างชัดเจน โดยขึ้นอยู่กับจังหวะการลงทุนด้วยครับ โดยทั่วไปส่วนใหญ่เราจะเห็นกองทุนนี้ลงทุนในหุ้นตัวใดตัวหนึ่งได้ในระดับสูงสุดประมาณ 10% (ทั้งนี้แล้วแต่จังหวะ) ระดับขั้นต่ำที่หลังจากกองทุนวิเคราะห์แล้วว่าจะลงทุนในหุ้น 20 ตัวนี้ หรือว่าเป็นจังหวะที่จะเริ่มเข้าลงทุนก็จะอยู่ที่ประมาณ 2% ต่อหุ้นหนึ่งตัวครับ แน่นอนว่าอาจจะมีการเพิ่มสัดส่วนในการถือครองขึ้นได้อีก ทั้งนี้ขึ้นกับคุณภาพของหุ้นตัวนั้นๆ ด้วยครับ


8. ส่วนความถี่ของการปรับพอร์ตนั้น ผมถือว่ามีการปรับพอร์ตที่กลางๆคือ เป็นไปตามจังหวะของหุ้นที่ผู้จัดการกองทุนได้เลือกไว้ โดยอัตราการหมุนเวียนสินทรัพย์ หรือ PTR อยู่ที่ประมาณ 156% (จากรายงานครึ่งปี = 78%) ซึ่งทางบลจ. จะควบคุมไว้ให้อยู่ที่ประมาณ 150-200% ครับ (ค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมกองทุนในไทยประมาณ 300%) แน่นอนว่ากองทุนนี้ไม่ได้เป็นสไตล์ Buy and Hold แต่จะเป็นกองทุนที่เน้นการซื้อขายเพื่อการเก็งกำไรบ้างในสัดส่วน 30% อย่างที่ผมได้อธิบายไปก่อนหน้านี้ครับ


9. สุดท้าย จุดแข็งของ บลจนี้คือ มีทีมงานที่ใหญ่ครับ ทั้ง Fund Manager และ Analyst รวมกว่า 20 คนทำให้สามารถวิเคราะห์พื้นฐานของหุ้นแต่ละตัวได้ในเชิงลึกมากขึ้น และสามารถความเคลื่อนไหวของกองทุนได้อย่างใกล้ชิด 


จากระบบการคัดเลือกหุ้นทั้งหมดที่ได้กล่าวไปแล้ว แม้ว่ากองทุนจะมีความผันผวน หรือว่าความแกว่งของผลตอบแทนค่อนข้างสูงแต่เมื่อหุ้นที่อยู่ในกองทุนนั้นเติบโตขึ้นตามที่ทีมผู้จัดการกองทุนคาดการณ์ไว้แล้ว     ละก็ เราก็น่าจะได้เห็นผลตอบแทนที่ก้าวกระโดดขึ้นมาเป็นกองทุนอับดับต้นๆ ได้อีกครั้ง  แต่จริงๆ แล้วนักลงทุนเองก็ไม่ต้องรอผลตอบแทนในรูปแบบ Cap Gain เพียงอย่างเดียวนะครับเพราะในระหว่างทางกองทุนนี้ก็มีเงินปันผลมาให้ด้วยครับ ซึ่งกองทุนเองก็สามารถจ่ายปันผลได้ค่อนข้างดี และสม่ำเสมอเกือบทุกปีเลยครับ


(Review) ลงทุนหุ้นแบบเน้น ๆ เพื่อผลตอบแทนแบบเต็ม ๆ กับ K20SLTF

โดยสรุปคิดว่ากองทุนนี้เหมาะกับคนที่รับความผันผวนได้ค่อนข้างสูงครับ แต่ก็มีโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนที่สูงมากเช่นกัน อีกทั้งระหว่างทางยังมีเงินปันผลด้วย เหมาะสำหรับคนที่ต้องการกระแสเงินสดอยู่เรื่อยๆ จากการลงทุน และต้องเป็นการลงทุนระยะยาวครับ ซึ่งจะช่วยลดความผันผวนของกองทุนได้เป็นอย่างดี หากถือได้มากกว่า 7 ปี ปฏิทิน หรือตามข้อกำหนดของ LTF ที่กำหนดไว้ ผมว่าน่าจะได้ผลตอบแทนที่น่าพอใจเลยทีเดียวครับ


เป็นอย่างไรกันบ้างครับ พอจะเห็นภาพของกองทุนที่ลงทุนได้อย่างเป็นระบบกันไหมครับ ซึ่งผมว่ากองทุนไหนที่มีระบบการจัดการที่ดี และมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนแบบนี้ น่าจะทำให้นักลงทุนเข้าใจง่ายขึ้น และมั่นใจกับการเลือกลงทุน


(Review) ลงทุนหุ้นแบบเน้น ๆ เพื่อผลตอบแทนแบบเต็ม ๆ กับ K20SLTF

สุดท้ายนี้ ผมอยากฝากสิ่งหนึ่งไว้ให้กับนักลงทุนก็คือ 


1.ก่อนที่จะลงทุนควรที่จะเข้าใจกองทุนที่ตนเองถืออย่างละเอียดครับ ทั้งแนวคิดการลงทุน จากนั้นต้องทราบความเสี่ยงและผลตอบแทนคาดหวังด้วย เพื่อให้เราลงทุนได้อย่างสบายใจ


2.เน้นการลงทุนระยะยาว เนื่องจากกองทุนลักษณะนี้ไม่เหมาะกับการลงทุนระยะสั้นๆ ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาครับ เพราะว่าไม่มีกองทุนไหนที่ดีที่สุดครับ มีแต่กองทุนไหนที่ตอบโจทย์เป้าหมายการลงทุนของเรา


3.ลงทุนแล้วต้องมีการติดตามผลงานของกองทุนด้วย อย่าละเลยเด็ดขาด หากกองทุนที่เราถือมีการปรับเปลี่ยนสไตล์การลงทุน หรือว่ามีผลตอบแทนที่แย่ลง เราเองก็ควรที่จะปรับเปลี่ยนพอร์ตการลงทุนของเราเองด้วย เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการลงทุนของเราครับ

            

ขอให้นักลงทุนทุกท่านโชคดีกับการลงทุนนะครับ แล้วพบกันครั้งหน้า วันนี้ผมลาไปก่อนสวัสดีครับ


บทความนี้เป็น Advertorial