14.4k
shares
[ซีรีย์] ซื้อประกันอย่างไรให้ถูกต้องและสบายใจ (ตอนที่ 1)
by Insuranger,Feb 26, 2016 3:56 AM
writer of Insuranger

สวัสดีครับผม กลับมาพบกันอีกครั้ง คราวนี้ถึงเวลาที่ผมจะมีบทความเกี่ยวกับประกันชีวิตเป็นซีรีส์ยาวต่อเนื่องกันเป็นครั้งแรกนะครับ เรียกได้ว่า ถ้าอ่านจบทั้งซีรีส์จะทำให้เราเข้าใจภาพรวมทั้งหมดของการทำประกันชีวิตอย่างครบถ้วนแน่นอน! ขอให้ทุกคนติดตามบทความทุกตอนจนกว่าจะจบซีรีส์ด้วยนะคร้าบบบบ ^^
ในตอนแรกของซีรีส์นี้ ก็จะขอเริ่มกันที่คำถามพื้นฐานที่สุดของการทำประกันชีวิตกันเลย นั่นก็คือ “เราจะเริ่มซื้อประกันชีวิตยังไงดี?” (ซึ่งในที่นี่ ผมขอเริ่มที่ประกันชีวิตก่อนแล้วกันนะครับ)

คำตอบของผมก็คือ ก่อนที่เราจะไปเลือกซื้อประกันชีวิตที่เหมาะสมนั้น เราควรจะต้องมีข้อมูลความรู้ในเรื่องประกันชีวิตอยู่ 3 ด้าน ก่อน แล้วจึงค่อยมาสำรวจ และตอบคำถามตัวเองว่า “เรามีความจำเป็น หรือเหมาะสมจะทำประกันชีวิตประเภทไหน?” เมื่อตอบคำถามนี้ได้แล้ว นั่นแหละครับ ถึงจะถึงเวลาอันเหมาะสมที่เราจะเริ่มซื้อประกันชีวิตได้

ซึ่งความเข้าใจพื้นฐานทั้ง 3 ด้าน เกี่ยวกับการทำประกันชีวิตที่เราควรจะต้องรู้ก็คือ :

1. รู้ว่าประกันชีวิตมีกี่แบบ และแต่ละแบบหมาะสมกับวัตถุประสงค์อะไร
2. เข้าใจเงื่อนไขในการทำประกันชีวิต และการจ่ายเงินคืนหรือเงินชดเชย
3. อ่านข้อมูลในกรมธรรม์เป็น และทราบถึงสิทธิ์ที่ตัวเองมี หลังได้รับกรมธรรม์

โดยก่อนอื่น ขอให้อ่านทำความเข้าใจเรื่องคำศัพท์ที่ใช้ในการทำประกัน ตามที่ผมเคยเขียนไปในบทความนี้ก่อนนะครับ………………..

เมื่อเข้าใจดีแล้ว เราไปทำความเข้าใจกับความรู้พื้นฐานทั้ง 3 ด้านของการทำประกันชีวิตกันเลยดีกว่าครับ!

1. แบบของประกันชีวิต และความเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ที่ต้องการ

ประกันชีวิต แบ่งเป็น4 แบบทั่วไปและ 2 แบบพิเศษ ดังนี้ครับ

 

1) แบบชั่วระยะเวลา (Term) = เป็นแบบที่เน้นการคุ้มครองชีวิตเพียวๆ 100% เลย คนทำประกันไม่มีวันได้ใช้เงิน คนที่ได้ใช้คือคนที่อยู่ข้างหลังเท่านั้น โดยมีระยะเวลาคุ้มครองและระยะเวลาชำระเบี้ยตามที่แต่ละแบบกำหนด เช่น 5/5 (จ่ายเบี้ย 5 ปี คุ้มครอง 5 ปี) 10/10 (จ่ายเบี้ย 10 ปี คุ้มครอง 10 ปี)

  • ข้อดี = เบี้ยประกันถูกที่สุดเมื่อเทียบกับแบบอื่น (ถ้ามองที่ทุนประกันเท่ากัน จะจ่ายเบี้ยน้อยกว่า หรือถ้ามองที่จ่ายเบี้ยเท่ากัน จะได้ทุนประกันสูงกว่า)
  • ข้อเสีย = เบี้ยที่จ่ายเป็นเบี้ยจ่ายเพื่อคุ้มครองภัยจากการเสียชีวิตอย่างเดียว (คล้ายประกันรถยนต์) ไม่มีส่วนเงินออม เมื่อครบกำหนดสัญญาจึงไม่มีมูลค่าใดๆ คืนให้ผู้เอาประกัน(เวลาเราจ่ายเบี้ย เบี้ยจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนของความคุ้มครองชีวิต และส่วนของผลประโยชน์เมื่ออยู่รอด แต่สำหรับแบบชั่วระยะเวลาจะมีแต่ส่วนความคุ้มครองชีวิตเท่านั้น)
  • เหมาะสำหรับ = คนที่ต้องการการคุ้มครองชีวิตเพื่อให้คนที่เราเลี้ยงดูได้มีเงินทุนไว้ใช้หากเราจากไปกะทันหัน ตามระยะเวลาที่ต้องการการคุ้มครอง โดยต้องการจ่ายเบี้ยถูก แต่ได้ทุนประกันสูงๆ

 

2) แบบตลอดชีพ (Whole Life) = เป็นแบบที่เน้นการคุ้มครองชีวิตเช่นเดียวกับแบบชั่วระยะเวลา แต่ความต่างคือ จะจ่ายเบี้ยประกันเป็นระยะเวลาหนึ่ง แต่มีการคุ้มครองตลอดชีวิต (จนถึงอายุ 90 หรือ 99 ปี แล้วแต่แบบประกันของแต่ละบริษัท) เช่น จ่ายเบี้ย 5 ปี (หรือ 10, 15, 20 ปี แล้วแต่แบบ) คุ้มครองถึงอายุ 90 ปี

  • ข้อดี = เบี้ยประกันถูก ระยะเวลาคุ้มครองยาว ความคุ้มครองสูง (แต่น้อยกว่าแบบชั่วระยะเวลา) ไม่ใช่เบี้ยจ่ายทิ้ง เมื่อมีชีวิตอยู่จนถึงครบอายุ 90 หรือ 99 ปี แล้วแต่แบบประกัน จะได้รับเงินครบกำหนดสัญญา
  • ข้อเสีย = มีการคุ้มครองตลอดชีวิต (แล้วแต่แบบประกันของแต่ละบริษัท) ซึ่งอาจจะนานเกินความจำเป็นในการป้องกันความเสี่ยงที่มีอยู่
  • เหมาะสำหรับ = คนที่ต้องการการคุ้มครองชีวิต เช่นเดียวกับแบบชั่วระยะเวลา แต่ต้องการการคุ้มครองระยะยาว เช่น เจ้าของธุรกิจ (ต้องการการคุ้มครองให้ธุรกิจตลอดเวลา เพื่อให้แน่ใจว่าธุรกิจจะมีเงินทุนเดินต่อไปได้อย่างแน่นอน) หรือคนที่ต้องการสร้างหลักประกันให้ลูกหลาน

 

3) แบบสะสมทรัพย์ (Endowment/Saving) = เป็นแบบที่รวมทั้งการคุ้มครองชีวิต และให้ผลตอบแทนเป็นเงินจ่ายคืนที่แน่นอน เข้าด้วยกัน โดยเงินจ่ายคืนมักจะบอกเป็น % ของทุนประกัน เช่น คืน 3% ของทุนประกันทุกสิ้นปีกรมธรรม์ มีทั้งแบบออมระยะสั้น กลาง ยาว โดยมีระยะเวลาชำระเบี้ยน้อยกว่าหรือเท่ากับระยะเวลาคุ้มครอง เช่น (จ่ายเบี้ย 7 ปี ระยะเวลาคุ้มครอง 15 ปี ครบ 15 ปี ได้เงินก้อนใหญ่คืน 150% (1.5 เท่า) ของทุนประกัน ระหว่างนั้น จะจ่ายเงินจ่ายคืน 3% ของทุนประกัน ทุกสิ้นปีที่ 3, 6, 9, 12 เป็นต้น (ตัวเลขสมมตินะครับ))

  • ข้อดี = เป็นการออมที่ได้ผลตอบแทนที่แน่นอน ไร้ความเสี่ยง ช่วยสร้างวินัยในการออมให้เรา เพราะต้องจ่ายเบี้ยอย่างสม่ำเสมอ
  • ข้อเสีย = ไม่เหมาะกับการทำเพื่อคุ้มครองชีวิต แม้จะมีทุนประกันคุ้มครอง เพราะเบี้ยที่จ่ายค่อนข้างแพง ทุนประกันที่ได้ไม่สูงนัก และไม่เหมาะกับการบริหารเงินที่ต้องการผลตอบแทนสูงๆ
  • เหมาะสำหรับ = คนที่ต้องการการันตีเงินเป้าหมายในอนาคต (เช่น ต้องการเงิน 1 ล้าน ในอีก 10 ปี แบบชัวร์ๆ ต้องได้เท่านั้นเป๊ะๆ) โดยมีการคุ้มครองชีวิตพ่วงเข้าไปด้วย หรือคนที่ต้องการสร้างวินัยในการออมระยะยาว

 

4) แบบบำนาญ (Annuity) = เป็นแบบที่เน้นการออม เช่นเดียวกับแบบสะสมทรัพย์ แต่จะเป็นการออมระยะยาวจนถึงอายุเกษียณ (อายุ 55 หรือมากกว่า เช่น 60 หรือ 65 เป็นต้น) และจะได้เงินคืนเฉพาะช่วงหลังเกษียณเป็นต้นไปเท่านั้น จนถึงอายุ 85 หรือหรือมากกว่า (แล้วแต่แบบประกันของแต่ละบริษัท) โดยทุนประกันคุ้มครองชีวิตจะค่อยๆลดลงหลังเกษียณจนหมด

  • ข้อดี = เป็นการออมเพื่อการันตีเงินได้หลังเกษียณ ว่าตอนเกษียณจะมีเงินใช้ต่อปีเท่านี้แน่ๆ และช่วยสร้างวินัยในการออมระยะยาวเพื่อการเกษียณให้เรา รวมถึงได้สิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีได้ในอัตรา15%-ของเงินได้พึงประเมิน แต่ไม่เกิน 200,000 บาท (เงื่อนไขเป็นไปตามที่กรมสรรพากรกำหนด)
  • ข้อเสีย = เนื่องจากเป็นการออมที่ปราศจากความเสี่ยง ทำให้ผลตอบแทนต่ำ ทำให้อาจเสียโอกาสในการเพิ่มผลตอบแทนจากการบริหารเงินด้วยวิธีอื่นโดยที่ความเสี่ยงไม่สูงขึ้นมากนัก(เพราะออมระยะยาว) รวมถึงทุนประกันที่ได้ก็ไม่สูงมากนัก
  • เหมาะสำหรับ = คนที่ต้องการสร้างเงินบำนาญเพื่อการันตีเงินได้หลังเกษียณให้ตัวเอง เหมือนที่ข้าราชการได้

 

ส่วนอีก 2 แบบพิเศษ ก็คือ

 

1) แบบควบการลงทุน (Unit-Linked) = เป็นแบบที่รวมเอาการทำประกันเพื่อคุ้มครองชีวิต กับการลงทุนเพื่อเพิ่มโอกาสได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้น (โดยใช้การลงทุนผ่านกองทุนรวมที่คัดสรรโดยบริษัทประกัน) และมีความยืดหยุ่นกว่าแบบประกันแบบอื่นๆ เพราะสามารถกำหนดเองได้ว่าจะจ่ายเบี้ยเท่าไหร่ ต้องการทุนประกันเท่าไหร่ (แต่ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขตามที่แบบประกันกำหนด) ต้องการความคุ้มครองกี่ปี เลือกรูปแบบการลงทุนที่เหมาะสมกับตนเอง ไม่ว่าจะเป็นเน้นการลงทุน / แบบเน้นการลงทุนและการคุ้มครองพอๆกัน / และแบบเน้นความคุ้มครอง

  • ข้อดี = เป็นประกันชีวิตที่มีความยืดหยุ่นสูง สามารถกำหนดเบี้ยประกัน ทุนประกัน และระยะเวลาคุ้มครองได้ตามความต้องการ ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดในกรมธรรม์ โดยที่มีโอกาสได้รับผลตอบแทนสูงกว่าประกันชีวิตแบบปกติ (ขึ้นอยู่กับรูปแบบการลงทุน)
  • ข้อเสีย = เป็นประกันชีวิตที่มีความเสี่ยงในเรื่องของผลตอบแทนที่ไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับรูปแบบการลงทุนและผลการดำเนินงานของกองทุน
  • เหมาะสำหรับ = คนที่ต้องการการคุ้มครองไปพร้อมๆ กับโอกาสในการได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าประกันชีวิตแบบปกติ โดยที่สามารถรับความเสี่ยงได้ และมีความรู้เรื่องการลงทุนในกองทุนรวมพอสมควร

 

2) แบบเฉพาะผู้สูงอายุ = เป็นแบบที่เน้นการคุ้มครองชีวิต เช่นเดียวกับแบบชั่วระยะเวลา และแบบตลอดชีพ แต่จะต่างก็ตรงที่ถูกออกแบบขึ้นมาเฉพาะผู้สูงอายุ (ทำได้เฉพาะผู้ที่อายุ ขั้นต่ำตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป) ที่อาจจะมีสุขภาพไม่แข็งแรงเต็ม 100 หรือเริ่มมีโรคประจำตัว ที่ต้องการการคุ้มครองชีวิต แต่อาจจะไม่สามารถทำประกันชีวิตแบบปกติได้ เพราะบริษัทประกันไม่อนุมัติ โดยมีลักษณะคือ ต้องจ่ายเบี้ยประกันไปจนกว่าจะอายุ 90 ปี และมีการคุ้มครองชีวิตจนถึงอายุ 90 ปี

  • ข้อดี = ทำให้ผู้สูงอายุที่มีปัญหาสุขภาพ มีโรคประจำตัว สามารถทำประกันชีวิตได้ (แต่จะไม่คุ้มครองกรณีที่เสียชีวิตจากการเป็นโรค ในช่วง 2 ปีแรก แลกกับการที่ไม่ต้องตรวจและไม่ต้องตอบคำถามสุขภาพ หรือการมีโรคประจำตัวอยู่แล้ว โดยหากเสียชีวิตจากการเจ็บป่วยจากการเป็นโรค ในช่วง 2 ปีแรก จะได้รับเงินเท่ากับเบี้ยประกันภัยที่ชำระมาแล้วบวกด้วยเงินเพิ่มตามอัตราที่กำหนดในกรมธรรม์ เช่น 2%)
  • ข้อเสีย = ไม่จ่ายทุนประกันคุ้มครองชีวิต กรณีที่เสียชีวิตจากการเป็นโรค ภายใน 2 ปีแรกที่ทำประกัน ไม่ว่าโรคนั้นจะเคยเป็นมาก่อน หรือเพิ่งจะเคยเป็นหลังทำประกันก็ตาม
  • เหมาะสำหรับ = ผู้สูงอายุ (อายุขั้นต่ำตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป)ที่ต้องการการคุ้มครองชีวิต แต่มีปัญหาสุขภาพ ไม่สามารถทำประกันชีวิตแบบปกติได้

 

2. เงื่อนไขพื้นฐานในการทำประกันชีวิต และเงื่อนไขการจ่ายเงินคืนหรือเงินชดเชย

โดยทั่วไปแล้ว ความจริงเงื่อนไขในการทำประกันชีวิตไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่บางคนคิดนะครับ ขอแค่

  • มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ ไม่เคยเป็นโรคร้ายแรงมาก่อน
  • แถลงข้อมูล ทั้งข้อมูลส่วนตัว และข้อมูลด้านสุขภาพ ให้ตรงตามความเป็นจริง
  • ส่วนใหญ่ถ้ารูปร่างและน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ปกติ ไม่เคยเป็นโรคร้ายแรง ไม่มีโรคประจำตัว ก็ไม่จำเป็นต้องถูกตรวจสุขภาพก่อนทำประกันครับ (เพราะบริษัทถือว่าเชื่อในข้อมูลด้านสุขภาพที่เราให้มา)

เท่านี้ก็ทำประกันชีวิตได้แล้วครับ
(แต่ถึงใครที่มีโรคประจำตัวมาก่อน และแถลงสุขภาพตามความเป็นจริง ก็บริษัทก็อาจจะรับทำประกันได้ เพียงแต่อาจจะขอเพิ่มเบี้ยประกันหรือยกเว้นไม่คุ้มครองบางโรคครับ)

 

ส่วนเงื่อนไขการจ่ายเงิน ก็จะมี 2 กรณี คือกรณีที่มีชีวิตอยู่ กับกรณีที่เสียชีวิต

  • กรณีที่ยังมีชีวิตอยู่ = ถ้าเป็นแบบสะสมทรัพย์ แบบบำนาญ หรือแบบตลอดชีพที่มีเงินจ่ายคืนระหว่างสัญญา บริษัทก็จะจ่าย “เงินจ่ายคืน” (ไม่ใช่เงินปันผล) มาให้เป็นรายปี โดยจ่ายเป็น % ของทุนประกัน ณ วันเริ่มสัญญา (ในกรมธรรม์อาจจะเขียนว่า “จำนวนเงินเอาประกัน”) เช่น 3% ของจำนวนเงินเอาประกัน ถ้าเราทำทุนประกันไว้ 1 ล้านบาท เราจะได้เงินคืน 30,000 บาท เป็นต้นครับ
  • กรณีที่เสียชีวิต = สำหรับประกันชีวิตแบบทั่วไป (ที่ไม่ใช่แบบสำหรับผู้สูงวัย) ถ้าตอนทำประกันเราแถลงสุขภาพตามความเป็นจริง บริษัทจะจ่ายทุนประกันให้ตั้งแต่ในปีแรกที่ทำประกันเลย ไม่ว่าจะเกิดจากกรณีอุบัติเหตุ หรือจากโรคก็ตาม ถ้าไม่ใช่การเสียชีวิตตามข้อยกเว้นของกรมธรรม์ (ถ้าในกรณีซื้อสัญญาเพิ่มเติม เช่น สัญญาเพิ่มเติมสุขภาพ บริษัทจะมีระยะเวลารอคอยระยะหนึ่ง เช่น 120 วัน นับตั้งแต่วันอนุมัติ ซึ่งอาจแตกต่างกันในแต่ละสัญญาตามที่ระบุในกรมธรรม์ เพื่อต้องการพิสูจน์ว่า ผู้ทำประกันไม่เคยเป็นโรคนั้นมาก่อนจริง ซึ่งถ้าเสียชีวิตในช่วงระยะเวลารอคอย บริษัทมีสิทธิ์ปฏิเสธ ไม่จ่ายทุนประกันของสัญญาเพิ่มเติมได้ครับ เพราะถือว่าอาจจะเป็นโรคมาก่อน แล้วไม่ได้แถลงข้อมูลสุขภาพตามความเป็นจริง ซึ่งถ้าเราไม่ได้เป็นมาก่อนจริงๆ ก็ต้องทำเรื่องพิสูจน์บริษัทครับ ซึ่งผู้ทำประกันควรตรวจสอบระยะเวลารอคอยและข้อยกเว้นต่างๆ ของสัญญาเพิ่มเติมที่ทำเพิ่มจากสัญญาประกันหลักด้วย)

 

แต่เงื่อนไขที่บริษัทจะไม่จ่ายทุนประกันให้ เมื่อเสียชีวิตก็คือ

  • เสียชีวิตภายใน 1 ปี จากการฆ่าตัวตาย
  • เสียชีวิตเพราะถูกผู้รับผลประโยชน์ฆ่าตายโดยเจตนา
  • กรณีแถลงอายุคลาดเคลื่อนไม่ตรงตามความจริง อยู่นอกจำกัดอัตราเบี้ยประกันตามทางค้าปกติของบริษัท

 

3. ตรวจสอบข้อมูลในกรมธรรม์ และทราบถึงสิทธิ์ที่ตัวเองมี หลังได้รับกรมธรรม์
ข้อมูลที่เราควรจะต้องตรวจสอบเมื่อได้รับกรมธรรม์ก็คือ

  • ชื่อ
  • นามสกุล
  • อายุ
  • วันที่เริ่มสัญญา
  • วันที่สิ้นสุดสัญญา
  • แบบประกันที่ทำ
  • ทุนประกันที่ทำ
  • เบี้ยประกันที่ต้องจ่ายในแต่ละงวด
  • สัญญาเพิ่มเติม
  • เงื่อนไขความคุ้มครองและข้อยกเว้น

 

ว่าทั้งหมด ตรงกับข้อมูลที่เราตั้งใจทำประกันฉบับนี้ไว้ตั้งแต่แรกไหม หากเกิดความผิดพลาดใดๆ ว่าข้อมูลไม่ตรง เราสามารถยืนเรื่องแก้ไขได้ หรือถ้าเราพบว่า ประกันที่ทำไป ไม่ใช่แบบประกันที่เราต้องการจะทำจริงๆ หรือเพิ่งมารู้ตัวทีหลังว่า ทำประกันไปด้วยความผิดพลาด **เรามีสิทธิ์ที่จะยกเลิกกรมธรรม์ที่ทำไปได้ ภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้เซ็นรับกรมธรรม์ กรณีซื้อประกันผ่านตัวแทนประกันชีวิต** (หรือที่เรียกว่าช่วง Free Look Period) เราก็จะได้รับเบี้ยประกันที่จ่ายไปคืน โดยถูกหักค่าใช้จ่ายแค่ 500 บาทเท่านั้น (ไม่รวมค่าใช้จ่ายเรื่องการตรวจสุขภาพ ถ้ามี)

สิทธิ์ดังกล่าว ถือเป็นสิทธิ์ที่สำคัญมากที่เราต้องรู้ หากเราต้องการร้องเรียน แก้ไข หรือยกเลิกประกันที่ทำไป อย่าลืมว่า สามารถทำได้ภายใน 15 วันนับตั้งแต่รับกรมธรรม์ ถ้าเกินจากนั้นแล้ว จะไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ และไม่ได้รับเบี้ยประกันที่จ่ายไปคืนแล้วนะครับ

นอกจากนี้ เรายังสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจากเบี้ยประกันชีวิตที่ชำระได้ด้วย โดยต้องเป็นแบบประกันที่เป็นไปตามเงื่อนไขตามที่กรมสรรพากรกำหนด เช่น มีระยะเวลาเอาประกันภัย 10 ปีขึ้นไป และมีเงินจ่ายคืนไม่เกินอัตราที่กำหนด

 

==============================================

ประกัน4+2_เมืองไทย_update3-01

 

ทั้งหมดนั่น ก็คือเรื่องพื้นฐานที่เราควรจะต้องรู้ก่อนจะตัดสินใจซื้อประกันชีวิตใดๆไป เพื่อที่เราจะได้ทำประกันได้อย่างถูกต้อง ตรงความต้องการ ถูกเงื่อนไข และเข้าใจสิทธิประโยชน์ต่างๆอย่างชัดเจน เราจะได้ทำด้วยความมั่นใจ สบายใจ ไม่ต้องรู้สึกว่าตัวเองจะถูกหลอก และได้ประโยชน์จากการทำประกันชีวิตอย่างเต็มที่นะครับ ^^

 

 

 

Banner-Ads-ออมมันนี่-595-x-114-PX_1 (1)

 

by Insuranger
Writer of Insuranger.
รวมทุกบทความของ Insuranger กูรูสุดหล่อ จาก aomMONEY ผู้เชี่ยวชาญการวางแผนการเงินและวางแ...
TRENDING