สวัสดีคร้าบบ กลับมาอีกครั้งหลังจากหายไปเกือบๆ 3 เดือน กับคอลัมน์ “คุยแบบไม่โง่” บทสัมภาษณ์คนดังและคนเด่นในตอนที่ 4 วันนี้พรี่หนอม @TAXBugnoms ยังคงมารับหน้าที่สัมภาษณ์แทนพี่เกรย์ Mr.GraymanV2 อีกครั้งหนึ่งครับ 

 

สำหรับแขกรับเชิญคนพิเศษที่จะมาถูกสัมภาษณ์ในตอนนี้ เป็นสาวสวยนิสัยดี มีฐานะมั่งคั่งและยังทำธุรกิจจนประสบความสำเร็จด้วยตัวเองอีกด้วยคร้าบบบ

 

เพื่อไม่ให้เสียเวลากันอีกต่อไป... ขอพบกับเธอคนนี้ หนึ่ง อันยา มงคล สาวสวยนิสัยดี เจ้าของธุรกิจเฟอร์นิเจอร์, ธุรกิจการศึกษา, ธุรกิจ Trading และ ธุรกิจความงาม (โอ้ววว มากมายเหลือเกิน) นอกจากนั้น เธอยังเป็นนักเขียนและเจ้าของแฟนเพจ Solopreneur ลุยเดี่ยว ก็รวยได้ ที่กำลังจะมีผลงานหนังสือเล่มใหม่เร็วๆนี้ อีกด้วยคร้าบบ 

 

Anya-2

 

------

 

ทำไมผู้หญิงอย่าง “หนึ่ง”ถึงเริ่มต้นทำธุรกิจแมนๆอย่างเฟอร์นิเจอร์?

หนึ่ง :  ตอนแรกเป็นมนุษย์เงินเดือนปกติ ไม่ได้ทำธุรกิจด้วย แถมเมื่อก่อนยังอายด้วยซ้ำถ้าต้องบอกใครว่าที่บ้านขายเฟอร์นิเจอร์ (ยิ้ม)

 

แสดงว่าเฟอร์นิเจอร์ ChicfurNiche กับ SARNN เริ่มต้นมาจากธุรกิจของที่บ้าน แล้วแบบนี้จะอายทำไม?

หนึ่ง : พ่อแม่ทำกันสองคน ทำเองหมดเลยทุกขั้นตอน คือ หนึ่งรู้จักพวกนักธุรกิจทั้งหลายที่บ้านเขา ขายของ หรือทำอะไรแบบนี้มาก่อน คนพวกนี้เขาจะถูกให้สอนรู้จักค้าขายตั้งแต่เด็กๆ ตอนประถม มัธยมเค้าก็ขายของสร้างคอนเนคชั่นอะไรกันเป็นแล้ว แต่สำหรับหนึ่งนี่ ม. 6 ยังไม่เลิกอายเลย ยังไม่กล้าบอกใครว่าที่บ้านขายของ

 

ทำไมถึงไม่กล้าบอกเขาว่าขายของ หรือเพราะเราไม่กล้าขาย ?

หนึ่ง : ใช่! เพราะไม่กล้าขาย เหมือนเราต้องไปเสนอคนอื่น เหมือนเราเป็นรองคนอื่น ถ้ามีคนถามก็บอกว่า ขายเฟอร์นิเจอร์ แต่ว่าเวลาที่มีคนมาซื้อของ เราก็ไม่กล้าขายของอยู่ดี ขนาดเวลามีคนมาเข้าร้าน หนึ่งก็บอกว่าพ่อแม่ไม่อยู่และไล่ไป (หัวเราะ)

 

จากการที่ไม่ชอบขายของ เลยทำให้เราไม่ได้สนใจธุรกิจที่บ้านเลย

หนึ่ง :  ใช่ หนึ่งก็เป็นคนหนึ่งที่เหมือนๆกับคนอื่น คิดว่า เรียนอะไรแล้วมันได้ตังค์เยอะก็ไปเรียนดีกว่า คิดไปคิดมา เราก็เลยเลือกเรียนปิโตรเคมี

 

ตอนนั้น เราบอกที่บ้านหรือเปล่าว่าจะไม่ทำธุรกิจที่บ้าน หรือเคยมีความคิดแบบว่าอยากจะไปช่วยที่บ้านบ้างหรือเปล่า?

หนึ่ง : พ่อกับแม่ เขาไม่อยากให้ช่วยอยู่แล้ว เพราะเขาก็มองว่ามันลำบาก ตอนแรก พ่อแม่คิดว่าจะให้ธุรกิจนี้จบไปที่รุ่นพ่อแม่เลยล่ะค่ะ พอเราทำงานเราก็ช่วยเป็นเงินไป ช่วยออกแรงบ้าง ไปส่งของบ้าง มีขายบ้าง แต่ว่ายังขายไม่เก่งอยู่ดี (ยิ้ม)

 

แล้วตอนทำงานประจำ ทำงานที่ไหนครับ?

หนึ่ง :  ทำที่บริษัทปิโตรเคมีแห่งหนึ่งมา 5 ปี แต่ว่าคิดจะลาออกตั้งแต่ 2 ปีแรกแล้ว ตอนแรกที่คิดจะลาออก เพราะคิดว่าจะไปทำ Sale สาย Commercial อยากไปเรียนรู้ทักษะการขาย เพื่อจะได้กลับมาช่วยที่บ้าน

 

แล้วทำไมอยู่ดีๆ ถึงอยากกลับไปทำที่บ้านได้ล่ะครับ?

หนึ่ง : สาเหตุหลักเพราะที่บ้านเลย คือ หนึ่งอยากช่วยพ่อแม่ (ครอบครัวสำคัญที่สุดใช่ไหมครับ) เห็นเค้าทำด้วยและขายไปด้วยมันเหนื่อย การขายกับการคุยกับลูกค้านี้มันเหนื่อยกว่าการทำอีกนะ (เพราะว่าลูกค้ามันเรื่องมากชิบ-หัวเราะ) ถ้าเรารับตรงนี้ไว้หมดได้ เราไปสั่ง พ่อแม่เราสบาย หนึ่งคิดแค่นี้เอง

 

ตอนแรกที่จะทำ หนึ่งทะเลาะกับพ่อ พ่อไม่ให้ทำ พ่อบอกมันยาก พ่อเราคิดไปไกล ว่าถ้าพ่อเป็นอะไรไป ลูกสาวจะคุมโรงงานได้ยังไง  มันไม่ใช่งานที่เหมาะกับลูกสาว

 

หนึ่งก็บอกว่ามันไม่ใช่ว่าหนึ่งจะทำอันนี้ไปจนตาย แต่มันเป็นสกิลอย่างหนึ่งที่หนึ่งควรทำให้มันสำเร็จ ถ้าพ่อคิดว่าขายเฟอร์นิเจอร์หวายมันยากหรอ ใช่! มันยากอยู่แล้ว เพราะว่าของยังงี้ ต้องทำเยอะ ขายเยอะ คุยเยอะ แถมต้องดูแลให้มันทันส่งของ จัดออเดอร์อีก ฯลฯ แต่มันยากก็ดีแล้ว เพราะต่อไปเราทำอะไรมันก็ง่ายหมด

 

แล้วทำไมไม่ออกตั้งแต่ 2 ปีแรกเลย?

หนึ่ง :  เพราะเราไม่มีเงิน ฮ่าาาาาาา (หัวเราะดังมาก) ตั้งแต่เราทำงานมาไม่เคยเก็บเงินเลย ไม่เคยวางแผนการเงินอะไรเลย โชคดีที่เราเป็นคนที่ไม่ฟุ่มเฟือยอยู่แล้ว เดือนๆหนึ่งใช้เองก็ไม่ถึงหมื่น ส่วนมากให้ที่บ้านหมด

 

หนึ่งเคยเอาเงินไปซื้อ LTF เพื่อลดหย่อนภาษีอะไรบ้าง อารมณ์ประมาณคนทำงานประจำที่ตื่นเต้นมากกับการจะหมดปีแล้ว รุ่นพี่ก็มาถามว่าเราซื้อยัง เราก็เออซื้อก็ได้วะ! แต่ซื้อไปซื้อมาก็รู้สึกอึดอัดเพราะเงื่อนไขมันจำกัดเรื่องการเงินของเรา

 

แล้วตอนที่ลาออกในปีที่ 5 นี่มีเงินหรอครับ?

หนึ่ง :  ตอนปีที่ 4 คิดอยากลาออกแล้ว แต่เราต้องรอเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอีก1 ปี ประมาณ 100,000 บาท ตอนนั้นเราอยู่ด้วยความคิดที่ว่า ซื้อเวลาหนึ่งปีด้วยเงินหนึ่งแสนบาท  

 

ระหว่างนั้น เราเลยลองเปิดร้านขายเฟอร์นิเจอร์ขึ้นมาลองขายดู แต่ทำแบบไม่ได้ทุ่มเวลามาก คือ เปิดหน้าร้าน ให้เบอร์โทร แล้วก็ขายออนไลน์เอา สินค้าทั้งหมดจะมาจากเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่บ้าน

 

ช่วงนึง เรามีเปิดร้านขายกระเป๋าด้วย คือ มันอินดี้มากๆ สาเหตุเกิดจากเพราะแม่ทะเลาะกับพ่อ และแม่บอกว่าจะตัดขาดกับพ่อ แม่เลยมาอยู่ที่ระยองกับเรา แล้วแม่ก็บอกว่าไม่ต้องไปเอาเงินพ่อ เดี๋ยวแม่กับน้องจะทำกระเป๋าขาย เราก็โอเค เลยเอาเงินตัวเองไปเปิดร้านให้น้องกับแม่ พอเปิดได้ประมาณสามสัปดาห์แม่คืนดีกับพ่อแล้ว หลังจากนั้นแม่ก็กลับบ้าน ส่วนน้องก็บอกว่าไม่เอาขี้เกียจทำแล้ว

 

อ้าว.. ทีนี้เราทำยังไงต่อละ

หนึ่ง :  เราก็จ้างคนไปขาย แต่ขายแบบไม่ได้ประเมินอะไรเลย ยอดขายดีนะ แต่ค่าที่มันแพงมาก ต้องขายประมาณ 3 สัปดาห์ถึงจะได้ค่าที่ และมีเวลาทำเงินกับหาค่าจ้างพนักงานเพียง 1 สัปดาห์

 

เราเลยมาคิดว่า เฮ้ย .. ถ้าชีวิตเรามีร้านของตัวเองหรือมีธุรกิจของตัวเองจริง แต่มันไม่ได้ทำให้เรามีอิสระหรือคลายกังวลได้เลย มันไม่ควรเรียกว่า “ธุรกิจ” เพราะถ้ามี “ธุรกิจ” แล้วมันเหมือนกับงานประจำมันก็ไม่ใช่ธุรกิจแล้ว เร&#