13.0k
shares
ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล PA มีดีอย่างไร?
by Insuranger,Aug 31, 2016 7:30 AM
writer of Insuranger

ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล PA มีดีอย่างไร?

 

 

จากที่ผมได้เคยให้ความรู้ไปในเรื่องของวิธีการบริหารความเสี่ยง หรือความไม่แน่นอนต่างๆที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้กับชีวิตของเรา (เข้าไปอ่านรายละเอียดได้ที่ ลิงค์บทความ รู้ไหมชีวิตเรามีความเสี่ยงอะไร จะหาวิธีจัดการล่วงหน้ายังไงถึงจะเหมาะสม?) ทุกคนก็คงจะทราบแล้วว่า ตลอดชีวิตคนเราตั้งแต่เกิดจนตาย ล้วนแต่มีความไม่แน่นอน หรือความเสี่ยงต่างๆเกิดขึ้นมากมาย ตั้งแต่เรื่องของการเจ็บไข้ได้ป่วยเล็กๆน้อยๆ ไปจนถึงการเป็นโรคร้ายแรง, ทำงานก็เสี่ยงต่อการตกงาน ขาดรายได้, ประกอบวิชาชีพบางอย่าง ก็เสี่ยงที่อาจจะก่อความเสียหายให้แก่บุคคลอื่น, จะลงทุน ก็มีความไม่แน่นอนของผลกำไรหรือเงินที่จะได้, ทำธุรกิจก็เสี่ยงที่คู่ค้าจะเบี้ยวสัญญา, จะเกษียณก็มีความเสี่ยงว่าเงินที่เก็บมาจะพอใช้หรือเปล่า หรือจะไปไหนมาไหน ทำกิจกรรมอะไร ก็อาจจะมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝัน ที่ทำให้เราทั้งบาดเจ็บ ทั้งสูญเสียเงินไปกับค่ารักษา หรือถ้าร้ายแรงก็อาจจะถึงขั้นพิกลพิการ เป็นคนทุพพลภาพ หรือถึงขั้นเสียชีวิตได้

ที่น่ากลัวก็คือ เรื่องของอุบัติเหตุ มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับการควบคุมของตัวเราคนเดียว แต่อยู่ที่สภาพแวดล้อม หรือบุคคลอื่นด้วย ต่อให้เรารอบคอบ ไม่ประมาทอย่างดีแล้ว แต่ถ้าสภาพแวดล้อมเกิดบกพร่อง หรือคนอื่นประมาท เราก็มีโอกาสได้รับความเสียหาย โดยที่เราคาดไม่ถึงด้วยเช่นเดียวกัน   

ดังนั้น วิธีการหนึ่งซึ่งเราจะสามารถนำมาใช้เพื่อบริหารความเสี่ยงจากการเกิดอุบัติเหตุได้ก็คือ การทำ “ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล” หรือ Personal Accident (PA) นั่นเองครับ ซึ่งรายละเอียดจะเป็นยังไง มีเรื่องอะไรที่เราควรจะต้องรู้เกี่ยวกับ ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล (ต่อไปจะขอเรียกสั้นๆว่า PA นะครับ) บ้าง เราไปหาคำตอบกันจาก Q&A ในแต่ละข้อ กันเลยครับ!

 

1. PA คืออะไร? มีความจำเป็นยังไง?

PA คือการทำประกันประเภทหนึ่งที่อยู่ในส่วนของการประกันภัย ซึ่งบริษัทจะจ่ายเงินชดเชยให้เราหากเราเกิดความสูญเสียทางร่างกาย (บาดเจ็บ สูญเสียอวัยวะ พิการ เสียชีวิต) ในกรณีที่เกิดจากอุบัติเหตุเท่านั้น (ถ้าเกิดจากการป่วยเป็นโรค ไม่จ่าย) สาเหตุที่เราควรจะต้องทำ PA ก็เพื่อคุ้มครองความเสี่ยงที่จะสูญเสียความมั่งคั่ง (เงินในกระเป๋า) ไปกับค่ารักษาพยาบาล หากเราประสบอุบัติเหตุ ซึ่งเราไม่สามารถรู้ล่วงหน้าได้ว่า จะมีโอกาสเกิดขึ้นเมื่อไหร่? และถ้าเกิดขึ้นแล้วจะมีค่ารักษาเท่าไหร่? หากเป็นอุบัติเหตุร้ายแรง อาจทำให้เราต้องเสียค่ารักษาผ่าตัดเป็นจำนวนมากจนกระทบต่อความมั่งคั่งของเราได้ ร้ายแรงกว่านั้นหากเราสูญเสียอวัยวะ เป็นคนพิการหรือทุพพลภาพ นอกจากต้องเสียค่ารักษาแล้ว อาจจะทำให้เราไม่สามารถทำงานต่อไปได้ ทำให้สูญเสียรายได้ที่จะสามารถหาได้ในอนาคต หรือหากเราเสียชีวิต ก็อาจจะทำให้คนที่เราเลี้ยงดูอยู่มีความเดือดร้อนทางการเงินจากการจากไปของเราได้ ดังนั้น เราจึงโอนความเสี่ยงเหล่านี้ไปให้บริษัทประกันแบกรับแทน ด้วยการทำประกัน แลกกับการจ่ายเบี้ยจำนวนหนึ่งเป็นค่าทำประกัน ซึ่งเป็นการตีกรอบความเสียหาย ให้อยู่ในขอบเขตที่เราสามารถจัดการได้ โดยไม่กระทบกระเทือนต่อเงินในกระเป๋าของเรานั่นเอง

 

2. PA ครอบคลุมค่าชดเชยในกรณีใดบ้าง?

PA จะจ่ายเงินชดเชยให้กับการเจ็บป่วยจากอุบัติเหตุทั้ง 7 ประเภท ดังนี้

  • เสียชีวิต สูญเสียอวัยวะและสายตา (ADD)
  • ทุพพลภาพโดยสิ้นเชิง (PD)
  • ค่ารักษาพยาบาล (ME)
  • เงินชดเชยกรณีกระดูกแตกหัก (BB)
  • ค่าเลี้ยงดูสำหรับบุคคลในครอบครัวเป็นรายเดือน (FCG)
  • ค่าชดเชยรายได้ระหว่างการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล (HU)
  • ค่าเลี้ยงดูรายเดือนสำหรับการดำรงชีพ (MLB)

ซึ่งจะครอบคลุมกรณีการเกิดอุบัติเหตุจากเหตุพิเศษ (นอกจากอุบัติเหตุทั่วไป) ดังนี้

  • กรณีถูกฆาตกรรมหรือลอบทำร้าย (MA)
  • กรณีเสียชีวิตจากการขับขี่หรือโดยสารรถจักรยานยนต์ (MC)
  • กรณีอุบัติเหตุขณะเดินทางโดยรถยนต์นั่งส่วนบุคคล (PP)
  • กรณีอุบัติเหตุในวันหยุดนักขัตฤกษ์ (PH)
  • กรณีอุบัติเหตุอันเกิดจากภัยธรรมชาติ (ND)

ซึ่งก็แล้วแต่ PA แต่ละแพคเกจ หรือแต่ละบริษัท ว่าจะครอบคลุมกรณีไหนบ้าง (อาจจะไม่ครบทุกข้อ) ส่วนจะจ่ายเท่าไหร่ ก็ต้องไปดูวงเงินของแต่ละแพคเกจเอาครับ

 

3. ถ้ามีประกันสุขภาพอยู่แล้ว จำเป็นต้องทำ PA ด้วยไหม?

ก่อนอื่น ต้องเข้าใจก่อนว่าประกันสุขภาพที่เป็นอนุสัญญาทั้งหลาย จะมีการจ่ายเงินชดเชยให้ก็ต่อเมื่อเราต้องเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาลเท่านั้น (ยกเว้นอนุสัญญาที่เป็น OPD ที่จ่ายเงินชดเชยค่ารักษากรณีเป็นผู้ป่วยนอก ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล) ดังนั้น หากเราเจ็บป่วยเล็กน้อย เช่น จากการเกิดอุบัติเหตุ หกล้ม หัวแตก มีดบาด ฯลฯ ที่ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล ก็ไม่สามารถใช้ประกันสุขภาพที่มีอยู่ได้ แต่หากมี PA ที่จ่ายชดเชยค่ารักษาพยาบาลไว้ด้วยก็สามารถใช้ PA เบิกชดเชยค่ารักษาได้ ถามว่าถึงขั้นจำเป็นไหม ก็อาจจะไม่ถึงขั้นนั้น เพราะการรักษาที่ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล มักจะมีค่ารักษาที่ไม่สูงมาก เราอาจรับภาระค่าใช้จ่ายตรงนี้เองได้ ยกเว้น การรักษาบางอย่าง หรือไปรักษาในโรงพยาบาลชั้นนำ ที่มีค่ารักษาแพง ถ้ามี PA ไว้ก็อาจจะช่วยได้มากกว่าไม่มีครับ

 

4. อนุสัญญาของประกันสุขภาพที่เป็นตัวชดเชยกรณีอุบัติเหตุ แตกต่างจาก PA ยังไง?

ประกันสุขภาพนั้น มีอยู่กลุ่มหนึ่งที่จ่ายชดเชยกรณีอุบัติเหตุโดยเฉพาะ (คือกลุ่มที่มีชื่อย่อว่า AI, ADD หรือ ADB หรืออ.1, อ.2, อ.3 แล้วแต่บริษัท) ซึ่งก็จะมีส่วนที่เหมือนกับ PA คือจ่ายเงินชดเชยกรณีที่เสียชีวิต, สูญเสียอวัยวะ, ค่ารักษาพยาบาล และชดเชยกรณีนอนโรงพยาบาล เหมือนกัน (ในกรณีถ้าเทียบกับ AI)  แต่จะแตกต่างจาก PA ตรงที่ว่า

  • อนุสัญญาอุบัติเหตุ จะสามารถเลือกวงเงินทุนประกันกรณีเสียชีวิตได้อย่างอิสระ (แต่ต้องไม่ต่ำกว่า หรือเกินที่กำหนด) แต่ PA ไม่สามารถเลือกอย่างอิสระได้ ต้องเลือกตามแพคเกจที่บริษัทจัดให้
  • อนุสัญญาอุบัติเหตุ มีการจ่ายเงินชดเชยตามระดับของอาการ เช่น สูญเสียบางส่วนของอวัยวะ – สูญเสียอวัยวะ 2 ส่วนเต็มๆขึ้นไป หรือ ทุพพลภาพบางส่วนชั่วคราว – ทุพพลภาพทั้งหมดถาวร ซึ่งถ้าเป็นหนัก ก็จะจ่ายมากกว่าเป็นน้อย (คิดเป็นเปอร์เซ็นของทุนประกัน) แต่ PA โดยส่วนใหญ่ มักจะจ่ายเงินชดเชยเฉพาะกรณีเป็นหนัก (เช่น ต้องสูญเสียอวัยวะ 2 ส่วน หรือต้องทุพพลภาพทั้งหมดถาวร ถึงจะจ่าย) ในกรณีที่สูญเสียบางส่วน การเคลมอาจจะมีความซับซ้อนกว่า
  • อนุสัญญาอุบัติเหตุ (เฉพาะตัว AI) จะจ่ายเงินชดเชยกรณีนอนโรงพยาบาลเป็นรายสัปดาห์ แต่ PA จะจ่ายชดเชยเป็นรายวัน ซึ่งเทียบเป็นต่อวันแล้ว PA จะจ่ายมากกว่า และจ่ายนานกว่า (PA จ่ายสูงสุด 365 วัน)
  • อนุสัญญาอุบัติเหตุ จ่ายค่ารักษาพยาบาลเฉพาะกรณีค่าผ่าตัด ซึ่งต้องนอนโรงพยาบาลเท่านั้น แต่ PA จ่ายค่ารักษาพยาบาล แม้บาดเจ็บเพียงเล็กน้อย ไม่ต้องผ่าตัด นอนโรงพยาบาล ก็เบิกได้

จะเห็นได้ว่า แต่ละตัว ก็มีข้อดี-ข้อด้อย แตกต่างกัน หากจะเลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง (ทำประกันสุขภาพ มีอนุสัญญาอุบัติเหตุ แล้วไม่ทำ PA หรือทำประกันสุขภาพ ไม่มีอนุสัญญาอุบัติเหตุ แล้วเลือกทำ PA) ก็ต้องพิจารณาความเหมาะสมดู หรือถ้าจ่ายเบี้ยไหว จะเลือกทำทั้ง 2 อย่างก็ได้ครับ (สามารถเบิกได้ทั้งจากอนุสัญญาอุบัติเหตุ และ PA พร้อมๆกัน โดยไม่ถือว่าทับซ้อน)

 

5. มีเงื่อนไขการทำ PA และเงื่อนไขการจ่ายเงินชดเชยอะไรบ้าง?

เงื่อนไขการรับทำ PA จะมีการตอบคำถามสุขภาพ แต่ไม่ต้องตรวจร่างกาย มีช่วงอายุรับทำประกันและการต่ออายุและมีการคิดเบี้ยตามความเสี่ยงของขั้นอาชีพ เหมือนประกันชีวิตและประกันสุขภาพทั่วไป ส่วนเงื่อนไขการจ่ายเงินชดเชยก็จะพิจารณาจากความเสี่ยงเป็นหลัก เช่น ถ้าเสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุที่เกิดจากกรณีขับขี่หรือโดยสารรถจักรยานยนต์ หรือกรณีถูกฆาตกรรมลอบทำร้าย ก็อาจจะจ่ายเงินชดเชยให้น้อยกว่าทุนประกันกรณีเสียชีวิตปกติ หรือหากเกิดอุบัติเหตุจากกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บสูง เช่น กระโดดบันจี้จัมป์, การเล่นกีฬา Extreme, ยิง BB Gun ฯลฯ PA อาจจะไม่จ่ายเงินชดเชยก็ได้ (แล้วแต่การพิจารณาของแต่ละบริษัท ต้องลองสอบถามจากตัวแทนของบริษัทนั้นๆดูครับ)

 

6. สรุปแล้ว PA มีข้อดี / ข้อเสีย อะไรบ้าง?

ข้อดี / จุดเด่น ของ PA

  • เบี้ยประกันถูก เมื่อเทียบกับความคุ้มครอง หรือเงินชดเชยที่ได้ ส่วนใหญ่เริ่มต้นแค่ปีละ 2,000 กว่าบาท ดังนั้น คนที่มีกำลังทรัพย์น้อย แต่อยากคุ้มครองความเสี่ยง ก็สามารถซื้อได้
  • เบี้ยประกันคงที่ พิจารณาแบบปีต่อปี ไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นทุกปีตามอายุหรือเพศ เหมือนอย่างประกันสุขภาพ (แต่ถ้าอายุเริ่มมาก ตั้งแต่ 61 ปีขึ้นไป เบี้ยถึงจะถูกปรับเพิ่มขึ้น)
  •  จ่ายค่ารักษาพยาบาลกรณีบาดเจ็บแม้จะเกิดจากอุบัติเหตุเพียงเล็กน้อย ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล ก็เบิกได้

ข้อเสีย / จุดด้อย ของ PA

  • จ่ายเงินชดเชยเฉพาะกรณีที่เกิดจากอุบัติเหตุเท่านั้น ถ้าเกิดจากโรค เบิกไม่ได้
  • ทุนประกันสูงสุด มีจำกัด และขึ้นอยู่กับแต่ละแพคเกจที่กำหนด ไม่สามารถเลือกทำทุนประกันอย่างอิสระเองได้
  • การชดเชยกรณีสูญเสียอวัยวะ มีความซับซ้อน ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของความเสียหายที่เกิดกับอวัยวะนั้น (ถ้าบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย ก็จะชดเชยให้เป็นสัดส่วนที่น้อยกว่ากรณีเจ็บป่วยหนัก)

KrungTH-AXA-PA-Design Final

หลังจากที่ได้ทำความรู้จักกับ PA แล้ว หากใครเริ่มเห็นความสำคัญของ PA และอยากมองหา PA มาใช้ ผมก็มี PA ตัวหนึ่งที่คิดว่าน่าสนใจ มาแนะนำกัน นั่นก็คือ “iFine” ที่เป็น PA ของบริษัท กรุงไทย แอกซ่า เพราะมีจุดเด่นอยู่ที่ มีการจ่ายทุนประกันพิเศษ ครอบคลุมการเสียชีวิตทุกกรณี ไม่เฉพาะกรณีที่เกิดจากอุบัติเหตุแต่เพียงอย่างเดียวด้วย (แต่จ่ายทุนประกันส่วนนี้สูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท)

นอกเหนือไปจากการจ่ายทุนประกันปกติ กรณีเสียชีวิตจากอุบัติเหตุเท่านั้น (ขั้นต่ำ 1,000,000 และจ่ายให้ 2 เท่ากรณีเกิดจากอุบัติเหตุสาธารณะ ได้แก่ ในที่โดยสาร เช่น รถเมล์ เรือ เครื่องบิน รถไฟ หรืออยู่ในลิฟต์ รวมถึงในอาคารสาธารณะอย่างในห้าง โรงหนัง หรือโรงแรม เป็นต้น สูงสุดไม่เกิน 6,000,000 บาท) ในส่วนค่าชดเชยอื่นๆ ก็มี ชดเชยกรณีสูญเสียอวัยวะ (สูงสุด 100% ของทุนประกัน), ชดเชยค่ารักษาพยาบาลตามจริง (วงเงินขั้นต่ำ 50,000 บาท สูงสุด 300,000 บาท ต่อครั้ง) และจ่ายเงินชดเชยรายวัน หากต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล (ขั้นต่ำ 1,000 บาท สูงสุด 2,500 บาท ต่อวัน รวมไม่เกิน 365 วันต่อปี)


ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.krungthai-axa.co.th/th/ifine?xtor=SEC-1-GOO-[iFine-Search-Brand]-[text-ad]-S-[%2Bifine]&gclid=CLTN4cXujc4CFcgWaAodZ6sDrQ หรือโทรสอบถามที่ 1159 ซึ่งถ้าสนใจจะซื้อสามารถจิ้มเข้าไปซื้อเองได้ง่ายๆที่ Line Pay อีกด้วย

จะเห็นได้ว่า PA หรือประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล ก็เป็นเครื่องมือที่ดีเครื่องมือหนึ่งที่เราสามารถใช้เพื่อบริหารความเสี่ยงจากการเกิดอุบัติเหตุได้ดี เพราะเบี้ยราคาไม่แพง เข้าถึงได้ง่าย และมีการจ่ายเงินชดเชยบางจุดที่ประกันสุขภาพไม่ได้ครอบคลุมอีกด้วย หากใครอยากเริ่มทำประกันเพื่อคุ้มครองความเสี่ยงให้ตัวเอง การทำประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เพราะอุบัติเหตุเป็นเรื่องที่ไม่แน่นอน ที่อยู่นอกเหนือจากการควบคุมของเรา มันอาจจะเกิดที่ไหนเมื่อไหร่ก็ได้ ดังนั้น ทางที่ดีเราก็ควรใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท วางแผนจัดการความเสี่ยงให้อุ่นใจไว้ล่วงหน้าจะดีที่สุดครับ

 

บทความนี้เป็น Advertorial

by Insuranger
Writer of Insuranger.
รวมทุกบทความของ Insuranger กูรูสุดหล่อ จาก aomMONEY ผู้เชี่ยวชาญการวางแผนการเงินและวางแ...
TRENDING