สวัสดีครับทุกท่าน ผมหมอนัท คลินิกกองทุนคนเดิม เพิ่มเติมคือเรื่องประหยัดภาษีในปี 2561 นี้ครับ 55+ เนื่องจากว่าในปีนี้ มีข่าวคราวมากมายเกี่ยวกับการยกเลิกกองทุน LTF ในปีหน้า ซึ่ง LTF นี้ถือว่าเป็นสินค้าทางการเงินที่หลายคนใช้เพื่อการลดหย่อนภาษีอยู่เป็นประจำ

หลายคนบอกว่าอาจจะมีกองทุนประเภทใหม่ขึ้นมาแทน LTF เพื่อให้ตลาดหุ้นเอง ไม่ผันผวนมาก 

หลายคนก็บอกว่า อาจจะไปเพิ่มการลดหย่อนด้านอื่น ๆ 

หลายคนบอกว่าคงไม่ได้มีผลกระทบอะไรกับตลาดหุ้นมาก เพราะว่าหากราคาหุ้นลงมาเยอะ น่าจะมีคนซื้อหุ้นมากขึ้น

หลายคนก็บอกว่าก็ซื้อ RMF เพิ่มเติมสิ

หลายคนก็บอกว่ามีกองทุน กบช ที่จะมาแทนอยู่แล้วไง

ถึงตรงนี้ทุกท่านคงคิดว่า...หลาย ๆ คนคือใคร (ผมก็สงสัยเหมือนกัน)

แต่ไม่ว่าใครจะว่าอย่างไร ผมว่าเราแค่ปรับแผนการลดหย่อนภาษีให้ดีขึ้นก็น่าจะโอเคแล้วครับ โดยการเอาสินค้าทางการเงินที่มีอยู่ และสามารถลดหย่อนภาษีได้มาจัดวางใหม่ ปรับแผนใหม่ ต่อให้ LTF หายไปก็ไม่จำเป็นต้องไปเดือดร้อนด้วยครับ ใช้สิทธิ์เท่าที่เรามีก็พอครับ

อีกอย่างครับ เรายังคงซื้อ LTF ได้อีกปี มาใช้สิทธิ์ของเรากันดีกว่า

ดังนั้น เรามาทบทวนซักเล็กน้อยกันดีกว่าว่า ตอนนี้มีอะไรที่ลดหย่อนภาษีได้บ้างครับ และแต่ละอย่างต้องทำอย่างไรจึงได้ลดหย่อนภาษีถูกต้องตามกฏหมายครับ

1. LTF

คือกองทุนรวมประเภทหนึ่งที่จะนำเงินลงทุนของเราไปลงทุนในตลาดหุ้น โดยมีผู้จัดการกองทุนเป็นคนเลือกหุ้นและบริหารการลงทุนแทนเรานั่นเอง

เมื่อเป็นการลงทุนในหุ้นก็มีโอกาสทำให้เราได้กำไรและผลตอบแทนสูงในระยะยาว แต่ขณะเดียวกันในระยะสั้นก็อาจจะมีบางช่วงที่ขาดทุนสูงได้ด้วยเช่นกัน ดังนั้น คนที่จะซื้อ LTF จึงต้องมีระยะเวลาการลงทุนหรือซื้อแล้วถือไว้ยาวนานมากพอ อย่างน้อยๆ ก็ไม่ควรต่ำกว่า 7 ปี เพื่อให้มีโอกาสได้กำไร โดยที่ระหว่างทางก็ต้องสามารถรับความผันผวนของเงินลงทุนที่แกว่งไปแกว่งมาได้ด้วย

เงื่อนไขลดหย่อนภาษี

  1. ซื้อได้ไม่เกิน 15% ของรายได้รวมทั้งปี เช่น มีรายได้ทั้งปี 500,000 บาท ก็ซื้อเพื่อนำมาลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 75,000 บาท
  2. ซื้อเมื่อไหร่ เงินก้อนนั้นต้องถือไม่ต่ำกว่า 7 ปี (โดยนับแบบปีชนปี คือไม่ว่าจะซื้อวันไหนของปี ถ้าเป็นปีถัดไป ก็ถือว่าถือมาแล้ว 1 ปี) ห้ามขายก่อน 7 ปี
  3. ซื้อปีไหน ใช้เงินก้อนนั้นลดหย่อนปีนั้น ไม่ต้องซื้อทุกปี

2. RMF

ก็คือการลงทุนในกองทุนรวมที่สามารถนำเงินลงทุนไปลดหย่อนภาษีได้เช่นเดียวกับ LTF แต่ต่างกันตรงที่ RMF สามารถลงทุนได้หลายประเภทไม่เฉพาะแค่หุ้นไทยอย่างเดียว คือมีทั้งเงินฝาก พันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้ (ตราสารหนี้) อสังหาริมทรัพย์ หุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ ทองคำหรือหลายอย่างผสมกันได้ ทำให้สามารถเลือกลงทุนได้หลากหลาย ตามความสูงต่ำของผลตอบแทนที่ต้องการ โดยจะเป็นการลงทุนที่มีเป้าหมายเก็บเงินก้อนนี้เอาไว้ใช้ตอนเกษียณอายุ (ตั้งแต่อายุ 55 ปีเป็นต้นไป) เท่านั้น

เงื่อนไขลดหย่อนภาษี

  1. ซื้อได้ไม่เกิน 15% ของรายได้รวมทั้งปี แต่เมื่อรวมเงินที่ซื้อ กับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ(Provident Fund) หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.), กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.), กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน และประกันชีวิตแบบบำนาญ (ถ้ามี) รวมกันทั้งหมดต้องไม่เกิน 500,000 บาท
  2. ต้องซื้อทุกปี หรืออย่างน้อยปีเว้นปี ไม่ต่ำกว่าปีละ 3% ของรายได้รวมทั้งปี หรือ 5,000 บาท (แล้วแต่จำนวนใดจะน้อยกว่า) อย่างน้อย 5 ปี (โดยนับแบบวันชนวัน คือถ้าซื้อวันไหนของปี จะนับเป็น 1 ปีเมื่อถึงวันนั้นของปีถัดไป) จนถึงอย่างน้อยอายุ 55 ปี (ห้ามขายก่อน)

คราวนี้เรามาดูสินค้าในฝั่งของประกันกันบ้างครับ 

คนส่วนใหญ่เองก็ชอบถามว่า ระหว่าง ประกัน กับ กองทุน เราจะเลือกอย่างไรดี

ซึ่งผมขอบอกว่าอย่างนี้ครับ กองทุน กับ ประกันนั้น มีหน้าที่ต่างกันครับ อย่าเอามารวมกันนะครับ กองทุนมีหน้าที่ในการลงทุนเพื่้อสร้างผลตอบแทนในระยะยาวให้กับเราครับ

แต่ถ้าหากต้องการความคุ้มครองไม่ว่าจะเป็นหลังจากที่เราจากโลกนี้ไปเพื่อป้องกันให้คนข้างหลังจะไม่ลำบากได้ หรือว่าในช่วงที่เราป่วยหนักต้องเข้าโรงพยาบาล ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลก็จะไม่ได้มาเป็นภาระให้กับเราก็ควรที่จะทำประกันไว้ครับ

ลองคิดดูสิครับ หากเราเน้นแต่เรื่องลงทุน หากเกิดอุบัติเหตุหรือต้องเข้าโรงพยาบาล และหากไม่ได้มีประกันสุขภาพ หรือว่าประกันชีวิตไว้เลย เราก็ต้องขายกองทุนที่เราลงทุนไปออกมาเพื่อจ่ายค่ารักษาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น บางครั้งกองทุน LTF / RMF ก็ยังขาดทุนอยู่เลย หรือบางครั้งไม่ครบกำหนดเวลาก็ต้องขายก่อน ทำให้เราผิดเงื่อนไขซึ่งก็ต้องคืนภาษีที่ลดหย่อนไป และก็ยังมีค่าปรับด้วยนะครับ ดังนั้น เราเองก็ควรที่จะต้องมีการวางแผนป้องกันความเสี่ยงไว้ด้วยนั่นเองครับ

เห็นไหมครับว่าประกันเองก็เป็นสิ่งที่สำคัญเช่นเดียวกันครับ ในปัจจุบันเองสินค้าประกันเหล่านี้ก็พัฒนาตัวเองไปมากๆ เลยครับ ซึ่งผมจะขออนุญาตเล่าให้ฟังถึง ประกันที่เป็นรูปแบบใหม่ๆ ที่จะมาช่วยในการวางแผนการเงิน และภาษีไปพร้อม ๆ กันครับ

ซึ่งพระเอกของเราก็คือ Krungthai-AXA

โดยแบ่งเป็น iRetire iShield & iHealthy

iShield (ประกันชีวิตแบบคุ้มครองชีวิต และ โรคร้ายแรง)

ประกันชีวิต คือ เครื่องมือบริหารความเสี่ยงชนิดหนึ่ง ที่จะจ่ายเงินให้คนที่อยู่ข้างหลังตามวงเงินที่เราทำไว้ เมื่อเราเสียชีวิต หรือจ่ายเงินให้เรา ระหว่างที่อยู่ในระยะเวลาคุ้มครองและอยู่จนครบสัญญา แล้วแต่ประกันชีวิตแต่ละประเภท โดยที่ประกันชีวิตแบบทั่วไป ได้แก่ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ แบบชั่วระยะเวลา แบบสะสมทรัพย์ และแบบควบการลงทุน ซึ่งแต่ละแบบก็จะมีจุดเด่นและข้อจำกัดที่แตกต่างกันตามความจำเป็นหรือความต้องการ

เงื่อนไขลดหย่อนภาษี

  1. ลดหย่อนได้ตามเบี้ยประกันที่จ่าย แต่รวมทุกแบบ ทุกกรมธรรม์แล้ว ต้องไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี
  2. เฉพาะแบบที่มีระยะเวลาสัญญาความคุ้มครองไม่ต่ำกว่า 10 ปีเท่านั้น

ซึ่งประกันแบบเดิม ๆ นั้น ผมเชื่อว่าทุกท่านน่าจะเคยได้ยินกันคือ

  1. ต้องจ่ายเบี้ยไปตลอดชีวิตครับ
  2. อายุมากขึ้นต้องจ่ายมากขึ้น
  3. จ่ายแล้วทิ้งเงินไปเปล่า ๆ เลย

แน่นอนครับ ประกันสมัยใหม่นี้เปลี่ยนไปเยอะเลยครับถ้าใครจะซื้อ iShield แล้วละก็

  1. เลือกเวลาในการจ่ายได้ เช่น 5 ปี 10 ปี ฯลฯ 
  2. ดอกเบี้ยคงที่
  3. ครบกำหนดสัญญามีเงินคืนให้ 

เห็นไหมครับว่าประกันเดี๋ยวนี้ไม่เหมือนเดิมแล้วครับ ขึ้นกับว่าเราจะเลือกแบบไหนครับ

iRetire ประกันชีวิตแบบบำนาญ

คือประกันชีวิตที่มีทั้งความคุ้มครองชีวิต ผลตอบแทนคืนให้ระหว่างสัญญา เช่นเดียวกับประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ แต่ต่างกันที่ประกันชีวิตแบบบำนาญจะมีผลตอบแทนคืนให้เป็นประจำเท่ากันทุกปี ตั้งแต่ช่วงอายุหลังเกษียณ (55 , 60 หรือ 65 ปี แล้วแต่แบบประกัน) ไปจนกว่าจะครบสัญญา

เงื่อนไขลดหย่อนภาษี

ซื้อเท่าไหร่ก็ได้ แต่นำค่าเบี้ยไปลดหย่อนได้ไม่เกิน 15% ของรายได้รวมทั้งปี แต่ต้องไม่เกิน 200,000 บาท และเมื่อรวมเงินที่ซื้อ กับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.), กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.), กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน และ RMF (ถ้ามี) รวมกันทั้งหมดต้องไม่เกิน 500,000 บาท

ซึ่งถ้าเป็นประกันบำนาญแบบเดิมๆ ที่เราเจอะส่วนใหญ่จะต้องจ่ายเบี้ยยาวๆ ไปครับ บางครั้งก็จนถึงอายุ 55 ปีเลยครับ แต่ในปัจจุบันถ้าหากเราเราเลือกซื้อ iRetire ก็สามารถเลือกที่จะจ่าย 1 ปี หรือ 5 ปี แบบสั้น ๆ ก็ได้ (นี่ก็เลือกได้อีกแล้วครับ)

สุดท้ายก็คือ iHealthy (ประกันสุขภาพ)

ประกันสุขภาพ คือ เครื่องมือที่ใช้คุ้มครองความเสี่ยงของค่ารักษาพยาบาล หรือค่าใช้จ่ายต่างๆ เมื่อเจ็บป่วยหรือเกิดอุบัติเหตุ โดยที่ถ้าหากเราตรวจพบโรค หรือเจ็บป่วยจากอาการที่เป็นไปตามเงื่อนไข บริษัทประกันก็จะจ่ายเงินชดเชย หรือวงเงินคุ้มครองให้ ไม่เกินตามที่แผนประกันกำหนด ทำให้เราอุ่นใจได้ว่า หากเจ็บป่วย หรือต้องเข้าโรงพยาบาลฉุกเฉิน จะมีบริษัทประกันมารับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลแพงๆ แทนเราให้ ไม่ต้องห่วงว่าจะมาสร้างผลกระทบกับเงินออมของเรานั่นเอง

เงื่อนไขลดหย่อนภาษี

  1. ซื้อเท่าไหร่ก็ได้ แต่นำค่าเบี้ยประกันสุขภาพไปลดหย่อนได้รวมกันสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท และเมื่อรวมกับค่าเบี้ยประกันชีวิตแบบทั่วไป ต้องไม่เกิน 100,000 บาท
  2. ใช้ลดหย่อนได้เฉพาะความคุ้มครองที่เกี่ยวกับลักษณะดังต่อไปนี้
    1. การรักษาพยาบาล หรือการชดเชยกรณีทุพพลภาพ สูญเสียอวัยวะจากการเจ็บป่วย
    2. การรักษาพยาบาล หรือการชดเชยกรณีทุพพลภาพ สูญเสียอวัยวะ กระดูกแตกหัก จากอุบัติเหตุ
    3. ความคุ้มครองโรคร้ายแรง
    4. ความคุ้มครองโรคระยะยาว

ซึ่งประกันแบบเดิม ๆ ก็มักจะมีวงเงินในแต่ละส่วนของการเบิกรักษาจำกัดครับ ไม่สามารถเบิกได้เกินกว่าวงเงินกำหนด เช่น ค่าล้างไตไม่เกิน 180,000 บาทต่อปี หากเกินต้องจ่ายเอง

แต่ปัจจุบันเองก็มีระบบเหมาจ่ายออกมาครับ ทำให้เราไม่ต้องกังวลว่าจะเบิกได้ไม่เท่าไหร่ เพราะว่าที่นี่ให้วงเงินสูงสุดตามแผนที่เราเลือกครับ ซึ่งถ้าต่ำสุดของทาง Krungthai-AXA จะอยู่ที่วงเงิน 3 ล้านบาท ก็ถือว่าสูงอยู่พอสมควรเลยครับ

นี่ยังไม่รวมถึงการตรวจรักษาแบบอื่นๆ อีกนะครับ ใครที่คิดว่าอยากจะป้องกันความเสี่ยงด้านสุขภาพ ผมว่าประกันแบบเหมาจ่ายน่าจะเหมาะที่สุดในยุคที่ค่ารักษาพยาบาลแพงขึ้นแบบนี้ครับ

เมื่อเรารู้จักกับเครื่องมือสำหรับวางแผนการเงินที่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ รวมถึงเงื่อนไขในการลดหย่อนทั้งห้าประเภทแล้ว ต่อมาเราก็ควรจะต้องมาวางแผนเพื่อพิจารณาว่า เราควรต้องทำอะไรหรือเครื่องมือไหนเหมาะสมกับสถานะการเงินของเราบ้าง

โดยที่เราคิดง่าย ๆ แบบนี้ครับ

1. ถ้ามีความเสี่ยง ควรเลือกทำประกันก่อน

ความเสี่ยงในที่นี้คือดูว่า เรามีสวัสดิการรักษาพยาบาลไหม ถ้าไม่มีหรือมี ไม่ครอบคลุมค่ารักษาเพียงพอ อย่างแรกที่เราควรทำก็คือ ประกันสุขภาพ แต่ถ้ามีภาระหรือมีคนต้องดูแล เราก็ควรทำประกันชีวิตแบบเน้นความคุ้มครอง เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับชีวิตของเราเป็นอันดับแรก

2. ต้องการออมระยะยาว

อย่างแรกคือดูว่า เรามีเงินออมไว้ใช้เกษียณไว้เพียงพอแล้วหรือยัง ถ้ายัง...เราก็ควรตั้งเป้าเก็บเงินเพื่อใช้ตอนเกษียณเพิ่มก่อนเป้าหมายเงินออมอื่นๆ โดยอาจจะใช้ RMF หรือประกันชีวิตแบบบำนาญ หรือใช้ร่วมกันทั้งคู่ก็ได้ แต่ต้องเก็บเงินเกิน 10 ปี เช่น ออมเงินเพื่อการศึกษาลูก เราก็อาจจะใช้ LTF ก็ได้ครับ

เป็นอย่างไรบ้างครับ น่าจะได้ความรู้กันไปพอสมควรเลยนะครับ สำหรับการวางแผนลดหย่อนภาษี และเครื่องมือทางการลงทุนต่างๆ ที่จะช่วยเราวางแผนได้ครับ ก็หวังว่าคุณผู้อ่านจะได้ข้อคิดและสาระประโยชน์ในการวางแผนชีวิตที่คุ้มค่าและปลอดภัยจากความเสี่ยงทุกๆ ด้านนะครับ

สำหรับใครที่สนใจรายละเอียดของ Krungthai-AXA สามารถติดตามได้ที่: http://bit.ly/2CHvFCS

วันนี้ขอลาไปก่อนสวัสดีครับ

บทความนี้เป็น Advertorial