1.7k
views
คำถามต้องห้าม หากจะเรียนรู้หุ้นเทคนิค
aom68-02   เวลาที่เราวางแผนในการทำงานอะไรสักอย่าง เราควรจะต้องตอบคำถามให้ได้ว่าเงื่อนไขอะไร หรือปัจจัยอะไรที่มีความสำคัญที่จะทำให้งานชิ้นนั้นประสบความสำเร็จ ในการวิเคราะห์ทางเทคนิคก็เช่นเดียวกัน จะมีคำถามที่สำคัญที่เราจะต้องตอบก่อนการตัดสินใจลงมือซื้อขายแต่ละครั้ง ซึ่งคุณผู้อ่านสามารถหาอ่านได้ในบทความของผมตอนอื่นๆครับ สำหรับบทความนี้ผมมาแนะนำเกี่ยวกับคำถามที่ผมมักจะถูกนักเรียนหรือนักลงทุนถามอยู่บ่อยๆ แต่ว่าคำถามเหล่านั้นเป็นคำถามที่ไม่มีความสำคัญใดๆเลยในมุมมองของเซียนหรือกูรูนักวิเคราะห์ทางเทคนิค เนื่องจากมันเป็นคำถามที่มีไม่มีใครที่รู้จริง ถ้าจะมีก็คงจะมีแต่พระเจ้าเท่านั้นครับที่รู้คำตอบของคำถามเหล่านั้น     คำถามต้องห้ามก่อนเล่นหุ้นเทคนิค  

คำถามแรกสุดคลาสสิกก็คือ คำถามประเภทที่ถามว่าอนาคตราคาจะเป็นอย่างไร ยกตัวอย่างเช่น

 
“จารย์ครับ . จารย์คิดว่าพรุ่งนี้ราคาจะขึ้นต่อไหมครับ หรือว่าแพงเกินไปแล้ว ราคาน่าจะลง”  หรือ “ตะเอง ถามหน่อยดิ๊ ราคาลงมาเยอะแล้ว ตรงนี้ซื้อได้หรือยัง หรือพรุ่งนี้จะลงไปกว่านี้อีก” หรือไม่ก็ “ เฮ้ยไอ้กิจ มรุงคิดว่ารอบนี้ราคาจะขึ้นไปถึงเท่าไหร่วะ"  
ซึ่งคำถามประเภทนี้ผมเจอทุกวันครับ และคำตอบที่ผมมักจะตอบแบบจริงใจ ไม่ได้กวนตีนเลยก็คือ “ไม่รู้ครัช ถ้าราคามันกำลังจะขึ้นมันก็จะขึ้นไปเรื่อยๆ เดี๋ยวหยุดขึ้นเมื่อไหร่ มันก็จะลงให้เห็นเอง งับๆ”  เพราะว่าไม่มีใครรู้จริงๆครับว่าอนาคตราคาจะเป็นอย่างไร ไม่มีใครสามารถทำนายได้ถูกต้องทุกครั้ง ผมจึงขอสรุปนะครับว่า ไม่มีใครรู้จริงว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น เพราะถ้าใครรู้จริง แน่จริง ต้องขายบ้าน ขายรถ กู้เงิน มาลงทุนครับ
ดังนั้นหลักของการวิเคราะห์ทางเทคนิคก็ไม่ได้สนใจตอบคำถามว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่นักวิเคราะห์ทางเทคนิคสนใจคือ อตีดที่ผ่านมาและปัจจุบันการเคลื่อนที่ของราคาที่เกิดขึ้นแล้วให้ข้อมูลของแรงซื้อแรงขายกับเราอย่างไร และเราควรจะตัดสินใจลงมือซื้อขายอย่างไรให้ได้โอกาสที่จะกำไรมากว่าโอกาสที่จะขาดทุน
 

คำถามถัดมาคือประเภท “…จะเอาอยู่ไหม?” เช่น

“แนวรับจะเอาอยู่ไหม?” “แนวต้านจะเอาอยู่หรือเปล่า?” “Trend Line จะรับไหวไหม?”  
คำตอบของผมก็คงเหมือนเดิม คือ “ไม่รู้ครัช” เพราะถ้าแนวรับ รับอยู่เวลาราคาลดลงมาถึงแนวรับก็จะเด้งกลับขึ้นไปให้เราเห็นแล้วเราค่อยซื้อตาม ถ้าแนวรับ รับไม่อยู่เวลาราคาลดลงมาถึงแนวรับมันก็จะทะลุแนวรับเราก็ไม่ต้องซื้อ  หรือถ้าราคาขึ้นไปถึงแนวต้าน ถ้าแนวต้านมันต้านไหวราคาก็จะลดลงให้เราเห็นเราก็ค่อยขาย ถ้าราคาขึ้นไปถึงแนวต้านแล้วราคาทะลุแนวต้านขึ้นไปได้เราก็ถือหุ้นต่อไป
จากคำถามที่ไม่สำคัญเหล่านี้ผมขอสรุปว่า เวลาที่เราวิเคราะห์ทางเทคนิคเราจะได้ระดับราคาที่เป็นระดับราคาที่น่าสนใจเป็นพิเศษ ระดับราคาตรงนั้นไม่ใช่ระดับราคาที่เราต้องจะต้องลงมือซื้อขายในทันที สิ่งที่เราต้องทำคือ เมื่อราคามาถึงระดับราคาบริเวณที่เราสนใจเป็นพิเศษ เราก็เฝ้าดูแรงซื้อแรงขายบริเวณนั้นต่อสู้กันเพื่อพิสูจน์ตัวเองก่อนว่าใครมีแรงมากกว่ากัน หลังจากที่แรงซื้อแรงขายได้ต่อสู้กันรู้ผลแพ้ชนะแล้ว เราจึงค่อยเข้าไปร่วมกับฝั่งที่ชนะ เราก็จะได้โอกาสที่จะได้กำไรมากว่าโอกาสที่จะขาดทุน เช่น ถ้าราคาลงมาถึงแนวรับแล้วเกิดอาการเด้งขึ้นเราก็สรุปได้ว่าแรงซื้อชนะแรงขายเราก็ค่อยตัดสินใจลงมือซื้อ แต่ถ้าราคาลดลงมาถึงแนวรับแล้วไม่เด้งและลงต่อเราก็สรุปได้ว่าแรงขายมีมากกว่าเราก็ตัดสินใจไม่ซื้อ
 

สุดท้ายเป็นคำถามเกี่ยวกับสาเหตุที่ทำให้ราคาขึ้นหรือลง เช่น

“ตะเองทำไมวันนี้ราคาขึ้นเยอะจังเพราะสาเหตุอะไรหรอ แล้วเชื่อมั๊ย ?”  
คำตอบของผมก็ยังคงเป็นเช่นเดิมคือ “ไม่รู้หง่ะ ไม่เห็นอยากรู้แลย และก็ไม่จำเป็นต้องรู้ด้วย มันไม่มีประโยชน์จิงๆนะ ตะเอง T_T ” ที่ผมต้องตอบแบบจริงใจอย่างนี้อีกครั้งก็เพราะว่า ปัจจัยทุกอย่างได้สะท้อนอยู่ในราคาที่ซื้อขายทั้งหมดแล้ว ดังนั้นนักวิเคราะห์ทางเทคนิคจะรู้แค่ว่ามันมีปัจจัยที่ทำให้ราคาเคลื่อนที่ขึ้นหรือลง แต่ไม่รู้ว่าสาเหตุหลักๆที่ทำให้ราคาขึ้นลงคืออะไรกันแน่ แต่ถ้าราคาขึ้นมันแปลความหมายได้ทันทีว่าปัจจัยบวกมากกว่าปัจจัยลบทำให้มีคนอยากซื้อมากกว่าคนอยากขาย ถ้าราคาลงก็แปลว่าปัจจัยลบมากกว่าปัจจัยบวกทำให้คนอยากขายมากกว่าคนอยากซื้อ เพราะทุกคนที่เข้ามาซื้อขายในตลาดย่อมมีเหตุผลของตัวเอง แต่ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นนักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานได้อย่างชำนาญ เจ้าของบริษัท ผู้บริหาร พนักงาน คนที่รู้ข่าวสารหรือข้อมูลวงในได้อย่างรวดเร็ว เจ้ามือปั่นหุ้น  เวลาที่คนเหล่านั้นจะลงมือทำอะไรเราจะไม่ทันได้รู้ว่าเหตุผลคืออะไร แต่แรงซื้อหรือแรงขายของกลุ่มคนเหล่านั้นมันก็จะสะท้อนให้เราเห็นได้ทันทีในราคาที่เราเห็นจากกราฟ และหลายครั้งเมื่อเรารู้ว่าเหตุผลคืออะไรก็ไม่ใช่จังหวะในการซื้อขายทีดีซะแล้ว
จากคำถามทั้งหมดที่ถามมาก็สรุปได้ว่า การเป็นนักวิเคราะห์ทางเทคนิคไม่จำเป็นต้องรู้อะไรเลยเกี่ยวกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต หรือแม้กระทั่งสาเหตุที่ทำให้ราคาเคลื่อนที่ขึ้นหรือลงครับ นักวิเคราะห์ทางเทคนคิจะอยู่กับปัจจุบันแล้วเฝ้ามองว่าการเคลื่อนที่ของราคาบอกข้อมูลเกี่ยวกับแรงซื้อแรงขายให้เราอย่างไร แล้วเราจะทำอะไรให้อยู่ในฝั่งที่ได้เปรียบมีโอกาสกำไรมากกว่าโอกาสขาดทุน เราก็ตัดสินใจซื้อขายตามข้อมูลที่เกิดขึ้นแล้วจริงๆ
TRENDING