สวัสดีครับกลับมาพบกันอีกแล้วนะครับ ผมหมอนัท คลินิกกองทุนคนเดิมนั่นเองครับ เป็นอย่างไรกันบ้างครับ นักลงทุนในกองทุนทุกท่าน ผมเชื่อว่าหลาย ๆ คนกำลังอยู่ในช่วงทยอยซื้อกองทุน LTF/RMF โค้งสุดท้ายกันอย่างแน่นอนใช่ไหมครับ คำถามที่ถามผมมาบ่อย ๆ ในช่วงปลายปีแบบนี้มักจะเป็นคำถามที่อยากให้บอกว่ากองทุนไหนดีที่น่าลงทุน มาเลยอย่ารอช้าจะรีบไปซื้อกันเสียเป็นส่วนใหญ่ครับ (ขอกันเหมือนขอหวยเลยละครับ)


แต่จริงๆ แล้วการซื้อกองทุน LTF/RMF นั้นเราไม่ควรจะมองแค่การเลือกกองทุนเจ๋งๆ เป็นอันดับแรกครับ เพราะจากประสบการณ์ของผมนั้นไม่มีกองทุนไหนที่จะทำผลตอบแทนได้ดีไปตลอดครับ ซึ่งแน่นอนว่าเวลาหุ้นลง กองทุน LTF นั้นก็จะปรับตัวลดลงด้วยเช่นกันครับ เพราะว่ากองทุนLTF ส่วนใหญ่จะถือครองหุ้นในกองทุนค่อนข้างสูง คือ ประมาณ65% ขึ้นไปของสินทรัพย์ทั้งหมดของกองทุนครับ และส่วนใหญ่ก็จะเป็นทุนหุ้นล้วนๆ เลยครับ


ดังนั้น นักลงทุนเองควรจะมองเรื่องการแบ่งสัดส่วนเงิน หรือ จัดพอร์ตการลงทุนให้ดีมากกว่ามองเพียงแค่กองทุนเพียงอย่างเดียว ก็อาจจะทำให้เราละเลยเรื่องของการกระจายความเสี่ยงจากการลงทุนไปนั่นเองครับ หากเรามองเรื่องของการบริหารเงิน การลงทุน และความเสี่ยงเป็นหลักแล้วละก็ การซื้อกองทุนRMF นั้น ผมถือว่าเป็นตัวเลือกแรกๆ ในการลงทุนระยะยาว เพื่อการเกษียณมากกว่าLTF อย่างไม่ต้องสงสัยครับ


ทั้งนี้ก็เพราะว่า กองทุน RMF เองมีกองทุนหลากหลายประเภทมากครับ ไม่ว่าจะเป็นกองทุนตลาดเงินที่มีความเสี่ยงต่ำ กองทุนอสังหาริมทรัพย์มีโอกาสได้รับความสม่ำเสมอของผลตอบแทน กองทุนทองคำ และ กองทุนหุ้นที่มีความเสี่ยงสูง แต่ก็มีโอกาสได้ผลตอบแทนที่สูงเช่นเดียวกัน หรือแม้แต่กองทุนต่างประเทศที่เพิ่มโอกาสได้ผลตอบแทนที่ดี และช่วยกระจายความเสี่ยงได้อีกด้วยครับ


ส่วนกองทุนอีกประเภทที่มีความเสี่ยงปานกลางไม่สูงมากนัก แต่นักลงทุนเองมักจะมองข้ามไป และไม่ค่อยมีใครหยิบมาพูดถึงเสียเท่าไหร่ แต่ผมคิดว่าเป็นกองทุนอีกประเภทที่น่าสนใจ หากเราเลือกได้ดี และเอามาใช้ได้ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ครับ


นั่นก็คือกองทุนรวมผสมแบบยืดหยุ่นนั่นเองครับ


ก่อนอื่นเรามาเข้าใจถึงกองทุนผสมกันก่อนดีกว่าครับว่าคือกองทุนแบบไหน กองทุนผสมแบบยืดหยุ่น คือกองทุนที่ผู้จัดการกองทุนจะเป็นคนที่ดูแลเรื่องการลงทุนให้เราแบบเบ็ดเสร็จ พูดง่ายๆ ก็คือ ผู้จัดการกองทุนจะปรับสัดส่วนสินทรัพย์ในกองทุนตามที่ผู้จัดการกองทุนเห็นว่าเหมาะสมกับสภาวะการลงทุนในแต่ละช่วงเวลาให้ครับ


นักลงทุนเองไม่ต้องมาติดตามข่าวสารเองแต่อย่างใดครับ เช่น บางภาวะกองทุนอาจจะเห็นว่าตลาดหุ้นเป็นขาขึ้น น่าลงทุนในหุ้นมากกว่าตราสารหนี้ หรือว่าตราสารอื่นๆ ที่มีความเสี่ยงต่ำ ผู้จัดการกองทุนก็จะปรับสัดส่วนให้มีหุ้นมากกว่าตราสารหนี้ โดยสัดส่วนอาจจะเป็นหุ้น70% และมีตราสารหนี้ หรือว่าตราสารอื่นๆ อีก30% ครับ


ในทางกลับกันหากเห็นว่าตราสารหนี้นั้นมีโอกาสในการลงทุนมากขึ้นก็จะมีการปรับพอร์ตให้กลายเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงต่ำลงก็เป็นไปได้ครับ เช่น อาจจะเหลือหุ้นในพอร์ตเพียงแค่30% ที่เหลืออาจจะเป็นตราสารหนี้ก็ได้ครับ


สรุปข้อดีของกองทุนประเภทนี้ก็คือ

  1. จัดพอร์ตผสมเบ็ดเสร็จในกองเดียว
  2. ปรับสมดุลพอร์ต (Rebalancing) เป็นระยะๆ ทั้งนี้เพื่อรักษาวินัยการลงทุน โดยจะมีการขายหุ้นออกบ้างหลังจากภาวะตลาดขาขึ้น และมีการซื้อหุ้นเพิ่มบ้างในภาวะตลาดขาลง
  3. จะได้ผลตอบแทนแบบ “ภาพรวม” ของทั้งพอร์ต แทนที่จะต้องมองเป็นราย หากมองแยกกอง อาจหวั่นไหวได้ง่าย เช่น เห็นกองหุ้นขาดทุน -15%  ก็อาจขายทิ้ง แต่สำหรับกองผสมในภาพรวมอาจขาดทุนแค่ -3% ก็ได้ครับ


เอาเป็นว่านักลงทุนเองไม่ต้องไปคิดมาก ไม่ต้องจัดพอร์ตการลงทุนให้ปวดหัวเองครับ แต่แค่ติดตามผลการดำเนินงานของกองทุนว่าเป็นไปตามที่ประเมินไว้หรือไม่ครับ


ถึงตรงนี้หลายๆ คนอาจจะคิดว่ากองทุนRMF เองก็มีให้เลือกหลากหลายประเภทอยู่แล้ว สามารถนำมาจัดพอร์ตเองได้อย่างสบายๆ เลย แล้วทำไมต้องลงทุนกับกองทุนRMF แบบผสมกันด้วย ซึ่งวันนี้ผมมีคำตอบมาให้ครับ


การใช้กองทุนผสมเพื่อการจัดพอร์ตนั้น เราทำได้เป็น  2 ทางคือ


ทางแรกก็คือ เลือกกองทุนนี้เป็นกองทุนหลักในการลงทุนไปเลย เพราะว่ากองทุนแบบนี้เหมาะกับคนที่ไม่มีเวลาในการเลือกกองทุนเอง หรือว่าไม่แน่ใจว่าจะต้องมีการปรับพอร์ตอย่างไร หรือว่า ต้องลงทุนกับสินทรัพย์แบบไหนบ้าง ผมเชื่อว่ามีหลายๆ คนที่ทำงานหนักมาก หรือว่ายุ่งมากจนไม่มีเวลาจะทำพอร์ตเป็นของตนเองครับ


ดังนั้น ใครที่ทำงานหนัก ไม่มีเวลาจริงๆ ผมแนะนำว่าให้เลือกกองทุนประเภทนี้ไปเลยครับ ช่วยได้เยอะแน่ๆ และเป็นวิธีที่ดีที่สุดครับ เนื่องจากหากไม่มีเวลาในการทำพอร์ตเอง และยังดื้อทำไป อาจจะทำให้เราผิดพลาดในการลงทุนได้ครับและถ้าอยากจะมีกองทุนอื่นๆ เพิ่มเติมก็จะเพิ่มในสัดส่วนที่ไม่เยอะครับ เอาไว้ลงทุนสนุกๆ หาผลตอบแทนเพิ่มจากกองทุนผสมที่มีอยู่นั่นเองครับ


วิธีที่สองคือ เอากองทุนแบบผสมมาช่วยทำให้พอร์ตของเราหน้าตาดูดีขึ้น เนื่องจากว่ากองทุนผสมนั้น จะมีการปรับสัดส่วนตามสภาวะของตลาดการลงทุนอยู่แล้ว จึงเปรียบเหมือนกองทุนที่คอยเป็นตัวปรับความเสี่ยงของพอร์ตให้กับเรา ซึ่งจะทำให้เราไม่ต้องไปปรับพอร์ตเอง หรือว่าบางครั้งอาจจะผิดจังหวะได้นั่นเองครับ


ยกตัวอย่างเช่น หากเราทำพอร์ตที่มีกองทุนหุ้น40% และกองทุนตราสารหนี้อีก40% โดยมีกองทุนผสมอยู่20%ในช่วงที่ตลาดหุ้นมีภาวะการลงทุนที่ดี กองทุนผสมจะกลายเป็นสัดส่วนหุ้นทันทีที่แสดงว่าพอร์ตโดยรวมของเรานั้นจะมีหุ้น60% (จากกองทุนหุ้น40% + หุ้นจากกองทุนผสมอีก20%) หน้าตาของกองทุนจะเป็นพอร์ตเชิงรุกไปโดยปริยายครับ


แล้วกองทุนไหนบ้างที่มีการปรับพอร์ตหุ้นได้ตั้งแต่0-100 นั้น ผมขอตอบว่าเยอะมากครับ ดังนั้น วันนี้ผมจะขอยกตัวอย่างกองทุนที่น่าสนใจมาให้ดูกันนะครับ


นั่นก็คือกองทุน T-NMIXRMF นั่นเองคร้าบบบ


โดยกองทุนนี้มีรายละเอียดดังนี้ครับ

กองทุนเปิดธนชาตมิกซ์ ฟันด์ เพื่อการเลี้ยงชีพ (T-NMIXRMF) (ความเสี่ยงอยู่ในระดับ 5) เป็นกองทุนผสมที่ปรับสัดส่วนได้     และไม่มีการจ่ายปันผลตามนโยบายกองทุนประเภท RMF


ผลตอบแทนย้อนหลังของกองทุน

(Review) ลงทุนในกองทุนรวม RMF ผสมอย่างไรให้ Happy

ผลดำเนินงานในอดีตมิใช่สิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต

ที่มา: Thanachart Fund

       

            ผมคงต้องบอกว่ากองทุนนี้เป็นกองทุนผสมที่น่าสนใจมาก เนื่องจากเป็นกองทุนที่ทำผลตอบแทนได้ค่อนข้างดี และมีผลตอบแทนที่ใกล้เคียงกับหุ้นเลยละครับ (ผลตอบแทนย้อนหลังตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ประมาณ10-12%) ทั้งนี้เป็นเพราะอะไรนั้น เดี๋ยวเรามาดูกันต่อครับ ในส่วนของแนวคิดการลงทุนของกองทุนนี้ครับ


แนวทางการลงทุน


T-NMIXRMFเป็นกองทุนรวมผสมไม่กำหนดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นแต่อย่างใด ดังนั้น ปรับสัดส่วนการลงทุนในหุ้นได้ยืดหยุ่นกว่ากองทุนรวมหุ้นทั่วไป โดยกองทุนจะดูแนวโน้มการลงทุน และภาวะเศรษฐกิจเป็นหลักครับ ซึ่งปัจจุบันเน้นการลงทุนหุ้นในตลาดหลักทรัพย์เกือบทั้งหมดครับ ทั้งนี้เนื่องจากผู้จัดการกองทุนมีมุมมองต่อภาวะเศรษฐกิจและตลาดหุ้นในปี2561 ดีอย่างต่อเนื่อง จากการส่งออก และการอุปโภคบริโภคที่ปรับดีขึ้น อีกทั้งยังมีความชัดเจนในการเลือกตั้งตามลำดับ


แต่หากในอนาคตมีสถานการณ์การลงทุนที่ทำให้เชื่อว่าการลงทุนในหุ้นจะมีความเสี่ยงไม่คุ้มกับผลตอบแทนที่คาดไว้  กองทุนจึงจะปรับลดการลงทุนในหุ้นมายังตราสารหนี้หรือเงินฝากมากขึ้นแทน และอาจลดลงถึงหรือต่ำกว่าครึ่งพอร์ตโฟลิโอได้ในภาวะตลาดหุ้นมีแนวโน้มเป็นตลาดขาลงรุนแรงในระยะปานกลางถึงยาวอีกด้วย


ดังนั้น ถ้านักลงทุนเห็นว่าการลงทุนระยะยาวเพื่อออมไว้ยามเกษียณ และตลาดหุ้นเองมีความผันผวนขึ้นลงตามภาวะการลงทุนตลอดเวลา จึงให้ความยืดหยุ่นในการปรับพอร์ตการลงทุนได้มาก กองทุนนี้อาจเป็นทางเลือกหนึ่งในการลงทุนที่ดีครับ


คราวนี้เรามาดูพอร์ตในปัจจุบันของกองทุนกันนะครับ หากแนวคิดการลงทุนของ บลจ. เราจะเห็นได้ว่ากองทุนนี้ถือหุ้นเกือบจะ100% ของกองทุนอย่างที่ได้กล่าวไว้ในข้างต้นครับ

    

(Review) ลงทุนในกองทุนรวม RMF ผสมอย่างไรให้ Happy


ที่มา: Thanachart Fund : Fact Sheet T-NMIXRMF ข้อมูล ณ วันที่ 1 ธันวาคม 2560


การปรับพอร์ต

ส่วนการปรับพอร์ตของกองทุนนั้น จากอัตราการหมุนเวียนสินทรัพย์อยู่ที่ประมาณ200-400 % ครับ แน่นอนว่ากองทุนนี้ไม่ได้เป็นสไตล์Buy and Hold ที่มีอัตราการหมุนเวียนสินทรัพย์ที่มักจะอยู่ที่ประมาณ20-100% 


ผมว่าก็เป็นการปรับพอร์ตที่ไม่ช้าเกินไป ไม่เร็วเกินไป สมเหตุสมผลกับการลงทุนในสไตล์ของกองทุนที่ต้องการปรับพอร์ตให้ไม่มีความเสี่ยงสูงจนเกินไป และสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะสั้นได้ด้วยครับ


จุดเด่น

  1. ให้ความสำคัญในหลักการกระจายการลงทุน ตามหลักการพื้นฐาน คือAsset Allocation
  2. สามารถปรับสัดส่วนการลงทุนในหุ้นและตราสารหนี้ได้0-100% ตามสถานการณ์เศรษฐกิจ
  3. มีปรับพอร์ตหรือว่าซื้อขายสินทรัพย์ในอัตราส่วนที่เหมาะสม


โดยกองทุนผสมนี้สามารถผสมสินทรัพย์ระหว่างตราสารหนี้กับหุ้นไทยที่มีความยืดหยุ่นมากครับ สามารถปรับสัดส่วนการลงทุนได้ตั้งแต่0-100% ในยามที่หุ้นทำผลงานได้ดีสามารถลงทุนหุ้นได้100% และในทางกลับกัน หากตลาดหุ้นไทยทำผลงานได้ไม่ดีก็สามารถไม่ลงทุนหุ้นเลยก็ได้ ผู้จัดการกองทุนสามารถปรับสัดส่วนได้ตลอดเวลา ดังนั้น จึงเหมาะมากหากนักลงทุนนำมาใส่ในพอร์ตที่มีอยู่แล้วเพื่อลดความผันผวน และ เพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนที่สม่ำเสมอมากขึ้นครับ


เป็นอย่างไรกันบ้างครับ นักลงทุนทุกท่าน น่าจะพอเห็นภาพว่ากองทุนนี้มีแนวทางการลงทุนอย่างไรมากขึ้นใช่ไหมละครับ


(Review) ลงทุนในกองทุนรวม RMF ผสมอย่างไรให้ Happy


สุดท้ายนี้ก่อนที่จะจากกันไป ผมคิดว่าแนวทางการลงทุนกับกองทุนRMF ให้มีความสุข ก็คือการจัดพอร์ตอย่างเหมาะสมกับความเสี่ยงที่เรารับได้ และยังได้ผลตอบแทนที่เราพอใจครับ ซึ่งกองทุนผสมเองก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจจะเอามาไว้ในพอร์ต เพื่อให้นักลงทุนเองไม่ต้องมาตามติดการลงทุนมากเกินไป และปล่อยให้หน้าที่การลงทุนเป็นของผู้จัดการกองทุนบางส่วนในการทำให้เงินของเรางอกเงยได้ จะได้เพิ่มเวลาให้กับนักลงทุนไปทำในสิ่งอยากทำได้อย่างสบายใจมากขึ้นครับ แต่ก็อย่าลืมศึกษาข้อมูลของกองทุนก่อนการลงทุนทุกครั้งนะครับ จะช่วยให้เราได้กองทุนที่ถูกใจ สบายใจมากขึ้นเป็น2 เท่าเลยครับ

คำเตือน

กองทุนนี้คือ RMF ซึ่งต้องถือให้ถึงอายุ 55 ปี และถือครองครบ 5 ปี หากทำผิดเงื่อนไขการลงทุนจะมีผลในเรื่องของการเรียกคืนภาษีที่ได้ขอลดหย่อนไว้ รวมถึงภาษีในส่วนของ Capital Gain ที่ได้รับมาด้วย การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้เข้าร่วมลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และคู่มือการลงทุนก่อนตัดสินใจลงทุน


บทความนี้เป็น Advertorial