9.4k
views
วิธีเลือกประกันเพื่อลดหย่อนภาษีที่ดีที่สุด!
by aomMONEY School,Dec 7, 2017 5:02 AM
writer of aomMONEY School
HIGHLIGHTS

หลักการในการเลือกประกันที่ดีที่สุดนั้น หากพิจารณาตามหลักการของคำว่า “คุ้มค่า” แล้ว เราต้องนิยามคำว่า “ความคุ้มค่า” ของตัวเองได้อย่างเหมาะสมด้วย ถึงจะทำให้การซื้อประกันของเรานั้นเป็นไปตามที่เราต้องการ และที่ขาดไม่ได้เลย คือ  การวางแผนด้านการเงินควบคู่กันไป จะได้ไม่มีปัญหาในการจัดการสภาพคล่อง และสามารถจ่ายค่าเบี้ยประกันได้ตามที่กรมธรรม์กำหนดไว้ เพื่อไปสู่เป้าหมายที่เราต้องการในที่สุด

หลังจากที่เรารู้จักประเภทของประกันและแนวคิดในการวางแผนซื้อประกันแต่ละประเภทแล้ว ตอนนี้ก็ถึงเวลาที่เราจะทดลองเลือกซื้อประกันเพื่อลดหย่อนภาษีเสียที โดยตอนนี้เราจะต้องเริ่มจากคำถามที่ถามตัวเองว่า แล้วอะไรคือสิ่งที่เราจะใช้เป็นปัจจัยในการพิจารณาเลือกซื้อประกันบ้าง ซึ่งโดยทั่วๆไปแล้วจะมีอยู่ 2ข้อ  คือ... 


1.ผลประโยชน์

หมายถึง ความคุ้มค่าที่เราได้รับจากการซื้อประกัน เมื่อเปรียบเทียบความคุ้มครองที่เราต้องการ แบบประกันไหนที่จ่ายค่าเบี้ยประกันถูกที่สุด หรือ ถ้าจ่ายค่าเบี้ยเท่าๆกัน แบบประกันไหนที่ให้ความคุ้มครองสูงกว่า 


2.ความเชื่อมั่นในบริษัท

หมายถึง ความมั่นคงของบริษัทที่เราจะทำประกันด้วย ว่ามีความมั่นคงแค่ไหน จากผลการดำเนินงานที่ผ่านมา และชื่อเสียงที่สั่งสมมาโดยตลอด 


วิธีการเปรียบเทียบผลประโยชน์ของประกันแต่ละประเภท

วิธีเลือกประกันเพื่อลดหย่อนภาษีที่ดีที่สุด!

จากแนวคิดข้างต้น เราจะมาเริ่มต้นวิธีการเปรียบเทียบผลตอบแทนของประกันชีวิตเป็นตัวอย่างแรกก่อน ยกตัวอย่างเช่น นายหนอม มีลูกน้อยอายุ 4 ขวบ อยากวางแผนเงินค่าเรียนมหาวิทยาลัยให้ลูกสักประมาณ 4 แสนบาท โดยต้องการอุ่นใจว่า ต้องมีเงินเพียงพอสำหรับเป้าหมายนี้ และมีความสามารถในการจ่ายค่าเบี้ยประกันไม่เกินปีละ 50,000 บาท 

ทีนี้เมื่อมองดูแบบประกันที่เหมาะสมที่จะตอบโจทย์เป้าหมายแบบนี้ได้จากรูปข้างต้น เราต้องเริ่มต้นจากระยะเวลาที่ต้องการ นั่นคือตอนลูกอายุ 19 ปีดังนั้นเราจะเหลือเวลาอีก 15 ปี

ขั้นตอนแรกคือเลือกแบบประกันที่มีระยะสัญญาคุ้มครองสอดคล้องกับเป้าหมาย 15 ปีก่อน ซึ่งจะเห็นว่า ถึงแม้แผนประกัน D จะดูเหมือนได้ผลตอบแทนดีที่สุด คือจ่ายเบี้ยแค่ปีเดียว 50,000 บาทแล้วจบ แล้วได้เงินคืนทั้งหมด 65,000 กำไร 15,000 จากต้นทุน 50,000 คิดเป็นประมาณ 3% ต่อปี แต่แบบประกันนี้ ไม่ตอบโจทย์ เพราะถ้านายหนอมมีงบจ่ายเบี้ยได้แค่ปีละ 50,000 บาท ถ้าจ่าย 50,000 บาท เงินได้รวมทั้งหมดคือ 65,000 ก็ไม่ถึงเป้าหมายที่ต้องการ แถมระยะเวลาก็ไม่สอดคล้องกับเป้าหมายอีกด้วย

จะเห็นว่าตัวที่สอดคล้องด้านเวลาในกรณีนี้ คือ C กับ E ซึ่ง C จ่ายเบี้ยต่อปีน้อยกว่า คือ 40,000 บาท ขณะที่ E ต้องจ่ายถึง 50,000 บาท แต่เมื่อพิจารณาดูแล้ว C ต้องจ่ายเป็นเวลา 8 ปี แต่ E จ่ายแค่ 6 ปีเท่านั้น ทำให้เบี้ยรวมทั้งหมด E น้อยกว่า และเงินคืนรวมทั้งหมด E ได้ 360,000 บาท C ได้ 350,000 บาท ทีนี้ต้องมาพิจารณาต่อแล้วว่า เราอยากเลือกแบบไหนระหว่าง 2 ตัวนี้

ถ้าใครเน้นจ่ายต่อปีน้อยกว่าเพราะมีกำลังจ่ายไหวแค่ 40,000 บาท อาจจะเลือก C แม้จะจ่ายเบี้ยรวมเยอะกว่า แล้วได้เงินคืนน้อยกว่าก็ตาม แต่ถ้าใครจ่ายต่อปีถึง 50,000 ได้ แบบนี้ E ก็เหมาะสมกว่า เพราะเบี้ยรวมถูกกว่า และได้เงินคืนรวมมากกว่า ถือว่าคุ้มค่า และท้ายที่สุดได้เงินใกล้เคียงกับเป้าหมายที่ต้องการคือ 4 แสนบาท

ทีนี้มาดูของจริงกันบ้าง ทาง SCB LIFEเองก็มีแบบประกันที่เป็นสะสมทรัพย์คล้ายๆแบบนี้เหมือนกัน คือ จ่าย ปี คุ้มครอง 15 ปี มีชื่อว่า อุ่นใจได้เงินหมุน 15/7 ซึ่งถ้าจ่ายปีละ 50,000 ก็จะได้ผลประโยชน์ตามตารางด้านล่างนี้

เพราะอุ่นใจได้เงินหมุน 15/7

วิธีเลือกประกันเพื่อลดหย่อนภาษีที่ดีที่สุด!


จะเห็นว่า... ประกันตัวนี้ก็สามารถตอบโจทย์ข้างต้นได้เช่นเดียวกัน เพราะเป็นแบบระยะสัญญา 15 ปี เหมือนกับแบบ E แม้จะจ่ายเบี้ยรวมมากกว่า คือ 350,000 แต่ก็ได้เงินคืนรวมมากกว่าคือ 385,000 ซึ่งถ้านายหนอมอยากได้เงินคืนที่ใกล้เคียงเป้าหมาย คือ 400,000 บาท แบบอุ่นใจได้เงินหมุน 15/7 นี้ก็อาจจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งได้เช่นเดียวกัน

ทีนี้ลองมาดูแนวคิดเรื่องการเลือก ประกันสุขภาพ กันบ้าง ยกตัวอย่างเช่น หลังจากที่ได้เรียนรู้เรื่องแนวคิดการเลือกซื้อประกันในตอนที่ 3 ไปแล้ว นายหนอมเริ่มต้นไปสำรวจค่ารักษาโรงพยาบาลที่จะใช้บริการมา ปรากฏว่ามีค่าห้องประมาณ 5,000 บาทต่อคืน ค่ารักษาโรคทั่วไปประมาณ 2-3 แสน โรคร้ายแรงประมาณ 1 ล้านกว่าบาท นายหนอมก็ควรเอาแพคเกจประกันสุขภาพของบริษัทต่างๆ ที่ใกล้เคียงกันมาเปรียบเทียบกัน

วิธีเลือกประกันเพื่อลดหย่อนภาษีที่ดีที่สุด!

วิธีเลือกประกันเพื่อลดหย่อนภาษีที่ดีที่สุด!

วิธีเลือกประกันเพื่อลดหย่อนภาษีที่ดีที่สุด!


สมมติได้แบบประกันสุขภาพมา 3 บริษัท คือ A B C จะเห็นว่า ถ้าจะให้พอดีกับค่าห้องเลย จะเป็นแบบประกันสุขภาพของบริษัท C แต่จะต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันแพงที่สุด คือ 23,000 บาท ซึ่งข้อดีของการจ่ายแพง คือ ได้วงเงินเหมาจ่ายสูงสุดถึง 3 ล้านบาท ซึ่งมากกว่า A และ B 

แต่ถ้ามองทางของฝั่ง B จะเห็นว่าจ่ายค่าเบี้ยถูกสุด คือ 17,000 บาท แต่ค่าห้องแค่ 3,000 ขาดอีก 2,000 อาจจะใช้วิธีทำตัวเงินชดเชยรายวันพ่วงเพิ่มเข้าไป ซึ่งอาจจะต้องเพิ่มเงินอีกประมาณ 3,000 - 4,000 บาท ซึ่งพอคิดรวมๆแล้ว เบี้ยประกันรวมจะอยู่ที่ 20,000-21,000 บาท ซึ่งยังถูกกว่าแบบ C นะ แต่วงเงินเหมาจ่ายก็จะน้อยกว่าด้วย คือ 2 ล้านบาทเท่านั้น นอกจากนั้น ค่ายา ค่าแพทย์ ก็เป็นวงเงินแยก และไม่มีค่ารักษา OPD กรณีทั่วไป (ค่าที่ปรึกษาแพทย์ ค่ายา ค่าวินิจฉัย ค่ากายภาพบำบัด) เหมือนบริษัท C 

แต่อันนี้คือจะเป็นประกันสุขภาพแบบเน้นความคุ้มครองเป็นหลัก เป็นเบี้ยจ่ายทิ้งทั้งหมด ตัวประกันชีวิตที่ทำพ่วงก็จะเป็นแบบไม่มีเงินคืน และตัว OPD (ผู้ป่วยนอก) วงเงินอาจจะไม่สูงนัก เหมือนเน้นคุ้มครองความเสี่ยงกรณีต้องนอนโรงพยาบาลจริงๆ แต่ถ้านายหนอม มีงบมากกว่านี้ แล้วบอกว่า อยากจัดเต็มเลย ได้ทั้งประกันชีวิตแบบที่มีเงินคืนด้วย ครบสัญญามีก้อนใหญ่คืนด้วย แบบนี้นายหนอมก็สามารถเลือกทำตัวประกันสุขภาพค่ารักษาพ่วงกับแบบที่มีเงินคืน 

อย่างเช่นทาง SCB LIFEก็มีแพคเกจคุ้มครองสุขภาพ คือ ประกันเพราะห่วงใย คุ้มครองสุขภาพ ซึ่งเป็นแพคเกจประกันสุขภาพที่รวมตัวประกันชีวิต แบบจ่ายเบี้ย 20 ปี คุ้มครองถึงอายุ 80 ปี หลังอายุ 66 ก็จะมีเงินคืน 2% 4% จนถึง 20% ครบสัญญาก็จะได้อีก 150% บวกกับ ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย ถ้าเป็นแผนสูงสุด ที่จะตอบโจทย์นายหนอม คือแผนแพลทินัม วงเงินเหมาจ่ายปีละ 3 ล้าน ค่าห้อง 5,000 บาท ตามข้อ 2 เลย แล้วก็ยังมีวงเงิน OPD ให้อีกปีละ 30,000 บาท ครั้งละไม่เกิน 5,000 บาทให้อีก 3 อย่างนี้รวมกัน แบบจัดเต็มไปเลย แต่ค่าเบี้ยก็จะสูงกว่าตัวอย่างที่เปรียบเทียบให้ดู เพราะอันนี้คือเป็นแพคเกจรวมที่รวมทุกอย่างแล้ว แต่ก็จะปรับเพิ่มขึ้นตามอายุนายหนอมด้วย เฉพาะตัวที่เป็นค่ารักษากับ OPD เท่านั้น ส่วนเบี้ยประกันชีวิตจะไม่ปรับเพิ่ม 

ดังนั้น ถ้านายหนอม มีงบประมาณถึง และอยากจัดเต็ม แบบประกันเพราะห่วงใย คุ้มครองสุขภาพนี้ก็สามารถตอบโจทย์นายหนอมได้เหมือนกัน

วิธีเลือกประกันเพื่อลดหย่อนภาษีที่ดีที่สุด!


สรุป

จะเห็นว่าหลักการในการเลือกประกันที่ดีที่สุดนั้น หากพิจารณาตามหลักการของคำว่า “คุ้มค่า” แล้ว เราต้องนิยามคำว่า “ความคุ้มค่า” ของตัวเองได้อย่างเหมาะสมด้วย ถึงจะทำให้การซื้อประกันของเรานั้นเป็นไปตามที่เราต้องการ และที่ขาดไม่ได้เลย คือ  การวางแผนด้านการเงินควบคู่กันไป จะได้ไม่มีปัญหาในการจัดการสภาพคล่อง และสามารถจ่ายค่าเบี้ยประกันได้ตามที่กรมธรรม์กำหนดไว้ เพื่อไปสู่เป้าหมายที่เราต้องการในที่สุด

สำหรับใครที่อยากรับชมเป็นคลิปวีดีโอ สามารถดูได้ที่ด้านล่างนี้กับรายการ aomMONEY School Seires ชุดวางแผนประกันเพื่อลดหย่อนภาษี ตอนที่ 4 - วิธีเลือกประกันเพื่อลดหย่อนภาษีที่ดีที่สุด! 

คลิกเลย >> https://goo.gl/DybJeM

วิธีเลือกประกันเพื่อลดหย่อนภาษีที่ดีที่สุด!

by aomMONEY School
Editor of aomMONEY School. Writer of aomMONEY School.
รวมบทความสรุปจากรายการ aomMONEY School
TRENDING