สวัสดีครับนักลงทุนทุกท่าน นี่ก็เข้าใกล้ช่วงปลายปีอีกแล้วนะครับ ปีๆ นึงนี่ผ่านไปเร็วมากกกกกก (ก ไก่ล้านตัว) หลายคนคงจะทำงานอย่างหนัก จนลืมที่จะวางแผนการเงินของตัวเราเองนะครับ เพราะว่าถ้าเราได้ลงทุนอย่างต่อเนื่อง ผมเชื่อว่าจะทำให้เรามีรายได้เพิ่มมากขึ้น และจะช่วยลดการทำงานหนักๆ ที่ต้องหารายได้เยอะๆ ลงไปได้ครับ

แต่ผมก็เชื่อว่าบางท่านทำงานจนลืมตัว และที่สำคัญในช่วงปลายปีแบบนี้ ก็ควรที่จะเริ่มวางแผนการเงิน โดยเฉพาะเรื่องภาษีที่จะต้องยื่นในช่วงต้นปีหน้าครับ ซึ่งถ้าหากว่าเราพูดถึงการลดหย่อนภาษี  มนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ เมื่อไหร่ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องการเลือกซื้อกองทุน LTF/RMF แน่นอนคร้าบ

วันนี้ผม หมอนัท คลินิกกองทุนคนเดิม จะมาทบทวนความรู้ในการลงทุนกับกองทุน LTF/RMF ให้นักลงทุนได้หลักการนี้ไปพิจารณาในการลงทุนกันครับ

การลงทุนใน LTF นั้นจากเงื่อนไขของกองทุนที่ต้องถือให้ครบอายุ 7 ปี ปฏิทิน ซึ่งถ้าสำหรับคนทั่วไปแล้วอาจจะดูว่าเป็นการลงทุนระยะยาว แต่ถ้าหากเป็นมุมมองของนักวางแผนการเงิน และผู้วางแผนการลงทุนแล้วละก็ เราถือว่าเป็นแค่การลงทุนระยะกลางครับ

ส่วนการลงทุนใน RMF ด้วยเงื่อนไขที่ต้องลงทุนถึงอายุ 55 ปี จึงทำให้เป็นการลงทุนระยะยาวไปโดยปริยายครับ (ยกเว้นคนที่ใกล้จะเกษียณอยู่แล้วนะครับ)

ดังนั้น ผมจึงได้รับคำถามบ่อยๆ จากนักลงทุนเสมอว่า เราจะเลือกกองทุนอย่างไรดี จึงจะได้ผลตอบแทนที่ดีทั้งสั้น และระยะยาว เอาเป็นว่าไม่อยากเลือกกองทุนหลายกองมากเกินไปเอามา 1 กองทุนเลยได้ไหม (ยังกับมาขอหวยกันเลย) ซึ่งเดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟังต่อว่า เราจะเลือก LTF ให้ลงทุนได้มั่นใจยาวๆ ได้อย่างไร

1. ตรวจสอบว่า สไตล์การลงทุนของกองทุนว่าเป็นกองทุนประเภทไหน

เช่น เน้นหุ้นใหญ่ หุ้นเล็ก หุ้นซิ่ง หุ้นพื้นฐานดี ฯลฯ

1.1 ถ้านักลงทุนอยากได้ผลตอบแทนสูงๆ ในระยะยาว ควรเลือกกองทุนหุ้นเล็กครับ เพราะว่าศัยกภาพในการเติบโตมีมากกว่ากองทุนหุ้นที่เน้นหุ้นใหญ่ครับ

1.2 ส่วนนักลงทุนท่านไหนที่เน้นการลงทุนแบบได้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ อยากให้นักลงทุนมองหากองทุนที่ลงทุนในหุ้นใหญ่ครับ เนื่องจากรายได้ของบริษัทเหล่านี้มักจะสม่ำเสมอ และมีเงินปันผลที่ดี จึงทำให้เราลงทุนแล้วสบายใจมากขึ้นครับ

1.3 นักลงทุนที่เลือกไม่ถูกว่าจะลงทุนอย่างไรดี เอาแบบถือแล้วสบายใจไปได้ยาวๆ อย่างที่ผมได้เกริ่นไว้ก่อนหน้านี้ ผมแนะนำว่าให้เลือกกองทุนที่เปิดกว้าง ไม่ได้กำหนดเงื่อนไขว่าจะต้องเลือกหุ้นเล็ก หุ้นใหญ่ หรือหุ้นประเภทใดประเภทหนึ่งครับ ซึ่งจะเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้จัดการกองทุนเลือกได้หุ้นที่ดีเหมาะกับสถานการณ์ขณะนั้นได้ดีว่าครับ เพราะว่าผู้จัดการกองทุนมีโอกาสได้ปรับพอร์ต หรือว่าหุ้นในกองทุนได้อย่างอิสระครับ

2. ตรวจสอบผลตอบแทนระยะสั้น 3 เดือน, 6 เดือน และ 1 ปี ว่าให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า Benchmark ไหม

3. ตรวจสอบผลตอบแทนระยะยาว 3 ปี, 5 ปี ว่าให้ผลตอบแทนที่ดีไหม

โดยจะดีมากถ้าหากกองทุนที่เราถือนั้นอยู่ในกองทุนที่อยู่ในอันดับต้นๆ ของกองทุนประเภทเดียวกัน เพื่อให้มั่นใจว่าเงินที่เราลงทุนไปในระยะยาวจะมีโอกาสงอกเงยคุ้มค่าในที่สุดครับ

4. ตรวจสอบค่าธรรมเนียมว่า สมเหตุผลหรือไม่ครับ

หากกองทุนมีค่าธรรมเนียมที่สูงหน่อย แต่ทำผลตอบแทนได้ดี เราก็สามารถลงทุนได้ครับ แต่ถ้าหากค่าธรรมเนียมถูก แต่ผลตอบแทนไม่ดี อันนี้เราอาจจะไม่เลือกลงทุนก็ได้นะครับ

5. ตรวจสอบทีมงานของผู้จัดการกองทุนครับ ว่ามีการทำงานอย่างไร

เป็นทีมงาน หรือว่าเป็นระบบ ผู้จัดการกองทุนคนเดียวที่ดูแลทุกอย่าง ซึ่งผมแนะนำว่าหากนักลงทุนอยากลงทุนแล้วสบายใจในระยะยาวแล้วละก็ เลือกแบบทีมจะทำให้เราไม่ต้องกังวลว่าผู้จัดการกองทุนจะย้ายงานไปไหน

คราวนี้เรามาดูกันครับ ว่ากองทุนที่มีนโยบายเปิดกว้างมากๆ และพอจะเข้าเกณฑ์พิจารณาได้มีกองทุนอะไรกันบ้างครับ ซึ่งทั้ง 2 กองทุนนี้ก็คือ

KFLTFSTARD และ KFSTARRMF

โดยทั้ง  2 กองทุนนี้ จะบริหารการลงทุนแบบเดียวกันครับ ซึ่งจะต่างกันเพียงแค่กองทุนนึงเป็นกองทุน RMF อีกกองทุนเป็นกองทุน LTF (กองทุน LTF จ่ายปันผล) ครับ ซึ่งผลตอบแทนของทั้ง 2 กองทุนนั้นในระยะสั้นทำได้ค่อนข้างดีเลยครับ ส่วนผลตอบแทนระยะยาวคงต้องลุ้นกันต่อเพราะกองทุนเพิ่งจัดตั้งครบปีเอง

แต่ถึงแม้ว่ากองทุนเองเพิ่งเปิดมาได้ไม่นาน เราอาจจะไม่ได้มีข้อมูลอะไรมากนัก แต่เนื่องจากที่ บลจ. กรุงศรีฯ บริหารงานแบบทีม ซึ่งกองทุนก็ถูกบริหารจากทีมงานเดียวกันในการบริหารกองทุนอื่นๆ ด้วย เราจึงน่าจะพอดูข้อมูลการบริหารกองทุนจากกองทุนหุ้นอื่นๆ ของค่ายนี้ประกอบการพิจารณาได้ครับ ซึ่งสไตล์การลงทุนของทีมงานผู้จัดการกองทุนที่นี่ก็เป็นเอกลักษณ์เดิม คือ

1. เน้นการคัดเลือกหุ้นรายหลักทรัพย์

โดยพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐานของธุรกิจเป็นหลัก มีแนวโน้มอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิสูง

2. มีการเข้าไปเยี่ยมกิจการ

เน้นการคุยกับผู้บริหารของบริษัทเหล่านั้น เพื่อดูวิสัยทัศน์ในการสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจ ซึ่งหุ้นที่คัดมานั้น ส่วนใหญ่จะเน้นไปที่หุ้นราคาไม่แพง แต่ว่ามีการเติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยของหุ้นในตลาดหุ้นไทยครับ

ส่วนนโยบายของกองทุนนี้ก็เหมาะกับการลงทุนทุกระยะอยู่ครับ เนื่องจากลงทุนได้ทั้งหุ้นเล็ก หุ้นกลาง หุ้นใหญ่ หุ้นเน้นเติบโต และหุ้นปันผล ครบทุกแบบครับ ส่งผลให้สอดคล้องกับคนที่มีมุมมองการลงทุน ระยะสั้นก็ได้ ยาวก็ดีครับ

ดังนั้น หากนักลงทุนไม่อยากคิดมาก เลือกกองทุนกองเดียวจบ ผมคิดว่ากองทุนที่มีนโยบายเปิดกว้างแบบนี้ค่อนข้างที่จะเหมาะกับการลงทุนครับ ไม่ว่าจะเป็น LTF หรือ RMF

สรุปว่า สามารถเลือกลงทุนได้ทั้ง 2 กองทุน ขึ้นกับนักลงทุนเลือกให้เหมาะว่าจะลงทุนแบบไหน และก่อนจะจากกันไป ผมขอแถมท้ายใหักับนักลงทุนที่ชื่นชอบกองทุนที่ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ และรับความเสี่ยงได้ไม่สูงเท่าไหร่

ผมแนะนำว่าควรเลือกกองทุนที่เป็นกองทุนหุ้นขนาดใหญ่ และเป็นกองทุนปันผล เนื่องจากว่าการลงทุนในกองทุนหุ้นใหญ่ส่วนใหญ่ในระยะยาวจะผันผวนน้อยกว่าการลงทุนในหุ้นเล็ก ๆ ครับ และหากกองทุนที่เราลงทุนมีเงินปันผลด้วย ก็จะทำให้เราได้เงินบางส่วนกลับเข้ามาอยู่ในมือก่อน ซึ่งจะสร้างความอุ่นใจใหักับนักลงทุนที่ไม่ชอบความเสี่ยงสูง ๆ ครับ

ถ้าใครที่คิดแบบนี้ ผมอยากให้นักลงทุนลองดูข้อมูลเพิ่มเติมของกองทุน

กรุงศรีหุ้นระยะยาวแอ็คทีฟ SET50 ปันผล หรือ KFLTFA50-D กองทุนที่มีความเสี่ยงระดับ 6 ซึ่งจะลงทุนในหุ้นกลุ่ม SET50 หรือ หุ้นที่มีขนาดใหญ่ 50 อันดับแรกของหุ้นไทย ซึ่งผู้จัดการกองทุนจะเลือกหุ้นดี ๆ ใน 50 ตัวนี้ เน้นที่มีการเติบโตได้ในระยะยาว บริหารแบบ Active Fund เพื่อสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าดัชนี ดังนั้นมั่นใจได้ว่ามีหุ้นพื้นฐานดี มั่นคงอยู่ในพอร์ตการลงทุนแน่ ๆ ครับ

หมายเหตุ ผลตอบแทนที่มีอายุเกินหนึ่งปีจะแสดงเป็นผลตอบแทนต่อปี

ซึ่งกองทุนนี้ทำผลตอบแทนได้ดีทีเดียวครับ โดยเฉพาะระยะยาวที่เอาชนะ Benchmark ได้อยู่บ่อย ๆ ผ่านความผันผวนมามาก ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ว่ากองทุนนี้ดีจริงครับ หากลองไล่ดูผลการดำเนินงานย้อนหลัง 5 ปี 3 ปี และ 1 ปี เจอพบว่าอัตราเปอร์เซ็นต์เอาชนะ Benchmark ได้เกือบหมดเลยทีเดียว โดยเฉพาะผลตอบแทนย้อนหลัง 3 ปี ติดอันดับ 1 ในกลุ่ม LTF เลยครับ

ส่วนนโยบายปันผลของกองนี้ มีนโยบายจ่ายเงินปันผลเมื่อกองทุนมีกำไรสะสม และไม่มีผลขาดทุนสะสมขึ้นในงวดปีบัญชีที่มีการจ่ายเงินปันผลนั้น โดย 5 ปี หลังสุดมีการจ่ายปันผลเฉลี่ย 1 ครั้งต่อปี ซึ่งสะท้อนว่ากองทุนนี้มีกำไรสะสมเพียงพอในการจ่ายเงินปันผลจากการลงทุนของเราได้ด้วยเช่นกัน

นักลงทุนทุกท่านครับ เนื่องจากหน้ากระดาษหมดเสียแล้ว น่าเสียดายมาก ๆ ก่อนจากกันไปครั้งนี้อยากให้นักลงทุนทุกท่าน อย่าลืมพื้นฐานที่สำคัญที่สุดในการเลือกกองทุนนะครับ นั่นก็คือ การเลือกกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนที่เหมาะกับเรา เพราะว่าจะทำให้เราสามารถลงทุนระยะยาวได้อย่างสบายใจ ซึ่งจะเป็นจุดกำเนิดความมีวินัย และความอดทนลงทุนระยะยาวได้

ซึ่งการลงทุนระยะยาวนี่แหละครับที่จะสร้างผลอตอบแทนที่ดี และลดความเสี่ยงจากการลงทุนไปพร้อม ๆ กันครับ วันนี้ผมลาไปก่อน สวัสดีครับ

บทความนี้เป็น Advertorial