7.0k
shares
เล่นหุ้นอย่างไรไม่มีเจ๊ง

     ในตลาดหุ้นเค้าว่ากันว่า 100 คน มีคนขาดทุน 80 คน คนเท่าทุน 15 คน คนกำไร 5 คน (อยากรู้จังว่าไอ้ “เค้า” เนี่ยมันเป็นใคร ^_^") ข้อความนี้เป็นจริงหรือเปล่าผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่มีอยู่อย่างนึงที่ผมแน่ใจสุด ๆ คือ คนที่ขาดทุนมีจำนวนเยอะกว่าคนที่มีกำไร

 

     ในเมื่อคนที่เล่นหุ้นแล้วเจ๊งเป็นคนส่วนใหญ่ของตลาด ดังนั้นผมคิดว่าเป้าหมายแรกของนักลงทุนหน้าใหม่ คงไม่ใช่การพยายามเล่นหุ้นให้ได้กำไรเสียแล้ว แต่น่าจะเป็นการพยายามเล่นหุ้นยังไงไม่ให้เจ๊งมากกว่า

 

     จากประสบการณ์ในการให้คำแนะนำกับเพื่อน ๆ นักลงทุน พบว่าคนส่วนใหญ่เวลาที่จะซื้อหุ้นมักให้ความสำคัญผลกำไรที่คาดว่าจะได้ โดยการตั้งคำถามว่า “ซื้อหุ้นตัวนี้แล้วราคาเป้าหมายน่าจะไปที่เท่าไหร่ แล้วจะได้กำไรเท่าไหร่” แต่ในทางตรงกันข้ามเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จ ในการเทรดแต่ละครั้งจะให้ความสำคัญไปที่ความเสี่ยง และผลขาดทุนก่อนเสมอ เพื่อกำหนดว่าในการเทรดครั้งนี้จะซื้อจำนวนกี่หุ้นดี  

 

     ดังนั้นถ้าจะให้ผมแนะนำมือใหม่ว่า จะเล่นหุ้นอย่างไรให้ได้กำไร ผมจะบอกว่า “การเล่นหุ้นให้ได้กำไร ต้องคิดว่าจะเล่นหุ้นอย่างไรไม่ให้เจ๊ง”  แล้วสุดท้ายผลกำไรจะตามมาเอง ซึ่งความรู้ที่นักลงทุนต้องศึกษาเอาไว้ เพื่อนำมาสร้างกลยุทธ์ในการเอาตัวรอดในตลาดนั้น ก็คือ การบริหารความเสี่ยงและเงินลงทุน หรือ Money Management นั่นเอง ซึ่งผมจะแนะนำให้รู้จักกันในบทความนี้ครับ

 

Money Management

 

     หลังจากที่เราวิเคราะห์กราฟทางเทคนิค เพื่อให้ได้จังหวะในการซื้อหุ้นที่ดีแล้ว เราเคยตอบคำถามเหล่านี้ต่อไปนี้กันไหมครับ

 

1 จะเสี่ยงขาดทุนในการซื้อหุ้นครั้งนี้กี่บาท เพราะอะไร ?  

2 จะซื้อกี่หุ้น เพราะอะไร ?

3 จะใช้เงินในการซื้อขายกี่บาท เพราะอะไร ?

 

     ถ้ายังไม่เคยผมเชื่อว่าหลังจากที่อ่านบทความนี้จบแล้วทุกคนจะเห็นถึงความสำคัญของคำถามเล่านี้ทันที เพราะคำถามเหล่านี้จะช่วยให้เราเอาตัวรอดในตลาดได้ และทำให้เล่นหุ้นแล้วไม่เจ๊งนั่นเอง

 

ทำไม Money Management จึงสำคัญ

 

     การบริหารความเสี่ยงและเงินลงทุนในการซื้อขายหุ้นแต่ละครั้ง หรือ Money Management มีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากการเทรดหุ้นมีข้อจำกัดและความไม่แน่นอนหลายอย่างที่นักลงทุนจะต้องเจอ กระบวนการของ Money Management จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมพร้อมรองรับกับความไม่แน่นอนต่าง ๆ เหล่านี้ เช่น


1)  ไม่รู้ว่าผลการซื้อขายในแต่ละครั้ง ครั้งไหนจะออกมาเป็นกำไร ครั้งไหนผลการซื้อขายจะออกมาเป็นขาดทุน และไม่รู้ว่าจะมีผลการซื้อขายที่ขาดทุนติดต่อกันกี่ครั้ง ดังนั้น จึงต้องมีการจำกัดความเสี่ยงโดยกำหนดผลขาดทุนที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในแต่ละครั้ง ถ้าการเทรดหุ้นมีผลขาดทุนครั้งละมาก ๆ และติดต่อกันหลายครั้ง โอกาสที่จะได้ทุนคืนยิ่งยากมากขึ้น และโอกาสหมดตัวสูงขึ้น

 

2) การตัดสินใจเลือกเทรดหุ้นแต่ละตัว มีโอกาสไม่เป็นไปตามที่คิดได้เสมอ เพราะเราไม่รู้ว่า หุ้นตัวไหนราคาจะขึ้นหรือลง หุ้นตัวไหนจะขึ้นช้าหรือขึ้นเร็ว ผลการเทรดหุ้นตัวไหนจะออกมาเป็นกำไรหรือขาดทุน หุ้นตัวไหนจะทำให้ได้กำไรมากหรือน้อย ดังนั้น เราจึงต้องกระจายความเสี่ยงโดยการเทรดหุ้นหลายตัว และหลีกเลี่ยงการซื้อหุ้นที่ราคามีความสัมพันธ์กันพร้อม ๆ กัน (ขึ้นก็ขึ้นเหมือนกัน ลงก็ลงเหมือนกัน) เพราะถ้าเราทุ่มเงินทั้งหมดเพื่อเทรดหุ้นเพียง 1-2 ตัวแล้วไม่เป็นไปตามที่เราคิดไว้ ก็จะเกิดผลเสียหายอย่างมาก

 

3) ทุกคนมีเงินทุนที่จำกัด ดังนั้น จึงจำเป็นต้องจัดสรรเงินที่จะเทรดในแต่ละครั้ง เพื่อให้ซื้อหุ้นได้หลายตัวในเวลาเดียวกัน ถ้าไม่จำกัดเงินทุนในการเทรดแต่ละครั้ง เมื่อมีโอกาสใหม่เข้ามาเราก็จะไม่สามารถคว้าโอกาสนั้นไว้ได้

 

“ เป้าหมายของ Money Management ต้องการให้ผู้ลงทุนสามารถเทรดหุ้นได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว คนที่มีความรู้ในการอ่านกราฟ แต่ไม่ประสบความสำเร็จในการเทรดเพราะไม่มี Money Management ”

 

ตารางกำไร-ขาดทุน-เท่าทุน

 

       ผมอยากแนะนำให้เพื่อน ๆ นักลงทุนมือใหม่รู้จักกับตารางแสดงผลกำไรขาดทุนกันครับ เพื่อเป็นการย้ำอีกรอบว่า เวลาเทรดหุ้นเราควรให้ความสำคัญกับผลขาดทุนก่อนเป็นลำดับแรก ก่อนที่จะคิดถึงเรื่องผลกำไร

 

     ตัวเลขในตารางมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เห็นว่าการที่นักลงทุนยอมปล่อยให้เกิดผลขาดทุนมาขึ้นเท่าไหร่ ในการเทรดครั้งถัดไปจะยิ่งต้องการกำไรมากขึ้นเพืื่อให้เงินกลับมาเท่าทุน!!! เน้นครับว่า แค่เท่าทุนเท่านั้นนะครับ ยังไม่ได้กำไรเลย

table
   

      ตัวอย่างจากตารางจะเห็นได้ว่า ถ้าเราเทรดหุ้นแล้วเราปล่อยให้เกิดผลขาดทุนถึง 50 % กว่าที่เราจะทำให้เงินทุนกลับมาเท่าเดิม ในครั้งถัดมาเราจะต้องทำกำไรให้ได้ 100% จากเงินที่เหลือ เห็นไหมครับว่าเป็นเรื่องไม่ง่ายเลยที่จะทำกำไรได้มากขนาดนั้น ดังนั้นในการเทรดหุ้น สิ่งสำคัญที่จะทำให้เทรดหุ้นแล้วไม่เจ๊ง คือ ห้ามขาดทุนเยอะเด็ดขาด ซึ่ง Money Management จะเป็นกระบวนการที่ช่วยให้เราไม่ตกอยู่ในสภาวะขาดทุนมากนั่นเอง

 

เล่นหุ้นอย่างไรไม่มีเจ๊ง

 

     ในบทความนี้มีคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับ Money Management ที่ผมอยากจะแนะนำให้รู้จักกัน คือ Risk of Ruin หรือ ความน่าจะเป็นที่จะเจ๊ง(เจ๊ง = หมดตัว) ตัวเลขตัวนี้จะบอกว่าวิธีการเทรดหุ้นของเราในปัจจุบันมีความเสี่ยงในการซื้อขายหุ้นแล้วจะเจ๊งมากน้อยขนาดไหน

 

ปัจจัยที่มีผลกับ Risk of Ruin (ROR)

 

     เราจะรู้ว่ามีตัวเองมีความน่าจะเป็นที่เทรดหุ้นแล้วเจ๊งมากน้อยขนาดไหน เราจะขึ้นอยู่กับปัจจัย 3 อย่าง คือ

 

1) % Win Ratio (กำไรบ่อยไหม) คำนวณจาก จำนวนครั้งที่กำไร หาร จำนวนครั้งที่ซื้อขายทั้งหมด เป็นค่าที่บอกว่าครั้งที่ผลการเทรดออมาเป็นกำไร คิดเป็นกี่เปอร์เซนต์ของจำนวนครั้งที่เทรดทั้งหมด

2) Payoff Ratio (ตอนกำไรได้เยอะไหมเทียบกับตอนขาดทุน) คำนวณจาก กำไรเฉลี่ยต่อครั้ง หาร ขาดทุนเฉลี่ยต่อครั้ง เป็นค่าที่บอกว่าค่าเฉลี่ยของผลกำไรในครั้งที่เทดแล้วได้กำไร เป็นกี่เท่าของค่าเฉลี่ยของผลขาดทุนในครั้งที่เทรดแล้วขาดทุน หรือบอกว่าตอนที่กำไรได้กำไรมากกว่าตอนขาดทุนขนาดไหน

 

3) % Capital Risk Exposure (เสี่ยงแต่ละครั้งมากหรือน้อย) คือ จำนวนเงินที่จะเสียไปถ้าผลการเทรดครั้งนั้นออกมาเป็นขาดทุนคิดเป็นเปอร์เซนต์เปรียบเทียบกับเงินทุนเริ่มต้น เช่น ถ้าเรามีเงินทุน 100,000 บาท และถ้าเราเสี่ยงที่จะขาดทุน 5,000 บาท จากการเทรดในแต่ละครั้ง จะได้ค่า % Capital Risk Exposure เท่ากับ 5%

 

ตัวเลขในข้อที่ 1 และ 2 คือ %Win Ratio และ Payoff Ratio สามารถคำนวณได้สถิติการเทรดของเรา ซึ่งจำเป็นต้องมีการเก็บข้อมูล หรือทำบันทึกการเทรด (Trading Journal) ส่วนตัวเลขในข้อที่ 3 คือ % Capital Risk Exposure จะเป็นตัวเลขที่เราต้องตัดสินใจเองว่าจะเสี่ยงที่จะเสียเงินในการเทรดครั้งละเท่าไหร่

 

Ratio

รูปตัวอย่างแสดงวิธีการคำนวณค่า %Win Ratio และ Payoff Ratio

 

Risk of Ruin

 

     ค่า Risk of Ruin ที่คำนวณออกมาได้จะมีค่าระหว่าง 0 - 1 หรือ 0% -100% ถ้าคำนวณ Risk of Ruin ออกมาได้ 100% แปลความหมายได้ว่ามีโอกาสหมดตัวแน่นอน!!! ส่วนค่า Risk of Ruin เท่ากับ 0 แปลความหมายได้ว่า ไม่น่าจะหมดตัว

 

     ในหนังสือ Beyond Technical Analysis ที่เขียนโดย Tushar S. Chande ได้แสดงตารางค่าของ Risk of Ruin จากการทดลองด้วยค่า %Win Ratio ตั้งแต่ 25-50% , Payoff Ratio ตั้งแต่ 1-3 และ %Capital Risk Exposure ที่ 1% , 1.5% , 2.0%

ROR table

 

ตัวอย่างที่ 1 (สีแดง)

ถ้าสถิติในการเทรดของเรามีค่า % Win Ratio = 45% Payoff Ratio = 1 และเสี่ยงที่ขาดทุนครั้งละ 2% ของเงินทุน เราจะมีความเสี่ยงในการเทรดแล้วเจ๊งหมดตัว 93.6%

 

ตัวอย่างที่ 2 (สีน้ำเงิน)

ถ้าสถิติในการเทรดของเรามีค่า % Win Ratio = 35% Payoff Ratio = 2 และเสี่ยงที่ขาดทุนครั้งละ 1.5% ของเงินทุน เราจะมีความเสี่ยงในการเทรดแล้วเจ๊งหมดตัว 0.8%


ROR table reading

 

     ในหนังสือ Trader Money Management System ที่เขียนโดย Bennett A. McDowell ได้แสดงตารางค่าของ Risk of Ruin จากการทดลองของ Professor Nauzer Balsara ด้วยค่า %Win Ratio ตั้งแต่ 25-60% , Payoff Ratio ตั้งแต่ 1-5 และ %Capital Risk Exposure ที่ 10%  


ROR table2

     

     นอกจากนี้การหาค่า Risk of Ruin ยังสามารถทำได้โดยคำนวณจากสูตรสำเร็จโดยการแทนค่าตัวแปลได้อีกด้วย แต่สมการจะค่อนข้างซับซ้อน ซึ่งผมจะไม่ได้ลงรายละเอียดไว้ในบทความนี้ เพราะโดยส่วนตัวผมใช้ตารางด้านบนเป็นตัวเลขอ้างอิง ก็ได้ไอเดียเพียงพอแล้ว ส่วนใครสนใจสูตรคำนวณ Risk of Ruin ก็ลองศีกษาเพิ่มเติมกันดูครับ

 

วิธีใช้งานตาราง Risk of Ruin

 

     การนำตาราง Risk of Ruin ไปใช้เพื่อบริหารความเสี่ยงเพื่อไม่ให้ซื้อขายแล้วมีโอกาสหมดตัว ทำได้โดย ต้องเก็บข้อมูล 2 ตัวจากสถิติการเทรดก่อน ได้แก่ %Win Ratio และ Payoff Ratio จากนั้นค่อยเลือก % Capital Risk Exposure ที่จะทำให้ค่า ROR มีค่าใกล้ 0% เพื่อจำกัดความเสี่ยงในการเทรดแต่ละครั้ง

 

     ถ้าเราต้องการเพิ่มจำนวนเงินที่จะเสี่ยงในแต่ละครั้ง ก็สามารถทำได้ แต่จะต้องพัฒนากลยุทธ์การซื้อขายให้มี %Win Ratio หรือ Payoff Ratio ที่เพิ่มขึ้นก่อน  โดยแนวทางในการเพิ่ม %Win Ratio ให้หาตัวช่วยที่ทำให้ได้สัญญาณซื้อขายที่แม่นยำขึ้นเช่น การใช้ Indicaotrs เพื่อกรองสัญญาณหลอก เป็นต้น ส่วแนวทางการเพิ่ม Payoff Ratio ให้ทดลองปรับวิธีการตัดขาดทุน หรือการทำกำไรให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น

 

สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับ Risk of Ruin (ROR)

 

มีข้อส้งเกตเกี่ยวกับ Risk of Ruin และปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ Risk of Ruin ที่น่าสนใจ และควรรู้เพื่อใช้ในการวางแผนบริหารเงินในการเทรดดังต่อไปนี้ครับ

 

  1. % Win ratio ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ ROR ลดลง
  2. Payoff Ratio ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ ROR ลดลง
  3. % Capital Risk Exposure เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ ROR เพิ่มขึ้น
  4. กลยุทธ์การซื้อขาย Trend Following ส่วนใหญ่มี %Win Ratio อยู่ที่ 30%-40%
  5. กลยุทธ์การซื้อขายแบบ Mean Reversal หรือ Short Term ส่วนใหญ่จะต้องการ %Win Ratio ที่สูง ประมาณ 50% ขึ้นไป เนื่องจากมี Payoff Ratio ต่ำ กว่าระบบซื้อขายแบบ Trend Following
  6. % Win Ratio ที่สูงกว่า 50% ขึ้นไป ค่า ROR จะลดลงอย่างรวดเร็ว
  7. ระบบซื้อขายที่ Payoff Ratio มีค่าต่ำกว่า 1 ถือว่าเป็นระบบซื้อขายไม่ไม่คุ้มค่ากับความเสี่ยง
  8. ระบบซื้อขายที่ Payoff Ratio มีค่ามากกว่า 3 เป็นค่าสถิติที่หาได้ยากมาก
  9. ถ้าการต้องการผลตอบแทนเพิ่มโดยเพิ่ม %Capital Risk Exposure อาจจะไม่คุ้มค่ากับความเสี่ยงที่จะต้องรับเพิ่ม เพราะ ROR จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
  10. จากตาราง ROR จะเห็นได้ว่าทำไมจึงมีข้อแนะนำทั่วไปว่า “ การเทรดในแต่ละครั้งไม่ควรเสี่ยงที่จะขาดทุนเกิน 2 % ของเงินลงทุน แต่สำหรับมือใหม่ ไม่ควรเสี่ยงเกิน 1% ของเงินลงทุน ”

 

 

สรุป

 

     การเล่นหุ้นแล้วจะเจ๊งหรือไม่ ขึ้นอยู่กับปัจจัย 3 อย่างคือ เรากำไรบ่อยไหม (%Win Ratio) ตอนกำไรได้มาหรือน้อยเทียบกับตอนขาดทุน (Payoff Ratio) และเสี่ยงแต่ละครั้งมากหรือน้อย (%Capital Risk Exposure) โดยสองตัวแรกเป็นข้อมูลสถิติของกลยุทธ์ในการเทรดของเรา ส่วนตัวสุดท้ายเราสามารถกำหนดได้ว่าจะเสี่ยงมากหรือน้อย ดังนั้น ถ้าเรารู้ข้อมูลสองตัวแรก เราก็จะสามารถรู้ได้ว่าควรจะเสี่ยงในการเทรดแต่ละครั้งเท่าไหร่ เพื่อไม่ให้เทรดแล้วเจ๊ง ซึ่งถ้าใครยังไม่เคยจดบันทึกการซื้อขายมาก่อน ก็มีข้อแนะนำเบื้องต้นสำหรับมือใหม่ ไม่ควรเสี่ยงที่จะเสียเงินเกินครั้งละ 1% ของเงินทุน และมือเก๋าไม่ควรเสี่ยงที่จะเสียเงินเกินครั้งละ 2% ของเงินทุน


     ผมเชื่อว่าหลายคนที่เล่นหุ้นแล้วเจ๊ง เนื่องจากไม่เคยวางแผนว่าในการซื้อหุ้นแต่ละครั้งจะเสี่ยงครั้งละเท่าไหร่ จะซื้อกี่หุ้น แต่หลังจากที่อ่านบทความนี้จบแล้ว ผมหวังว่าผู้อ่านจะไม่เสี่ยงในการซื้อขายแต่ละครั้งมากจนเกินไป ซึ่งผมรับรองว่าถ้าทำแบบนี้แล้ว เล่นหุ้นไม่เจ๊งแน่นอน!!!

 

TRENDING